
เบื้องลึก...อียูประทับใจยิ่งลักษณ์
เบื้องลึก...อียูประทับใจยิ่งลักษณ์ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
จดหมายเชิญอดีตนายกฯ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยที่ยุโรปกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลมีเดีย มีทั้งฝ่ายจับผิดว่าเป็นจดหมายปลอม กับฝ่ายชี้แจงว่าเชื้อเชิญจากผู้มีอำนาจจริง?
แต่ประเด็นสำคัญแฝงอยู่ในเนื้อความจดหมายนั้นคือ ความรู้สึกประทับใจที่ “ยิ่งลักษณ์” ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับรัฐสภายุโรปในระหว่างการพบปะกับ “มาร์ติน ชูลซ์” ประธานรัฐสภายุโรป เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556
ทำให้เกิดคำถามว่า ในห้วงปี 2556 ตัวแทนสหภาพยุโรป ประทับใจอะไรในการพบปะกับตัวแทนรัฐบาลไทย?
ย้อนไปดูจดหมายเชิญที่ระบุคำว่า “คุณยิ่งลักษณ์” ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2558 โดยหัวจดหมายเป็นของ “รัฐสภายุโรป” เพื่อขอให้ไป “กรุงบรัสเซลส์” ประเทศเบลเยียม หรือ “เมืองสตราสบูร์ก” ประเทศเยอรมนี ตามที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ สะดวกเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ในประเทศไทยและการร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งลงลายเซ็นชื่อ 2 คนด้วยกันคือ เอลมาร์ บรอก และ เวอร์เนอร์ แลงเกิน โดยไม่ได้ลงตำแหน่ง ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นจดหมายปลอม เพราะลักษณะไม่เหมือนจดหมายจากหน่วยงานราชการที่เป็นทางการของสหภาพยุโรป
จนกระทั่งสื่อมวลชนช่วยกันสืบหาจนได้รับคำยืนยันว่าเป็นจดหมายจริงจากรัฐสภายุโรป โดยผู้ลงนามทั้ง 2 คนตั้งใจส่งมาเชิญ เพียงแต่เป็นจดหมายเชื้อเชิญปรึกษาเบื้องต้น จึงไม่ได้มีลักษณะถูกต้องอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบ
ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” สอบถามข้อมูลเบื้องต้นไปยังเจ้าหน้าที่ “สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย” (Delegation of the European Union to Thailand) ได้รับคำตอบว่า เป็นจดหมายจริง หัวจดหมายนั้นเป็นของ “รัฐสภายุโรป” (European Parliament) ไม่ได้ส่งจากสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยแต่อย่างใด และผู้ลงชื่อก็มีตำแหน่งจริงในรัฐสภายุโรป โดย นายเอลมาร์ บรอก ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการด้านการต่างประเทศของสภายุโรป (Chairman of the European Parliament Committee on Foreign Affairs) ส่วน นายเวอร์เนอร์ แลงเกิน มีตำแหน่งเป็นประธานคณะผู้แทนความสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Chair of Delegation for relations with the countries of Southeast Asia and the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN))
ทั้งนี้ ตามธรรมเนียมแล้วการส่งจดหมายเชิญเบื้องต้นแบบนี้อาจใช้หัวจดหมายส่วนตัวของทั้ง 2 คน หรืออาจเป็นหัวจดหมายของรัฐสภายุโรปก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
หากพิจารณาจากตำแหน่งของผู้ลงนามเชิญทั้ง 2 คนแล้ว เชื่อกันว่าน่าจะมีเครือข่ายหรือคณะทำงานที่เชี่ยวชาญข้อมูลในกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศไทย ที่เสนอความเห็นให้เชิญ “ยิ่งลักษณ์” มาแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ในประเทศไทย ล่าสุดกำลังรอคำตอบว่าอดีตนายกฯ หญิงของไทยจะตอบรับคำเชื้อเชิญและทาง “คสช.” จะอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศไปยุโรปหรือไม่
