
หั่นเป้าจีดีพีใหม่ติดลบ3-4.5%เพิ่มปัจจัยลบ"หวัด"
แบงก์ชาติปรับเป้าจีดีพีปีนี้ติดลบหนักขึ้นจากลบ 1.5-3.5% เป็นลบ 3-4.5% เหตุไตรมาสแรกทรุดแรงเกินคาด รับห่วง 4 ปัจจัยบั่นทอนกำลังซื้อ ทั้งเศรษฐกิจโลก ปัญหาการเมือง หวัดใหญ่ 2009 และราคาน้ำมันแพง
นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้ปรับเป้าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) และเงินเฟ้อในปี 2552 ใหม่เป็นติดลบ 3-4.5% ซึ่งติดลบเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 1.5-3.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ก็ปรับลดลงเป็นติดลบ 0.5% จากเดิมขยายตัว 0-1% และเงินเฟ้อทั่วไปขยายตัวติดลบ 1.5 ถึงขยายตัว 0% จากเดิมติดลบ 1% ถึงบวก 1%
ทั้งนี้ เป็นผลจากเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีนี้ได้หดตัวลง 7.1% จากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้านี้ และรุนแรงว่าที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้คาดไว้ โดยทุกองค์ประกอบของจีดีพีนั้นพบว่าหดตัวค่อนข้างมาก อีกทั้งมีการลดการสะสมสินค้าคงคลัง ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลในระดับสูง จากการนำเข้าสินค้าและบริการที่หดตัวมากกว่าการส่งออก
สำหรับการส่งออกปีนี้ คาดว่าจะติดลบ 19.5-22.5% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 24.5-27.5% ส่วนนำเข้าคาดว่าจะติดลบ 29.0-32.0% จากเดิมคาดว่าจะติดลบ 31.5-34.5%
"เศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนของไตรมาส 2 ปีนี้แสดงสัญญาณว่าน่าจะเริ่มทรงตัว โดยภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีการผลิต เพื่อชดเชยสินค้าคงคลังที่ลดลง และบางธุรกิจผลิตเพิ่มเพื่อตอบสนองคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่กลับมา อย่างไรก็ตาม แรงส่งของการฟื้นตัวยังต้องขึ้นอยู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกด้วย" นางอัจนากล่าวและว่า ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัวได้ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงจากไตรมาสก่อนหน้า การบริโภคภาคเอกชนเริ่มทรงตัว แต่การลงทุนภาคเอกชนยังคงมีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อย เนื่องจากภาคธุรกิจยังไม่ต้องการลงทุนเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเบี่ยงเบนไปจากประมาณการ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจโลกอาจฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ประเมินไว้ 2. มีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือล่าช้าอันเนื่องจากปัญหาทางการเมือง 3.การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน และ 4. ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น
นางอัจนากล่าวว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2553 มีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าประมาณการครั้งก่อน โดยคาดว่าจะกลับมาขยายตัว 3-5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5-3.5% และการส่งออกจะกลับมาเติบโต 14.5-17.5% จากเดิมคาดโต 6.5-9.5% ขณะที่การนำเข้าจะเพิ่มขึ้น 27.5-30.5% จากเดิมคาดเพิ่มขึ้น 14.0-17.0% ส่วนเงินเฟ้อคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.5-5.5% จากเดิมคาดเพิ่ม 0.0-1.5%



