ข่าว

‘มาร์ค’ชี้จม.เชิญ‘ปู’แค่เรื่องส่วนตัวส.ส.ไม่เกี่ยว‘อียู’

‘มาร์ค’ชี้จม.เชิญ‘ปู’แค่เรื่องส่วนตัวส.ส.ไม่เกี่ยว‘อียู’

25 พ.ย. 2558

‘มาร์ค’ ชี้จม.เชิญ ‘ปู’ เรื่องส่วนตัวส.ส.แค่ 2 คนไม่เกี่ยว ‘อียู’ เชื่อมีขบวนการปั้นเรื่อง จี้รัฐเร่งสอบปม ‘ราชภักดิ์’ แนะ ‘บิ๊กโด่ง’ แจงเอง เรียกความเชื่อมั่น

 
       25 พ.ย.58 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการอ้างว่าอียูทำจดหมายเชิญนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเบลเยี่ยมหรือฝรั่งเศส เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในประเทศไทยว่า อย่าเรียกว่าจดหมายอียู เพราะเป็นแค่ ส.ส.2 คนเชิญคนอื่นมา จะบอกว่าเป็นการเชิญของสภาไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมีการตรวจสอบที่มาเพราะน่าจะมีขบวนการทำให้เกิดขึ้น
 
       ส่วนกรณีความไม่โปร่งใสในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่ทั้งต้นสังกัดและ ป.ป.ช.คงต้องดำเนินการให้เกิดความชัดเจน เพราะทางการยอมรับว่ายังไม่จบ โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็ระบุว่า ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบได้ กองทัพตั้งกรรมการตรวจสอบอยู่ จึงต้องทำอย่างตรงไปตรงมาและต้องจับประเด็นอันเป็นที่มาทำให้เกิดความค้างคาใจ เพราะมีการยอมรับว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์จริง จึงต้องมุ่งให้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับใครอย่างไร
 
       ส่วนกรณีที่ สตง.จะตรวจสอบหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อำนาจหน้าที่ของ สตง.ต้องดูว่าเกี่ยวพันกับเงินแผ่นดินหรือไม่ แต่ในแง่ของหน่วยงานอื่นต้องยอมรับว่ามีความเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ เมื่อเกิดการเรียกรับผลประโยชน์ต้องทำให้โปร่งใสชัดเจนว่าจะไม่ให้ใครมาหาผลประโยชน์จากโครงการรัฐหรืออ้างตำแหน่งหน้าที่ไปเรียกรับผลประโยชน์ได้อย่างไร ซึ่งตนเห็นว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะอดีต ผบ.ทบ.ที่ถูกพาดพิงในขณะนี้ว่า สิ่งที่สังคมสงสัยมาจากคำสัมภาษณ์ของท่านเองที่ยอมรับว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ จึงควรทำให้ชัดเจนว่าเมื่อทราบเรื่องแล้วดำเนินการอย่างไร ทำไมจึงใช้วิธีดำเนินการอย่างนั้น หากปล่อยให้เป็นที่เคลือบแคลงต่อสังคมก็จะไม่เป็นเรื่องดี เพราะจะกระทบต่อความเชื่อถือสะสมไปจนเกิดปัญหา ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่การขยายผลเหมือนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.และนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุ แต่เป็นเรื่องของความจริงที่สังคมสงสัย จึงต้องหาคำตอบให้สังคมรับทราบและดำเนินการต่อตามกระบวนการ จึงจะทำให้เกิดความเชื่อมั่น
 
 
‘อภิสิทธิ์’ แนะ กรธ.อย่าเปิดแต่หลักการ เร่งออกรายมาตรา เปิดโอกาสทุกฝ่ายดูถ้อยคำ
 
 
       25 พ.ย.58 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ว่า ทางกรรมการมีการกำหนดหลักการไว้หมดแล้ว ในภาพรวมส่วนใหญ่คิดว่าทำความเข้าใจชัดเจนพอสมควรซึ่งก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่จากนี้ไปการลงถ้อยคำเป็นบทบัญญัติมีความสำคัญเพราะทุกถ้อยคำในรัฐธรรมนูญจะถูกตีความต่อไปในอนาคต ดังนั้นขั้นตอนต่อไปจึงต้องเร่งทำให้เกิดความชัดเจนในบทบัญญัติต่างๆ เพราะการให้ความเห็นหากยังไม่เห็นเนื้อหาในมาตราอาจจะคลาดเคลื่อนไปได้ โดยในขณะนี้ประเด็นหลักก็ครอบคลุมแล้วจึงน่าจะเร่งรัดนำตัวมาตราต่างๆ ออกมาให้ประชาชนได้เห็น  
 
       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงแนวทางการถอดถอนที่กรรมการจะตัดอำนาจส.ว.แล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่แทนว่า แนวคิดที่จะไม่ให้ส.ว.ที่ไม่มาจากการเลือกตั้งทำเรื่องนี้ก็คงต้องให้อำนาจหน้าที่กับที่มามีความสอดคล้องกัน ถือเป็นช่องทางหนึ่งเพราะถ้าส.ว.ไม่ทำก็ต้องหาองค์กรอื่นที่ไม่ใช่ ป.ป.ช.มาทำ และไม่ควรเป็นองค์กรเดียวกับที่พิจารณาคดีอาญา อาจเป็นไปได้ว่ามองว่าศาลรัฐธรรมนูญใกล้เคียงสุด อย่างไรก็ตามต้องมีการถ่วงดุลอำนาจโดยสร้างกระบวนการที่จะถอดถอนองค์กรอิสระและการตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วย 
 
       นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ตกผลึกว่าจะให้มีการอุทธรณ์คดีทุจริตที่ตัดสินโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผ่านที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือจะให้มีการตั้งองค์คณะพิจารณาคดีใหม่เหมือนร่างรัฐธรรมนูญที่ชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ออกแบบไว้นั้น ตนคิดว่าของเดิมชัดเจนอยู่แล้วคือยึดหลักสากลไม่สิ้นสุดที่การตัดสินครั้งเดียว อุทธรณ์หรือฎีกาได้ โดยการใช้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็ชัดเจนว่าเป็นองค์กรที่เหนือกว่าองค์คณะที่ตัดสินเนื่องจากองค์คณะมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่ถ้ากลับไปเหมือนร่างของนายบวรศักดิ์ ก็จะกลายเป็นว่าศาลชั้นเดียวกันมาพิจารณาเรื่องเดียวกัน 
 
       ส่วนกรณีที่ 10 ข้อเสนอของคสช.ที่ทำถึงกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่มีเรื่องปรองดองเลยนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คสช.อาจมองว่าเครื่องมือไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญอย่างเดียวแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีเรื่อง นี้เนื่องจากมีการเขียนกรอบไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 สำหรับที่พูดกันว่าจำเป็นต้องมีกลไกขึ้นมาในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นต้องดูว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ขอบเขตอำนาจแค่ไหน ระยะเวลานานเท่าใด จึงจะให้ความเห็นได้ แต่ไม่ควรเป็นรูปแบบเหมือน คปป.ของชุดนายบวรศักดิ์ เพราะครอบคลุมทุกเรื่องไม่มีขอบเขตและไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลย์เลย