วันที่ 27 พฤศจิกายน พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผู้บังคับการแผนงานอาญากรรมสำนักงานยุทธศาสตร์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีขอนแก่นโมเดลว่า หลังจากที่มีการจับผู้ต้องหา 2 รายและ ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 7 รายแล้วนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งส่งเอกสารไปตามด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฏหมาย ส่วนผู้ต้องหาที่สามารถจับกุมได้ 2 ราย จากการสอบสวนได้เริ่มมีการชักทอดไปยังกลุ่มบุคคลที่โพสข้อความกล่าวอ้างหมิ่นสถาบันทางโซเซียลมีเดีย ที่ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ถ้าหากพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า9 ราย ก็จะออกหมายจับเพิ่มเติม
พล.ต.ต.ชยพล ระบุอีกว่า ส่วนสำนวนคดีหมิ่นเบื้องสูง(ม.112) จำนวน 5 สำนวน ได้ส่งไปยังคณะกรรมการพิจารณาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มี พล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา ที่ปรึกษา(สบ.10) เป็นหัวหน้าชุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอ พล.ต.อ.สุเทพ ประชุมสรุป คาดว่าในวันนี้จะมีการสรุปสำนวนพร้อมให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อลงนาม ก่อนส่งไปให้อัยการศาลทหารต่อไป
นอกจากนี้ สำนวนคดีหมิ่นเบื้องสูง 112 ที่เหลืออีก 7 สำนวน คาดว่า จะสรุปสำนวนส่งกองคดีภายในสิ้นเดือนนี้ แต่หากมีพลเรือน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินออกหมายจับดำเนินคดีตามกฏหมาย
รมว.ยุติธรรมไม่ห่วงส่งผู้ต้องหาขอนแก่นโมเดลขังเรือนจำมทบ.11
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีศาลทหารสั่งคุมขังผู้ต้องหากลุ่มขอนแก่นโมเดลในเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี ภายในมทบ.11ว่า กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่ปฎิบัติตามคำสั่งศาล ซึ่งการดูแลผู้ต้องขังแม้เป็นเรือนจำชั่วคราวแต่มีระเบียบปฎิบัติชัดเจนไม่ต่างจากเรือนจำถาวรทั่วไป และอาจดูแลได้มาตรฐานสูงกว่าด้วย เพราะเรือนจำทั่วไปมีปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ แต่เรือนจำชั่วคราวฯมีผู้ต้องขังจำนวนน้อย ห้องขังเพียงพอมีห้องน้ำในตัว ถือว่ามีสวัสดิภาพดีกว่ามาก การคุมขังในเรือนจำดังกล่าวก็เป็นไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้พนักงานสอบสวนในคดีสำคัญ เช่น คดีความผิดมาตรา 112 คดีประทุษร้าย และคดีระเบิดราชประสงค์
อย่างไรก็ตามตนได้เสนอกับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ไปแล้วว่าหากเปิดโอกาสให้สื่อมวลขนเข้าไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำชั่วคราวฯได้ก็ควรมีการขออนุญาตตามขั้นตอน จะได้เห็นภาพที่ชัดเจน ทั้งนี้ ขณะนี้ตนยังไม่ได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เข้าไปร่วมตรวจสอบ โดยขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจและทหารก่อน
รองผอ.รมน.เร่งตามหากลุ่มผู้ช่วยเหลือ
