ข่าว

วิกฤติเปาไทย‘เหยื่อ’หรือ‘เสื่อม’

วิกฤติเปาไทย‘เหยื่อ’หรือ‘เสื่อม’

24 พ.ย. 2558

วิกฤติเปาไทย‘เหยื่อ’หรือ‘เสื่อม’

            “...พ่อแม่พี่น้องครับ ที่ผมมาวันนี้ ผมมีคำสั่งจากผู้ใหญ่มา เพื่อให้ทีมขอนแก่นชนะครับ เขาติดต่อมาทางผู้ตัดสิน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใครติดต่อมา ผู้ตัดสินเป็นคนบอกให้ผมช่วยทีมขอนแก่นครับ สิ่งที่พูดมาในวันนี้เป็นเรื่องจริงครับ ไม่ได้โดนบังคับ พ่อแม่พี่น้องทุกคนไม่ได้บังคับผมครับ...”

            นั่นคือเสียงของ ครินทร์ สร้อยสังวาล ไลน์แมน หรือผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ 2 ที่ประกาศผ่านโทรโข่งไปยังแฟนบอลชาวสตูล ที่กำลังอยู่ในอารมณ์เดือดพล่าน หลังเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทันทีที่สิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลาการแข่งขัน ศึกฟุตบอลลีกภูมิภาค รอบแชมเปี้ยนส์ลีก ที่ “หมอผี” สตูล ยูไนเต็ด เปิดบ้านพ่ายต่อ “จงอาจผยอง” ขอนแก่น ยูไนเต็ด ไป 0-1 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่แฟนบอลเจ้าถิ่นไม่พอใจการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน จึงพร้อมใจกรูกันลงไปในสนาม หวังทำร้ายทีมงานผู้ตัดสิน

            ทำให้เหล่าเชิ้ตดำทั้ง 4 คน ที่ประกอบด้วย พิชิต ทองจันทร์มูล ผู้ตัดสิน, ทวีศักดิ์ ทวนทอง ผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ 1, ครินทร์ สร้อยสังวาลย์ ผู้ช่วยผู้ตัดสินที่ 2 และพยุงกิจ กิจเจริญ ผู้ตัดสินที่ 4 ต้องวิ่งหนีตายจากสหบาทากันอุตลุด ก่อนที่เหตุการณ์จะค่อยๆ ลดองศาเดือดลง
 
            ทว่าหลังเหตุการณ์ดังกล่าวเพียง 24 ชั่วโมง สถานการณ์พลิกผัน เมื่อ วิมล กาญจนะ ประธานจัดการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 2 และ “เสธ.ตุ้ม” พล.อ.ชินเสณ ทองโกมล ประธานคณะกรรมการผู้ตัดสิน ได้นำกรรมการทั้ง 3 คนมาแถลงเรื่องนี้...
 
            “ในระหว่างการแข่งขันถือว่าราบรื่นมาก จนมาถึงครึ่งหลังได้ให้ใบเหลืองที่ 2 เป็นใบแดงไล่ผู้เล่นสตูลออกจากสนาม เนื่องจากตามกติกาผู้เล่นสตูล ได้ขอสัญญาณนกหวีดเพื่อเล่นฟรีคิก แต่กลับเล่นเร็วทำให้โดนใบเหลืองที่ 2 ส่วนอีกจังหวะคือการให้ใบแดงผู้เล่นสตูล เนื่องจากเป็นกองหลังตัวสุดท้ายแต่ทำฟาวล์ผู้เล่นขอนแก่น ตามกติกาคือใบแดงโดยตรง ก่อนนำมาซึ่งประตูชัยของขอนแก่น ซึ่ง 2 จุดนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้แฟนบอลไม่พอใจ” พิชิต ซึ่งเป็นผู้ตัดสินในเกมดังกล่าว เผย พร้อมระบุถึงวินาทีสำคัญว่า
 
            “หลังจากเป่าจบเกม มีสตาฟฟ์โค้ชและผู้บริหารสตูล เข้ามาต่อว่า และผมได้บอกกลับไปว่าผมทำหน้าที่อย่างสุจริต ก่อนที่ผู้บริหารสตูลจะพูดประมาณว่าไม่รับรองความปลอดภัย ต่อมามีเจ้าหน้าที่ทหารมาคุ้มกันและจู่ๆ ก็แยกย้ายกันออกไป ซึ่งไม่นานก็มีแฟนบอลกรูกันเข้ามาทำให้พวกผมต้องวิ่งหนีกันคนละทิศละทาง โดยผมถูกเหล็กฟาดที่ขาและทำร้ายจนสลบไป ก่อนมารู้ตัวอีกทีก็อยู่บนรถตู้ของตำรวจ”

