ข่าว

ระวังยุคอุบาทว์กลับมา

ระวังยุคอุบาทว์กลับมา

25 ก.ค. 2552

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ นางฮิลลารี คลินตัน มาร่วมประชุมอาเซียน และกลุ่มประเทศคู่เจรจา ได้ให้สัมภาษณ์คืนวันพุธ มีหลายประเด็นซึ่งนักการเมืองไทย ทั้งหัวหงอก หัวดำ และหัวไร้ขน น่าจะจำไว้เป็นหลักปฏิบัติ

คำตอบของเธอสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างนักการเมืองที่ควรจะมีในบ้านเมือง และที่มีอยู่ขณะนี้ สร้างปัญหา ความขัดแย้ง จนชาติเสี่ยงต่อความวิบัติ เพราะการไร้จิตสำนึกขั้นพื้นฐานของความเป็นคน

 สมแล้วกับคำพูดที่ว่า “รัฐบุรุษมองตัวเองว่าเป็นคนของชาติ แต่นักการเมืองอุบาทว์คิดว่าชาติเป็นของตัวเอง” พ่ายแพ้การเมือง หนีโทษจำคุก นอกจากไม่สำนึกแล้ว ยังปลุกระดมพวกหิวเงินให้สู้เพื่อตัวเอง

 หวังจะกลับคืนสู่แผ่นดินเกิดที่ตัวเองเนรคุณ กอบโกยผลประโยชน์ ซ่องสุมนักการเมืองเสือหิวให้ปล้นสะดมทรัพย์สินแผ่นดิน สร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า แม้แต่แผ่นดินจะอยู่อาศัยยามบั้นปลายของชีวิตแทบไม่มี

 นางฮิลลารีบอกว่านักการเมืองเมื่อแข่งขันในการเลือกตั้ง ต่างก็ใช้ทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะ แม้กระทั่งกล่าวร้ายต่อกัน เมื่อผลตัดสินออกมาแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายยินดี เต็มใจร่วมกันสร้างชาติ แก้ไขปัญหาเพื่อความสุขของประชาชน

 เธอลุยกับนายโอบามา และพ่ายแพ้ แต่ได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีซึ่งสำคัญอันดับ 2 ในรัฐบาล ถือว่าเป็นการให้เกียรติ ไว้ใจ

 แต่นักการเมืองอุบาทว์บ้านเราไม่เป็นอย่างนั้น การเลือกนายกฯ ลงคะแนนเสียงในสภาแท้ๆ ดันตะแบง แหกปากเป่าหูชาวบ้านแบบหน้าด้านว่า ถ้าไม่ใช่พวกตัวเองชนะ จะไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องเป็นพวกตัวเองเท่านั้น

 ทุกวันนี้ยังตะแบง เล่นเกม เล่ห์กลต่างๆ เพื่อบ่อนทำลายบ้านเมือง แทนที่จะร่วมมือกันฟื้นฟูบ้านเมือง ให้พ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ได้พยายามรุมทำร้ายผู้นำรัฐบาล 2 ครั้ง เป็นอาชญากรรมเพราะพยายามฆ่าคน

 แพ้ไม่รู้จักแพ้ ใช้อาชญากรรมมาเป็นทางเลือกเพื่อเอาชนะทางการเมือง ก่อการจลาจล เผาบ้านเผาเมือง เพียงเพื่อตอบสนองตัณหานักการเมืองขายชาติ จนถูกชาวบ้านให้ฉายาว่าเป็นนักสู้ทางการเมืองเพื่อความรวย

 นักการเมืองแก่เฒ่าวัยไม้ใกล้ฝั่งยังไม่รู้จักแยกแยะความดีชั่ว เกลือกกลั้วอยู่กับพวกสัมภเวสีการเมือง สลัดตัวไม่พ้นจากวงจนอุบาทว์ ทำชั่วมาเกือบตลอดชีวิตยังมีหน้ามาสั่งสอนชาวบ้านว่าควรทำตัวอย่างไร

