
จาก'เศษไม้'สู่ธุรกิจ100ล้านหญิงเหล็ก'Cheng Do'
จาก'เศษไม้'สู่ธุรกิจ100ล้านหญิงเหล็ก'Cheng Do' : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยอภิชาติ ระวีวัฒน์ เรื่อง รชานนท์ อินทร์กต ภาพ
หลายคนไม่มีใครคิดมาก่อนว่า “เศษไม้” ที่เหลือใช้ตามโรงงานต่างๆ จะสามารถนำมาประยุกต์ หรือสร้างธุรกิจแบบ Zero Waste นั่นก็คือ ส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรที่ทุกคนมองไม่เห็นคุณค่า นำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ยิ่งทุกวันนี้ขยะจากเศษไม้ในบ้านเรามีเยอะแยะ แต่ละปีรัฐบาลต้องสูญเสียเงินมากมายในการกำจัดขยะ โดยเฉพาะในปีนี้ ประเทศไทยต้องตั้งงบประมาณในการกำจัดขยะสูงถึง 3,000 ล้านบาท
แต่ด้วยมุมมองไอเดียแปลกใหม่และแหวกแนวไม่เหมือนใครของ “เจ๊เชง” นางกรภัคร์ มีสิทธิตา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาสเทคโน จำกัด ได้นำเอาเศษไม้ที่ทุกคนไม่คิดมาก่อนว่าจะสร้างเป็นธุรกิจใหญ่ขนาดนี้ได้ ด้วยการดัดแปลงทำเป็น “เฟอร์นิเจอร์” ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เพิ่มมูลค่าทางการตลาดสร้างเงินและรายได้เข้าประเทศปีละมหาศาล
ยิ่งพื้นฐานเดิมของ “เจ๊เชง” มีประสบการณ์ซ่อมเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ที่ผุพังอยู่แล้ว แถมยังมีโรงงานเฟอร์นิเจอร์ส่งสินค้าไปยังต่างประเทศอีก ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ที่เกิดจากเศษไม้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ให้โรงแรมหรูหราต่างๆ ในเมืองหลวงบ้านเราเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ตกเป็นของเธออย่างปฏิเสธมิได้
แต่กว่าจะมายืนหยัดถึงจุดนี้ได้เธอต้องผ่านด่านทดสอบความยากลำบากอย่างแสนสาหัส เป็นหนี้สินมากถึง 129 ล้านบาท จนเกือบคิด ฆ่าตัวตาย ให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเลย แต่ด้วย หัวใจหญิงเหล็ก คนนี้ มีลูกน้อยอีก 3 คน ต้องดูแลรับผิดชอบ จึงค่อยๆ กัดฟันสู้เพื่อก้าวเดินต่อไป แม้ห่วงเวลานั้นครอบครัวจะแตกแยกกับสามีก็ตามที
“เริ่มทำเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินให้โรงแรมและอพาร์ตเมนต์ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2529 อีกทั้งสามีเป็นสถาปนิกมีพื้นฐานในเรื่องนี้ดี แต่เขาก็อยากไปศึกษาต่อที่อเมริกา แต่ตัวเองไม่อยากไป เพราะมันห่างไกลบ้านและไม่ใช่ตัวของเราเอง จึงมีความคิดว่า อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อมาเป็นข้ออ้างไม่ต้องเดินทางไกล เผอิญน้าสาวมีโรงงานเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ จึงไปช่วยงาน ด้วยการเปิดหน้าร้านเล็กๆ แถวซอยลาดพร้าว 30 รับซ่อมโซฟาเก่า มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการกันมาก” นางกรภัคร์ เผยความรู้สึกแรกให้รับทราบ
