ข่าว

เจาะปมร้อนเงินหัวคิว‘อุทยานราชภักดิ์’

เจาะปมร้อนเงินหัวคิว‘อุทยานราชภักดิ์’

23 พ.ย. 2558

เจาะปมร้อนเงินหัวคิว‘อุทยานราชภักดิ์’ : ไตรเทพ ไกรงู

            “ยืนยันการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ไม่มีทุจริต ทั้งในส่วนขององค์กร บุคคล ที่เข้าไปดำเนินการ ถ้ามีบุคคลที่หาผลประโยชน์จากโครงการนี้ หากตรวจสอบเจอก็ไม่ละเว้นอยู่แล้ว ต้องเข้าใจว่า การจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์เป็นโครงการที่ดี ดำเนินการอย่างโปร่งใส ถ้าจะมีกำลังพลของบุคคลใดที่แอบแฝง และหวังประโยชน์จากโรงการนี้ ดำเนินการเอาผิดทุกราย การจัดตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบการจัดสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ ตลอดช่วง 7 วันที่ผ่านมา ผมดูในเรื่องของบัญชีการดำเนินงานว่าจะมารับช่วงต่อจากของเดิมอย่างไร เมื่อผลออกมาแล้วว่า ทราบการดำเนินการว่าอยู่ในช่วงไหน ยอดเงินเหลืออยู่ในบัญชีกองทัพบกประมาณ 33 ล้านบาท ในมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์อีกกว่า 120 ล้านบาท ที่เป็นนิติบุคคล ต้องเข้าใจด้วยว่า โครงการนี้ไม่ได้มีงบประมาณรองรับ เป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น ถ้าเงินไม่พอ ก็ต้องหาวิธีดำเนินงานต่อเพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วง ตรงตามวัตถุประสงค์"

            นี่คือส่วนหนึ่งของการเปิดแถลงข่าวของ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ยืนยันต่อหน้าให้สื่อมวลชนว่า การจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ทุกอย่างโปร่งใส และไม่มีคนในกองทัพเข้าไปเกี่ยวข้อง

            ในการแถลงข่าวของ ผบ.ทบ.ครั้งนี้ แม้จะยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ทุกอย่างโปร่งใส แต่ในส่วนของสื่อมวลชนยังมีคำถามคาใจหลายๆ ประเด็น โดยเฉพาะประเด็น “เกณฑ์การคัดเลือกโรงหล่อ 6 แห่ง” ว่า ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ โดยข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เกิดอุบัติเหตุระหว่างการเคลื่อนย้ายพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เกิดการตรวจสอบขนานใหญ่ แต่กลับไม่มีผลรายงานออกมาสู่สาธารณชนให้ทราบข้อเท็จจริง

            สำหรับการหล่อองค์พระบรมรูปทั้ง 7 พระองค์ พบว่ามาจากโรงหล่อ 6 แห่ง ประกอบด้วย

            1.พ่อขุนรามคำแหงมหาราช โรงหล่อ ซ.ปฏิมากรรม อินดัสตรี จำกัด จ.นครปฐม 2.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 3.พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงหล่อ เอเชีย ไฟน์ อาร์ท จำกัด จ.พระนครศรีอยุธยา 4.สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โรงหล่อ ร็อคคลา ไฟน์อาร์ท จำกัด จ.ลพบุรี 5.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โรงหล่อ ปฏิมาไฟน์อาร์ท (พุทธรังษี) จำกัด จ.ปทุมธานี 6.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โรงหล่อ พุทธปฏิมา พรหมรังสี จำกัด จ.ปทุมธานี 7.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงหล่อ โผนปฏิมากรรมสากล จำกัด กทม.

            อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ จากโรงหล่อ แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติและถือว่า เป็นเรื่องปกติไปแล้วของโรงหล่อ คือ การให้ผลประโยชน์ของโรงหล่อเองโดยสมัครใจ คล้ายกับเป็นค่านายหน้าในการซื้อขายที่ดิน บ้าน หรือทรัพย์อื่นๆ โดยจะอยู่ที่ 3-10% ของราคาค่าจ้างทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่ว่า “ส่ง หรือ หางานมาให้”

            ค่านายหน้าของโรงหล่อนั้น ถ้าเป็นโรงหล่อที่มีชื่อเสียงและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ จะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้หางานมาให้น้อยมากด้วยเหตุผลที่ว่า “อย่างไรเสียก็ได้งาน” แต่ถ้าเป็นโรงหล่อที่ต่ำกว่ามาตรฐานไม่มีผลงานอันที่ประจักษ์จะไม่จ่ายสูงกว่าหลายเท่าเพื่อให้ได้งาน ขณะเดียวกัน ผู้ที่หางานมาให้สามารถเรียกรับผลประโยชน์ได้มากกว่า “ด้วยเหตุที่ว่ามีอำนาจในการตัดสินใจเลือกโรงหล่อเพียงผู้เดียว”

            ในประเด็นดังกล่าวยังสอดคล้องคำถามที่ว่า “ยอดเงินบริจาคจริงมีเท่าไร” พล.อ.ธีรชัย ตอบว่า เยอะพอสมควร ประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท และได้นำไปจัดสร้างในส่วนต่างๆ ก็เยอะ เช่น พระบรมรูป 45 ล้านบาท คูณ 7 พระองค์ ลานอเนกประสงค์อีก ซึ่งมีข้อมูลรายรับรายจ่ายทั้งหมดสามารถเปิดเผยได้ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ส่วนที่ พล.อ.อุดมเดชยอมรับว่า มีการหักค่าหัวคิวจากโรงหล่อจริงและได้รับคืนเงินไปแล้วถือว่าความผิดสำเร็จแล้วใช้หรือไม่นั้น ต้องไปถาม พล.อ.อุดมเดช เพราะเงินเอาไปคืนท่าน จำนวน 20 ล้านบาท ตามเจตจำนงของโรงหล่อที่บริจาคให้ มีใบเสร็จเรียบร้อย