ส่วนคำถามว่า ทำไมตัวแทนจากรัฐสภายุโรปที่มีหน้าที่พิจารณาและรับรองกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญ จึงประทับใจในการพบปะกับ “ยิ่งลักษณ์” ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยเมื่อปี 2556
วิเคราะห์กันว่า ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์อาจมีความร่วมมือที่คืบหน้าหลายโครงการ แต่ที่หลายฝ่ายจับตามองมากที่สุดอาจเป็นเรื่องเขตการค้าเสรี เนื่องจาก ช่วงเวลานั้นยุโรปพยายามผลักดันให้มีการเจรจาตกลงเรื่อง “เอฟทีเอ” กับประเทศไทย หรือ “การตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU Free Trade Area Agreement- FTA) ซึ่งทั้งสองฝ่ายเจรจาอย่างจริงจังกันมาหลายรอบแล้วตั้งแต่ปี 2553
อีกทั้งวันที่ 6 มีนาคม 2556 ระหว่างการเยือนกรุงบรัสเซลส์ของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีกำหนดการเจรจา “เอฟทีเอ” ระหว่างไทยกับตัวแทนคณะกรรมาธิการยุโรป เชื่อกันว่าการเจรจาวันนั้นมีความชื่นมื่นและคืบหน้าเป็นอย่างมาก ฝ่ายยุโรปจึงชื่นชม “ยิ่งลักษณ์” เป็นพิเศษ แต่หลังโดนรัฐประหาร การเจรจาทุกอย่างก็สะดุดลง เพราะสหภาพยุโรปจะไม่ทำสัญญาหรือข้อตกลงใดๆ กับรัฐบาลทหารหรือรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
แต่สำหรับเครือข่ายเอ็นจีโอในไทยที่เฝ้าติดตามปัญหาเอฟทีเอ มองว่ายังมีรายละเอียดที่ต้องเปิดเผยและเจรจาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบ
“กรรณิการ์ กิจติเวชกุล” ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) อธิบายว่า หลังจากประเทศไทยโดนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 การตกลงเรื่องเอฟทีเอกับยุโรปก็หยุดชะงักไป ที่ผ่านมาเครือข่ายเอ็นจีโอไม่ได้คัดค้านการเจรจาเอฟทีเอ เพียงแต่ต้องการให้การเจรจาเป็นไปอย่างรอบคอบและสะท้อนข้อห่วงใย ป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องยาและความหลากหลายทางชีวภาพ ต้องระวังไม่ให้ผลประโยชน์ตกอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะบางเรื่องเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวกับคนไทยทั้งประเทศ
“เอาเฉพาะเรื่องยา หากทำการตกลงเอฟทีเอกับยุโรป ไทยจะต้องจ่ายเงินค่ายาเพิ่มอีก 1 แสนกว่าล้านบาท เพราะสิทธิบัตรยาจะยืดออกไปอีกประมาณ 5 ปี จากเดิม 20 ปี หมายความว่าเราจะเอาสูตรยามาผลิตเองไม่ได้ต้องรออีก 5 ปี หน่วยวิจัยเภสัชศาสตร์สังคมของจุฬาฯ ศึกษาพบว่า ในปีที่ 5 นับจากปล่อยให้มีการผูกขาดข้อมูลยา (Data Exclusivity) ค่าใช้จ่ายไทยจะสูงขึ้นอีกปีละ 8 หมื่นกว่าล้านบาท และถ้าขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรยา (Patent Term Extension) เพิ่มขึ้นอีก 5 ปี จะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 27,883 ล้านบาทต่อปี เฉพาะผลกระทบยาปีละ 1 แสนกว่าล้านบาทแล้ว ถ้าเป็นด้านเกษตร เมล็ดพันธุ์พืชมีเรื่องทรัพย์สินทางปัญญามาเกี่ยวข้อง ชาวไร่ชาวนาของไทยต้องจ่ายเงินซื้อเมล็ดพันธุ์แพงขึ้น 2-6 เท่าตัว คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 1.4 แสนล้านบาท และไม่สามารถพัฒนาปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พืชได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป”
ข้างต้นคือเบื้องลึกว่า ทำไมตัวแทนจากรัฐสภายุโรปบางคน จึงได้ประทับใจ "ยิ่งลักษณ์” สืบเนื่องมาจากประเด็น “การเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับยุโรป” ที่ตอนนี้หยุดชะงักไปนั่นเอง
ส่วนการเจรจาจะเริ่มขึ้นรอบใหม่ได้ ก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง การเชิญตัวแทนพรรคการเมืองไปพูดคุยเหมือนกับจะสื่อความหมายบางอย่างหรือไม่ ?



