ข่าว

ตรวจสอบโปร่งใสดึงเชื่อมั่น

ตรวจสอบโปร่งใสดึงเชื่อมั่น

26 พ.ย. 2558

ตรวจสอบโปร่งใสดึงเชื่อมั่น : บทบรรณาธิกาประจำวันที่26พ.ย.2558

           นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ขอร้องทุกส่วนอย่าขยายปมร้อน “อุทยานราชภักดิ์” กันมากนัก โดยยกเหตุผลว่าจะกลายเป็นเครื่องมือให้แก่อีกพวกหนึ่ง ซึ่งความหมายของนายกรัฐมนตรีคงกินความไปถึงฝ่ายการเมืองที่ออกมาเรียกร้องและกดดันให้รัฐบาลเคลียร์เรื่องโครงการก่อสร้างดังกล่าวและให้หาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ โดยจุดยืนของนายกรัฐมนตรีก็ได้ย้ำว่าไม่ปกป้องใครที่กระทำผิดกฎหมายและให้สอบสวนอย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่นายกรัฐมนตรีท้วงติงคือในประเด็นที่มีความพยายามดึงเรื่องอุทยานราชภักดิ์ไปเทียบเคียงกับคดีความที่กำลังสอบสวนบรรดานักการเมืองในลักษณะใช้คำว่าไล่บี้ แต่พอถึงคดีอุทยานราชภักดิ์กลับมีการตีวงยื้อเรื่องเพื่อช่วยเหลือพวกพ้อง

           รัฐบาลได้ประกาศนโยบายสำคัญในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ และการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นก็เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ยึดถือเป็นภารกิจ และได้รับเสียงสนับสนุนจากสังคมอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาในยุคที่ฝ่ายการเมืองมีอำนาจบริหารประเทศ หลายๆ ครั้งที่ปรากฏความไม่โปร่งใสของโครงการต่างๆ มากมาย หรือพบผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงนโยบายของรัฐที่เอื้อพวกพ้อง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่หรือจับกุมตัวบงการมาลงโทษได้ ดังนั้นสังคมย่อมคาดหวังว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปครั้งนี้ จะสามารถป้องกันและขจัดการโกงกินในบ้านเมืองได้ดีกว่าเดิม ดังนั้น เมื่อเกิดปมฉาวเรื่องอุทยานราชภักดิ์ ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมต่างจับตาดูและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ย่อมกระทบไปถึงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลด้วย

           ผลการสอบสวนของกองทัพบก โดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ที่ระบุว่าในภาพรวมไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด แต่หลายฝ่ายและกระแสในสังคมยังมีคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ตามมาอีกหลากหลาย ดังนั้น การที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ไปตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาอีกชุด เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมให้เกิดความโปร่งใสจึงถือว่าเป็นเรื่องเหมาะสม โดยเฉพาะคำมั่นที่ว่าคณะกรรมการชุดนี้จะลงไปดูทุกเรื่องที่เป็นประเด็นทางสังคม ไม่ปล่อยให้ทิ้งไว้ค้างคาใจ และขอให้แยกแยะเรื่องตัวบุคคลกับโครงการ เพื่อไม่ให้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่ออุทยานราชภักดิ์ลดลง

           การเดินหน้าตรวจสอบหลายระดับทั้งกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปจนถึงสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ไล่เรียงเข้ามาทำการสอบสวน จะส่งผลให้สังคมมีความเชื่อมั่นมากขึ้นและหากผลสอบออกมาว่าทุกอย่างโปร่งใสย่อมทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลดีขึ้นด้วย แต่หากพบมีการกระทำผิดจริงทางรัฐบาลก็ต้องดำเนินการจริงจังตามกฎหมาย เพื่อสร้างบรรทัดฐานและแสดงให้เห็นถึงจุดยืนรัฐบาลที่มุ่งมั่นปราบปรามการทุจริตไม่ว่าบุคคลที่กระทำผิดนั้นจะเป็นคนของฝ่ายไหนก็ตาม ส่วนการกดดันจากฝ่ายการเมืองก็เป็นเรื่องปกติที่ย่อมต้องการดิสเครดิต ดังนั้น อุทยานราชภักดิ์ก็เป็นเสมือนดัชนีวัดความเชื่อมั่นของรัฐบาลที่สังคมจับตาดูอยู่