ช่วงนี้งานเข้า เร่งระดมล่ารายชื่อจัดงานแซยิดนายใหญ่ สร้างเงื่อนไขขอพระราชทานอภัยโทษ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ยอมรับผิด ไม่รับโทษ แล้วยังจะตะแบงขออภัยโทษ ทำตัวเป็นพวกไม่รู้ภาษาคน หลังจากได้รับการชี้แจงสารพัด

พวกนักล่าความรวยประสบความสำเร็จหลังจากได้รายชื่อครบ 1 ล้าน ทำเอาตัวปัญหาน้ำตาซึมด้วยความปลื้มใจ ว่ายังมีคนรักมากเหลือหลาย
ก่อนหน้านั้นเคยคุยฟุ้งว่ามี 14 ล้านคนหลงคารม จากนั้นลดเหลือ 11 ล้าน มาบัดนี้ได้เพียง 1 ล้านหลังจากล่าเป็นเดือน น้ำตาซึมน่าจะเป็นความสะอื้นเพราะสะท้อนให้เห็นความตกต่ำ ชะตากรรมซ้ำเติม เพราะกรรมไล่ล่า

พวกนักล่ายังจะหารายชื่อเพิ่มให้ถึง 5 ล้านคน หวังได้รางวัลก้อนใหญ่ กะว่าตั้งตัวได้ เพราะหวังจุดม็อบบ่อยๆ ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ ยิ่งปลุกระดมมากก็เสี่ยงถูกถอนประกัน ต้องกลับคืนสู่คุก เปิบแกงผักบุ้งใส่วิญญาณหมู

การล่ารายชื่อน่าจะเป็นการระดมทุนสำหรับรู้คดีในศาล และเก็บไว้กินถ้าจะต้องโดนจำคุกในคดีต่างๆ เกี่ยวโยงกับการสร้างความวิบัติยุยงคนให้เผาเมือง ปิดล้อมไล่ฆ่าผู้นำประเทศ 2 รอบ แต่ก็ยังพยายามหาเรื่องใส่ตัวอีก

การสร้างเวรกรรมให้บ้านเมือง สนองตัณหาตัวเอง ไม่เพียงแต่ทำให้บ้านเมืองเผชิญปัญหาเรื้อรัง ประชาชนคนยากไร้ยังจมอยู่ในห้วงทุกข์ กองหนี้สิน มองไม่เห็นอนาคต เพราะการปัดแข้งปัดขา แก่งแย่งชิงอำนาจ

บาปกรรมชาตินี้คงใช้ไม่หมด จึงประกาศหาความยุติธรรมให้ตัวเอง ยอมเป็นวิญญาณเร่ร่อน ตายนอนตาไม่หลับ ถูกอวิชชา ความโลภครอบงำ
วันแซยิดคนหนีคุก ตรงกับวันอาทิตย์ อ้างว่าจะมีเซอร์ไพรส์ ยกระดับความน่าประหลาดใจ คงเป็นเกมกลใหม่สร้างตัวเองให้อยู่ในวงจรข่าว
กลัวชาวบ้านลืม หากต้องเร่ร่อนต่อไป อีกไม่นานคนจำได้ คงเหลือไม่ถึงล้าน น่าเสียดายรัฐบาลเด็กมาร์คไม่รู้จักฉวยโอกาส เพราะเชี่ยวชาญในด้านการเป็นฝ่ายค้านมากกว่าการบริหารบ้านเมือง อยู่ไปแต่ละวัน ไร้ทิศทาง

ถ้าว่างจากงานหลัก ก็มัวแต่นั่งคิดหาทางแก้เกมฝ่ายค้าน และพวกอุบาทว์ในแผ่นดิน ปล่อยเวลาสำหรับแก้ปัญหาให้สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
มาถึงตอนนี้ต้องรู้ไว้ว่าความล้มเหลวในการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลเด็กมาร์คคือกุญแจเปิดช่องทางให้นักการเมืองอุบาทว์ได้หวนคืนสู่อำนาจ เปิดมหกรรมโกงบ้านกินเมืองอีกรอบ เสี่ยงต่อการล่มสลายจริงๆ นิ! อิอิอิ!!!