            ขณะที่ ครินทร์ กล่าวว่า ถูกบังคับให้พูดทำนองว่าถูกผู้ใหญ่สั่งให้ช่วยทีมขอนแก่น ยอมรับว่ากลัวมากจึงต้องพูดไป โดยตอนนั้นคิดว่าเป็นการจัดฉากขึ้นมาเพราะมีคนเอาโทรศัพท์มารอถ่ายคลิปจำนวนมาก

            นั่นคือข้อเท็จจริงที่สวนทางกัน ซึ่งคงต้องรอผลการสอบสวนที่แน่ชัด เพราะทางหัวเรือใหญ่ของฝั่งผู้ตัดสินเอง คือ “เสธ.ตุ้ม” นอกจากจะยืนยันความบริสุทธิ์ของทีมงานแล้ว ยังยืนยันอีกว่า จะไม่ส่งผู้ตัดสินไปทำหน้าที่ที่จ.สตูล อีก หากยังไม่มีบทลงโทษที่แน่ชัดในเรื่องนี้

            ส่วน “บิ๊กน้อย” วิมล กาญจนะ กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 2 ดังนั้นจึงยืนยันว่าจะดำเนินการลงโทษ สตูลให้ถึงที่สุด และจะตัดสินออกมาในเร็ววันนี้

            “เรามีคณะกรรมการพิจารณา เพื่อลงโทษทีมที่ทำความผิด ซึ่งเราก็จะลงโทษตามข้อบังคับที่เขียนไว้ แต่หากผมเห็นว่าบทลงโทษน้อยเกินกว่าที่จะรับได้ ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังสภากรรมการ สมาคมฟุตบอล เพื่อตัดสินลงโทษอย่างถึงที่สุดต่อไป”

            เรื่องราวที่เกิดขึ้น ถือว่าไม่ใช่ครั้งแรกกับวงการลูกหนังไทย หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนอกและในสนามฟุตบอล โดยมีต้นเหตุเดิมๆ คือ การทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน ที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

            ย้อนอดีตไปเมื่อปลายปี 2553 เกิดเหตุการณ์อื้อฉาวที่แฟนบอล “หมูป่าเขี้ยวตัน” นครปฐม รุมทำร้ายร่างกาย อภิสิทธิ์ อ้นรักษ์ ผู้ตัดสิน ในเกมที่ทีมเมืองข้าวหลาม เปิดสนาม ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เสมอกับ “กูปรีอันตราย” ศรีสะเกษ ในศึกไทยพรีเมียร์ลีก หาทีมเลื่อนชั้น นัดเพลย์ออฟ ซึ่งส่งผลให้นครปฐมถูกแบนเป็นเวลา 2 ปี

            หรือในเดือนมีนาคม 2557 “พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ ประธานทีมเชียงใหม่ ได้เข้าไปตบหน้า สุรศักดิ์ กุลดิลกสิโรดม ผู้ตัดสินในเกมที่ทีมล้านนา เปิดบ้านเสมอ นครปฐม ยูไนเต็ด 1-1 ก่อนถูกลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลตลอดชีวิต

            ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปี 2556 นคร สะอาด ผู้ตัดสินของสมาคมฟุตบอล ถูกคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ยิงเข้าที่ต้นขาและแขนซ้าย ขณะวิ่งออกกำลังกายภายในบ้านพัก หมู่บ้านนันทิชา อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นการยิงข่มขู่หรือสั่งสอน อันเนื่องมาจากการทำหน้าที่จากการตัดสินนั่นเอง

            คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบรรดาผู้ตัดสินทั้งหมด เกิดมาจาก “โชคร้าย” ของตัวกรรมการเอง ที่พยายามทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว แต่ดันไม่ “ประทับใจจ๊อด” ไม่ถูกใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด หรือเกิดจากความ “ตั้งใจ” ของผู้ตัดสิน ในการทรยศต่อวิชาชีพ เป่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อหวังผลในทางใดทางหนึ่ง....