จากนั้นจึงเริ่มรับงานตกแต่งทำเฟอร์นิเจอร์ภายในโรงแรมต่างๆ โดยเฉพาะช่วงปี 2536-2537 เส้นถนนรัชดาฯ บูมมาก เพราะมีโรงแรมใหญ่โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ด ทำให้มีเงินเก็บเป็น 100 ล้าน ชีวิตมีความสุขอย่างสุขสบาย อยากซื้อหรือทำอะไรได้ทั้งนั้น
แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่า พิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 ทุกอย่างหายไปในพริบตาทั้งบ้าน, รถยนต์, ที่ดิน, อาคารพาณิชย์ จากที่เคยเป็นเศรษฐีชีวิตต้องตกต่ำลง แถมตัวเองยังต้องมีหนี้สินกับทางธนาคารต่างๆ อีกถึง 129 ล้านบาท เพราะตอนนั้นเราส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย จากค่าเงินแค่ไม่กี่บาท มันขึ้นพรวดเป็นสองเท่าทำให้แทบล้มทั้งยืน
“ทุกวันมีเจ้าหนี้มาทวงเงินจนทำให้ครอบครัวแตกแยก ตัวเองต้องแยกทางกับสามี วินาทีนั้นเคยคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ด้วยหน้าที่ของคนเป็นแม่และความรับผิดชอบกับลูกน้อยๆ อีก 3 คน จึงกัดฟันสู้เรื่อยมา แต่ก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด แม้จะลองย้ายไปอยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อทำส่งออก มันก็ยังไม่ดีขึ้น”
หลังจากนั้น “เจ๊เชง” จึงตัดสินใจกลับมาที่โรงงานซอยลาดพร้าว 170 อีกครั้ง พร้อมลูกน้องฝีมือดี 5-6 คน ซึ่งตอนนั้นทำเกี่ยวกับการถอดอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ทุกชนิดว่า ลูกค้าต้องการแบบไหน ทำให้หมด แต่พอเอาเข้าจริงกลับถูกเขามาเอาสมองพวกทีมงานไป ก่อนจะไปจ้างให้คนงาน เวียดนาม กับจีน ทำให้เอง
“เราคิดในใจว่า เราชอบงานไม้นี่น่า น่าจะเอาเศษไม้ที่มันมีอยู่ในโรงงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์” เจ๊เชงกล่าว และเล่าต่อว่า ช่วงแรกได้ลองเอาเศษไม้มาต่อกันทำแบบเล็กไปก่อน เช่น ที่รองแก้ว, รองหม้อข้าว, รองจาน จากนั้นก็เริ่มพัฒนามาเป็น เก้าอี้นั่ง, โมบาย กระทั่งต่อยอดมาทำเป็น “ฉากกั้นเสริมฮวงจุ้ย” สร้างชื่อ ซึ่งในบ้านเราเป็นที่นิยมกันมาก ตอนนั้นขายแทบถล่มทลาย มีเท่าไหร่ก็ขายหมด เพราะตัวเองมีความรู้เรื่องฮวงจุ้ย หรือการแก้ศาสตร์เพื่อเสริมโชคดวงต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เมื่อทุกอย่างมันเริ่มเข้าที่เข้าทาง แถมวัสดุเศษไม้ต่างๆ ก็มีเยอะแยะมากมาย “เจ๊เชง” จึงนำมาต่อยอดเสริมไอเดียเก๋ๆ แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ทั้ง หิ้งพระ, กล่องใส่ของ, กล่องใส่กระดาษทิชชู, พรมเช็ดเท้า ฯลฯ ได้รับความสนใจอย่างดี เพราะมันเป็นงานละเอียดอ่อนที่ทำมาจากไม้ไม่เหมือนใคร
ล่าสุด “เจ๊เชง” ได้พัฒนาเอาเศษไม้ไผ่ที่นำเข้ามาจากเมืองจีนมาทำเป็นผนังห้อง, ฝ้าเพดาน และงานศิลปะต่างๆ ให้ทุกคนได้สัมผัสกัน เพราะนี่คือ ไม้ไผ่นวัตกรรมใหม่ที่ปลวกและมอดไม่สามารถกัดกินเข้าไปได้ เพราะผ่านขั้นตอนกรรมวิธีการต่างๆ หลายขั้นตอน จากเดิมที่เคยลองเอาไม้ไผ่ในบ้านเรามาทำดู แต่พออัดกาวหรือยิงแม็กเข้าไปมันผุกร่อนง่าย ไม่เหมือนไม้ไผ่จีนที่มีความแน่นหนากว่า แถมสีสันลวดลายต่างๆ มันสวยงามเป็นธรรมชาติ เวลานี้ นักธุรกิจของอิสราเอลสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวไปเป็นจำนวนมาก
