
'ดื่มชาทีพนา รักษาป่าหมื่นไร่'คมคิด'บุญทวี ทะนันไชย'
'ดื่มชาทีพนา รักษาป่าหมื่นไร่'คมคิด'บุญทวี ทะนันไชย' : คมคิดจิตอาสา สุรัตน์ อัตตะ เรื่องและภาพ
เมี่ยง ถูกมองว่าเป็นของเก่า ใครที่ชอบเมี่ยงเป็นคนไม่ทันสมัย ทำให้คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันนี้ไม่นิยมที่จะอมเมี่ยงกัน แม้แต่ลูกหลานคนที่ทำเมี่ยงอมก็เหลือน้อยเต็มที ทำให้อาชีพการผลิตเมี่ยงของชาวบ้านในหลายพื้นที่ของจ.น่าน ที่จะสืบทอดวัฒนธรรมการอมเมี่ยงมาตั้งแต่บรรพบุรุษลดลง ทำให้รายได้จากการทำเมี่ยงอมขายก็หดหายตามไปด้วย จากเหตุดังกล่าวทำให้ชาวบ้านศรีนาป่านและป่าห้วยหลวง ต.งอน อ.เมือง จ.น่าน ซึ่งเป็นแหล่งปลูกชา “อัสสัม” คุณภาพที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการทำเมี่ยงอม ร่วมกันหาทางออก ภายใต้การนำของเกษตรกรหัวก้าวหน้า “บุญทวี ทะนันไชย” อดีตผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันหาทางออก โดยเปลี่ยนจากการทำเมี่ยงอมมาทำชาชงพร้อมดื่มแทน แต่ยังคงใช้วัตถุดิบจากชาอัสสัมเช่นเดิม เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้น
“ปี 46 เราประสบปัญหาเรื่องเมี่ยง วิถีชีวิตของคนที่นี่คือรับประทานเมี่ยง เมี่ยงที่นี่เกิดมาตั้งแต่ปี 2019 ฉะนั้นต้นชาที่นี่ 500 กว่าปีแล้ว ที่ผ่านมาเราผลิตเมี่ยงอมอย่างเดียว เมื่อประสบปัญหาเมี่ยงไม่มีราคา เพราะการขายเมี่ยงขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลางทั้งหมด เก็บมาวันหนึ่งขายกำละบาท ถ้าไม่ขายวันนี้ผมก็ไม่ได้สตังค์สักบาท ถ้าขายผมก็ได้เงิน แต่เราขาดทุนนะ ไม่ได้อะไรเลย แต่ได้สตังค์มาเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว” บุญทวี ทะนันไชย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์ชาและส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงนิเวศศรีนาป่าน-ตาแวน ต.เรือง อ.เมือง จ.น่าน ย้อนอดีตความเป็นมากว่าผลิตภัณฑ์ชาชงพร้อมดื่มที่ผลิตจากชาอัสสัมคุณภาพ ภายใต้แบรนด์ “ทีพนา (TeaPanaa)” ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชาวบ้านใน จ.น่าน อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยเขาใช้เวลากว่า 10 ปี ในการมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาคุณภาพ จนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ
บุญทวี เล่าต่อว่า จากนั้นก็มีแนวคิดในการก่อตั้งกลุ่มเพื่อผลิต แปรรูปและทำการตลาดเองโดยไม่พึ่งพาพ่อค้าคนกลาง โดยรวบรวมชาวบ้านที่เห็นพ้องประมาณ 49 คน เพื่อร่วมกันแปรรูปใบเมี่ยงให้เป็นชาชงพร้อมดื่ม
โดยเริ่มจากไปศึกษาดูงานแปรรูปชาที่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย โดยการนำของสำนักงานกษตรจังหวัดน่าน ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา บ้านห้วยป๋อ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน และบริษัทใบชาโชคจำเริญ จำกัด อ.แม่สลอง จ.เชียงราย แม้การดูงานครั้งนี้จะให้ชาวบ้านได้รู้จักทำชงพร้อมดื่ม แต่ทำได้แค่การจุดประกายเท่านั้น เพราะกระบวนการผลิตนอกจากจะใช้องค์ความรู้ในขั้นสูงแล้วยังขาดเงินทุนในการจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ในการกระบวนการผลิต เนื่องจากมีราคาที่ค่อนข้างสูง