            เรื่องดังกล่าว “เปาแป๊ก” ปรัชญา เพิ่มพานิช อดีตผู้ช่วยผู้ตัดสินชื่อดัง ที่เคยได้รับการคัดเลือกจากฟีฟ่าให้ไปทำหน้าที่ในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ มาแล้ว เผยว่า ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจว่า ผู้ตัดสินก็เหมือนกับปุถุชนธรรมดาที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน และสามารถเกิดความผิดพลาดได้ด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะตั้งใจหรือไม่ต่างหาก

            “จากประสบการณ์ที่ผ่านๆ มา ถ้าความผิดพลาดเกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจ เช่นพลาดแบบสุดวิสัย หรือมือไม่ถึง ผมมั่นใจว่าคนที่ดูฟุตบอลเป็น อยู่กับฟุตบอลมานานจะแยกแยะได้ออก แต่หากความผิดพลาดเกิดขึ้นจากความตั้งใจ หรือมีเรื่องลับๆ ไม่ว่าการพนัน หรือส่วนได้ส่วนเสียของทีมต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ตรงนี้ผมก็เชื่อว่าคนดูเขาก็จะแยกแยะได้ออกเช่นกัน”

            ส่วนประโยค “รับคำสั่งมาจากผู้ใหญ่” หรือแปลง่ายๆ ว่า “ใบสั่่ง” นั้น เปาแป๊ก กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานาน เป็นการขอให้ช่วยนิดๆ หน่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ตัดสินในยุคนั้นๆ จะมีความเข้มแข็งแค่ไหน

            “ในยุคผมก็มีการขอเหมือนกัน แต่พวกผมไม่ทำ ส่วนยุคนี้จะมีอย่างที่น้องกรรมการคนนั้นพูดหรือเปล่า ผมไม่ทราบ” เปาแป๊ก กล่าว พร้อมยืนยันว่า จากเหตุการณ์อื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับกรรมการฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง จึงสมควรอย่างยิ่งที่ผู้มีอำนาจในวงการลูกหนังไทยจะออกมาปฏิวัติวงการนี้อย่างเร่งด่วน

            “ทำไมหลังจากตัวผมแล้ว จึงไม่มีผู้ตัดสินไทยได้ไปทำหน้าที่นี้ในฟุตบอลโลกอีกเลย นั่นสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนา ซึ่งผมยืนยันว่า ถึงเวลาต้องล้างไพ่วงการผู้ตัดสินไทย ไล่ตั้งแต่ผู้บริหารลงมา ต้องมีการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ รวมไปถึงวิธีการบริหารจัดการกันใหม่หมด”

            เปาแป๊ก ระบุว่า หลักการของการจัดผู้ตัดสินลงไปทำหน้าที่ในแต่ละเกมนั้น จะต้องเปิดทางให้คนที่มีความยุติธรรมลงไปทำหน้าที่ให้มากที่สุุด ยิ่งเป็นนัดที่มีความสำคัญมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้ผู้ตัดสินระดับแนวหน้ามากเท่านั้น เรื่องแบบนี้ถือเป็นงานที่ผู้บริหารต้องทำการบ้าน ไม่ใช่จะส่งใครไปทำหน้าที่ก็ได้ ซึ่งก็เสี่ยงต่อความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น ส่วนประเด็นสำคัญที่สุด ก็คือ ต้องปล่อยให้กรรมการทั้งหมดมีอิสระในการทำงาน ปราศจากการแทรกแซงในทุกกรณี

            “ทุกวันนี้เรามีผู้ตัดสินดีๆ ที่ถูกแขวน ที่วงในทราบกันดี เนื่องจากไม่สนองนโยบายของผู้มีอำนาจมากมาย ตรงนี้หากจะแก้กันจริงๆ เราก็ต้องเรียกกลับมาทำหน้าที่ให้หมด และปล่อยให้เขาทำหน้าที่ของเขาไป ให้พวกเขาบริหารกันเอง เพราะคงไม่มีใครรู้ใจผู้ตัดสินมากไปกว่าบรรดาผู้ตัดสินด้วยกันเองอีกแล้ว” เปาแป๊ก กล่าวทิ้งท้าย

            สุดท้ายแล้ว มหากาพย์กรรมการฉากนี้จะลงเอยอย่างไร เพราะจากข้อมูลล่าสุด ก็มีข่าวว่าในนัดดังกล่าวมีร่างของ “เปาคนดัง” ที่ขึ้นชื่อในเรื่อง “มีงาน” โผล่เข้าไปในวันเกิดเหตุด้วย แต่พอมีเรื่องราวเกิดขึ้น อดีตกรรมการรายนั้นกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

            ส่วนบทลงโทษตามข้อบังคับของการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 2 ข้อ 3.2.10 ระบุว่า ถ้ามีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการแข่งขัน อาทิ ผู้ควบคุมการแข่งขัน ผู้ประเมินผู้ตัดสิน คณะผู้ตัดสิน ให้ลงโทษปรับสโมสร 100,000 บาท, ห้ามจัดการแข่งขันในฐานะเจ้าบ้าน 2 นัด และห้ามไม่ให้เข้าร่วมแข่งขันที่สมาคมฟุตบอลจัดขึ้นเป็นเวลา 1 ปี หรือโทษอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

            ต้องติดตาม...