ข่าว

สภาวะผู้นำรัฐบาล

สภาวะผู้นำรัฐบาล

25 ก.ค. 2552

นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับภารกิจหนักหนาสาหัสในการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งรุมเร้าประเทศ เป็นเวลานานกว่า 6 เดือน ท่ามกลางอุปสรรคสารพัด มีประชาชนเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จ มีความหวังพอสมควร เพราะผู้นำรัฐบาลมีความรู้ ความซื่อสัตย์ สุจริต น่าไว้ใจในควา

 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้แสดงความกล้าหาญทางการเมืองหลายครั้ง ภายใต้สถานการณ์จำเป็นและกดดันและผ่านวิกฤติมาได้ รวมทั้งการถูกมวลชนเสื้อแดงรุมล้อมทำร้าย จนอาจถึงขั้นพยายามสังหาร แต่คุมสถานการณ์ไม่ให้ถูกกดดันจนต้องลาออกเพราะทนรับสภาพต่อไปไม่ไหว

 ระยะเวลา 6 เดือนคงให้บทเรียน ประสบการณ์สำคัญสำหรับนายกฯ ซึ่งต้องเผชิญปัญหามากกว่าเดิม รวมทั้งการกดดันทางการเมือง และความคาดหวังของประชาชนว่ารัฐบาลต้องแก้ไขวิกฤติเกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัย ชีวิตความเป็นอยู่ ปัญหาปากท้อง การครองชีพ และต้องช่วงชิงมวลชนจากความพยายามของนักการเมืองซึ่งดิ้นรนทวงคืนอำนาจ กลับมาเป็นใหญ่

 เมื่อเป็นเช่นนี้ นายกฯ ต้องกล้าหาญในการตัดสินใจ เลือกทางเดินที่เหมาะสมสำหรับบ้านเมือง ที่ผ่านมา นายกฯ ได้แสดงความมั่นใจในตัวเอง จนถูกมองว่าไม่มีคณะที่ปรึกษา เช่นผู้รู้ และมีประสบการณ์ในวงการต่างๆ แม้กระทั่งผู้ใหญ่ในพรรคก็ถูกเมินเฉยละเลย เท่ากับเป็นการสร้างภาระให้ตัวเอง ขัดแย้งความเป็นจริงที่ว่าไม่มีใครเก่งทุกด้าน แม้แต่ผู้นำประเทศอื่นๆ ก็ยังต้องมีคณะที่ปรึกษาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงการแต่งตั้งให้เป็นรางวัลตอบแทนทางการเมือง

 ถ้าหากมีความเชื่อมั่นว่าตนเองทำงานรับกับสถานการณ์ได้ ย่อมนำตัวเองเข้าสู่สภาวะความคาดหวังสูงกว่าเดิมของประชาชน ซึ่งจะไม่ยอมรับความผิดพลาดหรือข้อแก้ตัว เพราะได้ให้โอกาสศึกษางานนานเพียงพอที่จะต้องให้ผลงานปรากฏ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจากนี้ไปทุกอย่างน่าจะดีขึ้น

 แต่การบริหารงานยังมีช่องโหว่ ความล้มเหลวในการจัดการปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ การปล่อยให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ผู้บริหารองค์กรมีพฤติกรรมเลวร้าย มัวหมอง ขาดเจตนาดีต่อบ้านเมือง ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป เท่ากับการไม่ยอมแก้ปัญหา ปล่อยให้วิกฤติทับซ้อนยุ่งยากกว่าเดิม จนถูกมองว่าผู้นำรัฐบาลคุมสถานการณ์ไม่ได้ แม้แต่รัฐมนตรีร่วมพรรคเดียวกันยังแสดงอาการไม่ยำเกรง แข็งข้อ หรือให้สัมภาษณ์สวนทางกับเจตนาของนายกฯ เป็นต้น โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับการสอบสวนการลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล

 จากนี้ไป นายกฯ ย่อมคาดการณ์ได้ว่าประชาชนหวังให้ผู้นำรัฐบาลแสดงความกล้าหาญ เด็ดขาด ในการตัดสินใจ แสดงให้เห็นว่าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างแท้จริง ทำงานเพื่อแก้ไขสิ่งผิด ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของพรรคร่วมรัฐบาล หรือบุคคลในพรรคเดียวกัน หากล้มเหลวในภารกิจนี้ เท่ากับเป็นการเร่งเวลาสำหรับความเสื่อมศรัทธา ความเชื่อมั่นของประชาชน เมื่อถึงจุดนั้น คงไม่มีใครช่วยประคองให้อยู่รอดได้