ข่าว

อนุมัติรัฐกู้ 2.7 แสน ล.รับวิกฤติ
	  สั่งคลังเร่งวางกรอบใช้เงิน 7 หมื่นล้านชงเข้าสภา

อนุมัติรัฐกู้ 2.7 แสน ล.รับวิกฤติ สั่งคลังเร่งวางกรอบใช้เงิน 7 หมื่นล้านชงเข้าสภา

04 ก.พ. 2552

ครม.ผ่านฉลุยรัฐกู้เงิน 2.7 แสนล้านบาท เผยเปิดวงเงิน 2 แสนล้านให้รัฐวิสาหกิจกู้ในประเทศระยะสั้นเผื่อฉุกเฉิน ส่วนอีก 7 หมื่นล้านบาทกู้นอกประเทศไว้ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ รับมือผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจโลก สั่งคลังทำกรอบการใช้เงินเตรียมเสนอสภา

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในการจัดตั้งเงินกู้ Short term facility วงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อให้รัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินภาครัฐสามารถกู้เงินในประเทศระยะสั้นโดยตรง ตามความต้องการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้การกู้เงินในประเทศของภาครัฐไม่มีการกระจุกตัวช่วงใดช่วงหนึ่ง ทั้งนี้ระยะเวลาการกู้เงินดังกล่าวจะเปิดวงเงินไว้ 3 ปี กำหนดระยะเงินกู้อายุไม่เกิน 18 เดือน อัตราดอกเบี้ยใช้อัตราต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน ของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณาค้ำประกันเงินกู้แบบบางส่วน หรือเต็มจำนวนเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น ซึ่งวงเงินค้ำประกันต้องไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และการใช้เงินกู้ดังกล่าวต้องเป็นเงินกู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ในช่วงปี 2552 กระทรวงการคลังจึงต้องจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม เพื่อนำมาสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการเจรจากู้เงินจากต่างประเทศ 3 แหล่ง ได้แก่ ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) วงเงินกู้ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 7 หมื่นล้านบาท นายกรณ์ กล่าวว่า วงเงินกู้ดังกล่าวจะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานของรัฐบาล โดยจะนำเงินไปใช้เพิ่มทุนให้แก่สถาบันการเงินของรัฐ รองรับการขยายสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาล ในการขยายสินเชื่อให้แก่ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้การกู้เงินดังกล่าวเป็นการกู้เงินจากองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลผูกพันต่อการใช้งบประมาณในอนาคต ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 190 วรรคสอง กำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ก่อนลงนามผูกพันในหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้อง โดยให้รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน ครม.จึงได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังจัดทำกรอบการเจรจา วัตถุประสงค์การกู้เงิน และดำเนินการนำเสนอกรอบการเจรจาดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ "การเปิดวงเงินกู้ภายในประเทศระยะสั้น 2 แสนล้านบาท จะไม่ทำให้ยอดหนี้สาธารณะเพิ่ม เพราะเป็นการกู้เงินเพื่อชดเชยหนี้เดิมของรัฐวิสาหกิจที่มีหนี้ไว้อยู่แล้ว อีกทั้งแผนการกู้เงินการลงทุนผ่านโครงการต่างๆ ได้บรรจุไว้ในแผนการกู้ที่กำหนดไว้เดิมแล้ว" นายกรณ์ระบุ