            อย่างไรก็ตามในการหล่อองค์พระบรมรูปทั้ง 7 พระองค์ แม้ พล.อ.ธีรชัยจะระบุว่า “ในประเทศไทยมีโรงหล่อที่สามารถหล่อได้องค์ใหญ่ๆ ขนาดนี้เพียง 7 โรงหล่อเท่านั้น” แต่สิ่งหนึ่งในวงการจ้างหล่ออนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ "กรมศิลปากร คือ ผลงานการหล่ออนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ที่ผ่านมา ซึ่งถ้าให้กรมศิลปกรเลือก โรงหล่อ 6 แห่ง อาจจะมี "โรงหล่อเพียง 2 แห่ง" เท่านั้น ที่ผ่านการพิจารณา เพราะมีผลงานหล่ออนุสาวรีย์ขนาดใหญ่อันเป็นที่ประจักษ์

            นอกจากนี้แล้วสิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลใจในหมู่โรงหล่อด้วยกัน โดยเฉพาะช่างจากกรมศิลปกร คือ ความแข็งแรงและคงทนของพระบรมรูปทั้ง 7 พระองค์ ว่าใช้วัสดุ (บรอนซ์นอก) ตามมาตรฐานของวงการหล่ออนุสาวรีย์ขนาดใหญ่หรือไม่ โรงงานแต่ละแห่งมีวิศวกรคุมงานหรือไม่ ซึ่งในจำนวนนี้ มีพระบรมรูป 2 พระองค์ เท่านั้น ที่คณะกรรมการจัดสร้างท่านหนึ่งที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในที่ประชุมว่า “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โรงหล่อ เอเชีย ไฟน์ อาร์ท จำกัด จ.พระนครศรีอยุธยา เท่านั้น”

            แหล่งข่าวจากโรงหล่อแห่งหนึ่งให้ข้อมูล “คม ชัด ลึก” ว่า พระบรมรูปทั้ง 7 พระองค์ มาตรฐานการหล่อไม่เท่ากัน ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 4 องค์ ที่จะต้องซ่อมก่อนระยะเวลาที่โรงหล่อประกันไว้ 5 ปี ซึ่งทั้งหมดเกิดการจากการคัดเลือกโรงหล่อด้วยวิธีพิเศษ และเร่งรีบ ซึ่งถ้าเป็นการดำเนินการตามปกติ พระบรมรูปทั้ง 7 พระองค์ จะใช้เวลานานถึง 2 ปี แต่งานนี้ทำเสร็จในระยะเวลาเพียง 8 เดือนเท่านั้น


เซียน “อ.” กับ “พุทธมหาอุทยานหลวงปู่ทวด”

            ขณะเดียวกันในส่วนของเซียนพระ อ.นั้น แนวทางการสอบสวนของพนักงานสอบสวนพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินค่าหัวคิวจากโรงหล่อจำนวนหลายสิบล้านบาท โดยนัดจ่ายเงินที่ “พุทธมหาอุทยานหลวงปู่ทวด จ.พระนครศรีอยธุยา”

            ทั้งนี้หากพูดถึง “พุทธมหาอุทยานหลวงปู่ทวด จ.พระนครศรีอยธุยา” ถือเป็นสถานที่ที่คนในวงการสร้างพระเครื่องจะรู้กันทันทีว่า “เซียน อ.” เป็นใคร และที่ยิ่งกว่านั้น คือ “เซียน อ.” เคยทำงานกับรัฐมาหลายโครงการ ไม่เว้นแม้กระทั่งกองทัพ ทำให้ได้รับความไว้วางใจในการตัดสินใจเลือกโรงหล่อ 6 แห่ง เพียงผู้เดียว

            อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีข่าวฉาวเกิดขึ้นนั้น เจ้าของโรงหล่องทั้ง 6 แห่งถูกเรียกมาสอบในแคมป์แห่งหนึ่ง รวมทั้ง “เซียน อ.” เป็นเวลานานถึง 3 วัน เพื่อเค้นข้อเท็จจริงในเรื่อง “เรียกรับผลประโยชน์จากโรงหล่อ”

            จากนั้นไม่นาน ปรากฏว่า “เซียน อ.” ได้ไปบวชอยู่ที่วัดบวรฯ โดยตั้งใจจะบวชไม่สึก แต่บวชได้ไม่ถึง 10 วัน ต้องสึกด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ

            หลังจากสึกออกมา “เซียน อ.” พยายามที่จะเคลียร์ทุกๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยผ่านพระผู้ใหญ่ระดับเจ้าคุณวัดดังรูปหนึ่งใน กทม. ซึ่งเป็นที่รู้กันในวงการพระเป็นอย่างดีว่า “เจ้าคุณเป็นพระผู้กว้างขวางในวงการทหาร และการเมือง” แต่สุดท้ายเจ้าคุณรูปดังกล่าวปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่เกินตัว

            ในที่สุด “เซียน อ.” ได้หลบหนีไปอยู่ที่เมืองจีน โดยไปพึ่งบารมีนักการเมืองดังคนหนึ่ง เพื่อหลบหนีปัญหาทั้งหมด