“ช่วงแรกๆ ก็รู้สึกท้อแท้นะ คิดจะโค่นต้นชาทิ้งแล้วหาพืชตัวใหม่เข้ามา เอาข้าวโพดเข้ามา แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย อันนั้นมันไม่ใช่วิถีทางที่แก้ปัญหา จึงตัดสินใจทำชาต่อ ไปดูงานมาหลายที่ พอดูปุ๊บก็รู้แล้วว่ามันสามารถแปรรูปได้ แต่ปัญหาชาวบ้านไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย ที่สำคัญเฉพาะเครื่องตัดใบชาตัวละ 2 แสนกว่า ตอนนั้นเรามีเงินหุ้นอยู่แค่ 700 กว่าบาท คนละเรื่องเลย”
แต่เหมือนโชคเข้าข้างชาวบ้านหลังกลับจากไปดูงานไม่นาน บุญทวีก็ได้รับการติดต่อจากคุณจำเริญ ชีวินเฉลิมโชค หลานนายพลต้วน เจ้าของบริษัทใบชาโชคจำเริญ จำกัด ได้พานักธุรกิจจากสิบสองปันนามาดูพื้นที่ปลูกชาในพื้นที่ ต.แม่งอน พร้อมลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปชาอย่างครบวงจรในทันที เนื่องจากมองว่าชาสัมสัมที่นี่เป็นชาออร์แกนนิกคุณภาพ ปราศจากสารเคมี โดยคาดหวังว่าผลผลิตที่ได้ทั้งหมดจะส่งไปยังออกไปยังจีน ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก
“พอเห็นใบชา เขาก็รู้ว่าเป็นชาอัสสัม พวกเราเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นชาอัสสัม รู้จักแต่เมี่ยง หลังนักธุรกิจจีนเข้ามาดู บอกว่าสามารถลงทุนได้เลย เขาบอกตั้งโรงงานได้มั้ย เราบอกว่าได้ เขาก็สร้างโรงงาน เอาเครื่องจักรมาลง ผลิตได้เท่าไหร่เขาจะรับซื้อหมดในราคาที่สูงด้วย” บุญทวีเผย
หลังสร้างโรงงานเสร็จก็นำผู้เชี่ยวชาญด้านการแปรรูปชาจากจีนมาสอนกระบวนการผลิตในเบื้องต้น หลังดำเนินกิจการไปได้สักระยะก็จำต้องยุติลง เพราะไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงาน เนื่องจากมีปัญหาในการเก็บเกี่ยว เพราะชาวบ้านไม่รู้จักวิธีการเก็บใบชาที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันวิถีการเก็บชาของชาวบ้านขึ้นอยู่กับความพอใจขึ้นอยู่กับรายได้ที่เข้ามาในแต่ละวัน หากมีรายได้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละวันก็ไม่จำเป็นต้องออกไปเก็บชาขาย ในขณะที่กระบวนการผลิตเพื่อการค้าหรือเชิงธุรกิจจะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่องทุกวัน
“เขาลงทุนให้ทั้งหมด เราไม่ควักแม้แต่สลึงเดียว แต่ช่วงนั้นเรายังไม่มีองค์ความรู้ ผ่านไปสองสามเดือนชาวบ้านเก็บใบชา แต่กลายเป็นใบเมี่ยง เพราะชาวบ้านไม่รู้วิธีการเก็บ เขาก็ยุติการผลิตแล้วกลับบ้าน แต่เครื่องจักรทั้งหมดทิ้งไว้ที่นี่ เขาบอกคุณช่วยดูแลเครื่องให้ด้วย เขาช่วยอีกเดือนละ 2,000 บาท ในการดูแลเครื่องจักร เพราะเขาถือว่าพวกเราคือคนของเขา คนไทลื้อด้วยกัน”
ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์ชาคนเดิม เปิดเผยอีกว่า จากนั้นในปี 2553 สมพงษ์ อนุยุทธพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านในขณะนั้น ได้นำเรื่องนี้ขึ้นกราบบังคมทูลรายงานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ว่า น่านมีชาออร์แกนิก 100% ใน ต.เรือง อ.