สำหรับสินค้าของ “เจ๊เชง” นั้น มีถูกสุดตั้งแต่ 10 บาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท ตามแต่ลูกค้าต้องการว่า ชอบแบบไหน เพราะทุก 3 เดือน จะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาวางตลาดเพื่อให้ทุกคนติดตาม เวลานี้สินค้าของบริษัทมีมากกว่า 1,000 รายการแล้ว ซึ่งทุกครั้งที่ผลิตสินค้ามา “เจ๊เชง” ไม่ต้องการว่าจะต้องมีกำไรมากๆ แต่มองว่า ประโยชน์ของผู้บริโภค และมันจะพอขายได้หรือไม่
จากความผิดพลาดที่ผ่านมา ทำให้ นางกรภัคร์ ใช้รูปแบบในการบริหารงาน คือ 1.ไม่ยึดติดกับการจับตลาดใดตลาดหนึ่งเท่านั้น 2.หันมากระจายความเสี่ยงด้วยการผลิตสินค้าจับตลาดได้แทบจะทุกกลุ่ม ภายใต้ 5 แบรนด์ เริ่มจาก FASTTECH, Cheng Do, WALLRIS, 3E และ Smart Bamboo ตามลำดับ โดยแต่ละแบรนด์จะมีจุดเด่นเฉพาะตัว และมีลูกค้าเป้าหมายต่างกันไป เพราะงานแต่ละชิ้นกว่าจะออกมาวางขายได้ต้องผ่านการพิจารณาหาจุดดีจุดด้อยถึง 3-4 รอบ
เริ่มจาก "FASTTECH" จะเน้นราคาไม่แพงมากนัก เหมาะกับตลาดคนรุ่นใหม่และระดับกลาง ที่อยู่ในคอนโดมิเนียม หรือห้องเช่าอพาร์ตเมนต์ต่างๆ ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยไม่กว้างนัก ส่วนแบรนด์ “3E” เน้นเป็นสินค้าเพื่อกลุ่มเด็ก และแบรนด์ “Smart Bamboo” เป็นงานตกแต่งสถานที่เน้นตลาดบนพวกคนมีฐานะ เป็นต้น
“ทุกวันนี้ถือว่าตัวเองประสบความสำเร็จและพอใจที่มายืนถึงจุดนี้่ได้ เพราะเราอดทนและสู้มาตลอด แถมยังมีทีมงานและลูกน้องที่ดี ไม่ว่า ทุกข์ หรือสุข คนพวกนี้ยืนอยู่เคียงข้างตัวเองมาตลอด ดังนั้่นเมื่อทุกคนมีใจทำงานให้แก่ตัวเอง เราก็ควรให้ใจพนักงานทุกคน เวลานี้มีพนักงานผู้ชำนาญการ 15 คน และพนักงานฝ่ายผลิตถึง 70 คน ทุกวันทำงานแทบไม่มีวันหยุด”
นางกรภัคร์ กล่าวอีกว่า สินค้าส่วนใหญ่ขายในประเทศมากกว่าส่งออก สำหรับสัดส่วนการตลาดเวลานี้ รายได้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จะขายภายใต้แบรนด์ของตัวเองเท่านั้น ส่วนที่รับจ้างผลิต หรือ OEM มีเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง โดยจะเน้นขายในประเทศกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนส่งออกแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ไปที่ญี่ปุ่นและยุโรปเท่านั้น เนื่องจากไม่ต้องไปแข่งขันด้านราคากับผู้ผลิตจาก จีน และเวียดนาม
จากหนี้กว่า 129 ล้านบาท เฉพาะภาระดอกเบี้ยที่เสียถึงเดือนละ 6 แสนบาท ณ วินาทีนี้ “เจ๊เชง” นางกรภัคร์ ได้ปลดหนี้หมดแล้ว แถมเวลานี้สินค้าดังกล่าวที่เริ่มต้นจากความสนใจจุดเล็กๆ ได้สร้างมูลค่าและรายได้ให้แก่บริษัทของตัวเองนับร้อยล้านบาทแล้ว ส่งผลให้ “หญิงเหล็กเชง” คนนี้่เดินหน้าในแวดวงธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งภายในได้อย่างสง่าผ่าเผยแถมยังเป็นแบบอย่างของคนสู้ชีวิตยิ่งนัก