พ.อ.จตุรพงศ์ บกบน รอง ผอ.รมน.ขอนแก่น กล่าวว่า สำหรับผู้ต้องหาที่ศาลทหารออกหมายจับดำเนินคดี ทั้ง 9 คนไม่ใช่คนขอนแก่นทั้งหมด มีผู้หลบหนี 2 คนที่เป็นชาวอำเภอกระนวน จ.ขอนแก่น ส่วนที่เหลือเป็นคนจากจังหวัดใกล้เคียง สำหรับการเข้าจับกุมตัว 2 ผู้ต้องหาก่อนหน้านี้ โดยชุดปฏิบัติการเดินทางมาจากส่วนกลาง มีหน่วยงานในพื้นที่คอยอำนวยความสะดวก เมื่อเข้าควบคุมตัวตามหมายจับของศาลแล้วจึงได้นำตัวผู้ต้องหาไปเดินทางไปสอบสวนที่ส่วนกลางเพื่อขยายผลหาตัวผู้ร่วมขบวนการ เบื้องต้นได้รับการประสานงานให้ติดตามตัวผู้ที่มีหมายจับทั้งหมด 9 คน สามารถควบคุมตัวไว้แล้วรวมกับที่นำตัวมาแถลงข่าวเป็น 3 คน
“สำหรับคนในขบวนการขอนแก่นโมเดลทางฝ่ายความมั่นคงทางตำรวจ ทหารและพลเรือน กำลังติดตามความเคลื่อนไหว โดยได้ระดมทุกหน่วยลงพื้นที่หาข่าว ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้จับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มเห็นต่างทางการเมือง เพราะหลังจากได้รับการประกันตัวแล้วตลอดระยะเวลากว่า 1 ปียังพบว่าคนกลุ่มนี้ยังมีการเคลื่อนไหวอย่างลับๆมาโดยตลอด ทางเจ้าหน้าที่ได้ติดตามความเคลื่อนไหว จนเห็นว่ามีการก่อเหตุที่เข้าข่ายกระทบต่อความมั่นคง ขณะนี้ชุดปฏิบัติการกำลังเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาที่ยังคงหลบหนี พร้อมกับหาเส้นทางการหลบหนี และดูว่าจะมีผู้ร่วมขบวนการรายอื่นที่คอยช่วยในการหลบหนีหรือไม่” พ.อ.จตุรพงศ์ กล่าว
สำหรับความคืบหน้าการติดตามผู้ต้องหา แหล่งข่าวรายหนึ่ง ระบุว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน58หลังจากศาลทหารกรุงเทพ ได้ออกหมายจับผู้ต้องหา9คนในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา112ประมวลกฎหมายอาญา ทราบว่า ผู้ต้องหา 1 คนที่หลบหนีอยู่ในท้องที่ อ.บุ่งคล้า จ. บึงกาฬ เวลา 17.00 น.วันที่ 26 พ.ย. ตำรวจ สภ. บุ่งคล้า พร้อมทหารพรานจึงไปปิดล้อมจับกุมตัวผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการหลบหนีได้ 1 คน ขณะนี้นำตัวส่งกองปราบปรามแล้ว
รวบผู้ต้องหาขอนแก่นโมเดลเพิ่มที่บึงกาฬ1ราย
แหล่งข่าว กล่าวว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 58 เวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บุ่งคล้า และทหารพราน 2105 อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ สนธิกำลังกันจับกุมตัว นายพาหิรัญ กองคำ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 3 บ้านหาบแฮ่ ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหายจับของศาล ทหาร กรุงเทพ ที่ 56/2558
“ทราบว่าเดิมนายพาหิรัญ เป็นชาวขอนแก่นมาเป็นเขยที่บ้านหาบแฮ่ เพิ่งเปลี่ยนที่อยู่มาที่บุ่งคล้า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 58 ประกอบอาชีพทำการประมง จับปลาตามลำน้ำโขง แต่ที่ผ่านมาเป็นบุคคลต้องสงสัย ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามดูพฤติกรรม และยังเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นยาเสพติดมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่พบหลักฐาน ที่ผ่านมานายพาหิรัญ ไม่อยู่ที่หมู่บ้านมักจะไปๆมาๆ แต่ไม่ทราบที่อยู่เป็นหลักแหล่ง คาดว่า ผู้ต้องหารายนี้อาจจะอยู่ในเครือข่ายขอนแก่นโมเดลที่ร่วมขบวนการเมื่อปี 2557 แต่ไม่ถูกจับกุม ซึ่งในวันที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้าจับกุมนั้น นายพาหิรัญกำลังอยู่กับครอบครัว เมื่อตรวจค้นไม่พบอาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมาย ” แหล่งข่าว