เมือง มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 5,000 ไร่ แต่มีปัญหาในเรื่ององค์ความรู้ในกระบวนการผลิต จากนั้นพระองค์ท่านจึงเชิญผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยชาตองไล รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย เข้าเฝ้าฯ แล้วส่งมาดูกระบวนการผลิตทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงเปลี่ยนมาเป็นโครงการแลกเปลี่ยนไทย-อินเดียมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตรคอยเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลตั้งแต่การปลูก การดูแลตัดแต่ง ตลอดจนการเก็บเกี่ยวที่ถูกวิธี โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยชาตองไล รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ดูแลกระบวนการผลิต และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ หรือบีโด้ จะดูแลในเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยใช้สัญลักษณ์ทางการค้าว่า “ทีพนา” ที แปลว่า ชา พนา แปลว่า ป่า ชาที่รักษาป่าต้นน้ำ
"ปี 53 พระองค์ท่านเสด็จฯ ที่น่าน ผมต้องถวายงานความคืบหน้าและถวายน้ำชาพระองค์ท่านเสวยทุกวัน พอปี 54 ทางกรมส่งเสริมการเกษตรบอกกับทางกลุ่มเราให้ส่งชาเข้าประกวดในงานประกวดพืชนานาชาติ งานพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติปี 54 ที่ จ.เชียงใหม่ มีการส่งทั้งหมด 76 กลุ่มตัวอย่าง ของเรามีชาเขียวกับชาดำ พร้อมชูจุดขาย “ดื่มชาทีพนา รักษาป่าหมื่นไร่” ปรากฏว่าได้รางวัลมาทั้งสองรายการ นี่คือรางวัลแห่งความภูมิใจรางวัลแรกของพวกเรา"
บุญทวียอมรับว่า จุดเด่นของชาทีพนา นอกจากเป็นชาออร์แกนิกแล้วทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ยังได้วิจัยและพบว่าชาเขียวของน่านมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงถึง 102 มิลลกรัมต่อน้ำ 100 ซีซี ถือว่าสูงสุดในบรรดาชาเขียวที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด โดยพื้นที่ 5,000 ไร่นั้น มีต้นชาไม่เกิน 500 ต้น เนื่องจากปลูกรวมอยู่กับต้นไม้ใหญ่ และสวนชาที่นี่จะปลูกไม่เป็นแถวอย่างมีระเบียบ แต่จะปลูกตามพื้นที่ว่างใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ปัจจุบันชาชงพร้อมดื่มทีพนา นอกจากผลิตส่งจำหน่ายในร้านภูฟ้าทุกสาขาแล้ว ยังส่งให้สายการบินบองกอกแอร์เวย์สอีกด้วย
“ตลาดที่เราต้องส่งตอนนี้มีสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มีทั้งชาดำและชาเขียว ชาดำเดือนหนึ่งอยู่ที่ 2.2 แสนซองเหยื่อ ส่วนชาเขียว 5 แสนซองเหยื่อ เราจัดเป็นเซตให้เขา 1 ซองใหญ่เท่ากับ 5 ซอง เยื่อๆ 10 กรัมเอาไปชงกับน้ำ 1,000 ซีซี เพื่อบริการลูกค้าบนสายการบินทั้งหมด ส่วนภูฟ้าส่งทุกเดือนเหมือนกัน อย่างปี 59 นี้มีออเดอร์เข้ามา 2,400 กล่อง ยังไม่รวมโครงการส่วนพระองค์อื่นๆ อีกนะ พระองค์ท่านมีรับสั่งว่า ทีพนา (TeaPanaa) เป็นชื่อแบรนด์ลงตัวอยู่แล้ว ถ้าจำหน่ายที่อื่นได้ก็ทำไปเลย ไม่จำเป็นต้องที่ร้านภูฟ้าอย่างเดียว” บุญทวีกล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ
บุญทวี ทะนันไชย นับเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าในการร่วมกับชาวบ้านในการพัฒนาแปรรูปเมี่ยงมาสู่ชาชง จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์เด่นเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังใช้กลยุทธ์จากชาในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเมืองน่าน โดยใช้แนวคิดการทำงานเมี่ยงคือวิถีชีวิต ชาคือเศรษฐกิจ ป่าคือตัวเชื่อมให้ทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน ด้วยสโแกนที่ว่า “ดื่มชาทีนา รักษาป่าหมื่นไร่” ภายใต้ตราสัญลักษณ์ "ทีพนา (TeaPanaa)"



