
'ภัยแล้ง'...จุดเปลี่ยนชาวนา
22 พ.ย. 2558
'ภัยแล้ง'...จุดเปลี่ยนชาวนา
ชาวนาจะสามารถเปลี่ยนจากการปลูกข้าวมาเป็นการปลูกพืชน้ำน้อยตามนโยบายรับมือภัยแล้งของรัฐบาลได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องดูกันหลังสิ้นปีนี้ เพราะในหลายพื้นที่ปลูกข้าวนาปีมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม
การปลูกพืชน้ำน้อยดูจะเป็นสิ่งที่ชาวนาหลายคนไม่ชอบ เพราะไม่ถนัด และบางพื้นที่ก็ปลูกไม่ได้จริงๆ เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่ม แต่สำหรับชาวนาที่เปลี่ยนมาปลูกพืชน้ำน้อยอย่าง “สมเกียรติ ชุริวัน” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บางผึ้ง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี เป็นชาวนาคนแรกที่ตัดสินใจเปลี่ยนจากการปลูกข้าวมาปลูกถั่วเขียวเมื่อเดือนกันยายน เต็มทั้ง 125 ไร่ ในที่นาของตัวเอง
เคียวที่เคยใช้เกี่ยวข้าว วันนี้ต้องเปลี่ยนมาเกี่ยวถั่ว และรถเกี่ยวถั่วต้องยืมมาจากพื้นที่อื่น เพื่อมาเก็บเกี่ยวถั่วเขียวที่ให้ผลผลิตเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา สมเกียรติถูกเกษตรอำเภอบ้านหมี่เรียกว่า “เกษตรกรหัวไวใจกล้า” ที่เริ่มเปลี่ยนมาปลูกพืชน้ำน้อยเป็นคนแรกๆ ของตำบล เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรคนอื่นๆ ที่ประสบปัญหาภัยแล้งเหมือนๆ กัน
แต่การหันมาปลูกถั่วเขียวของสมเกียรติไม่ง่ายนัก แม้จะลงปลูกถึง 125 ไร่ แต่สามารถเก็บผลผลิตได้เพียง 40 ไร่เท่านั้น เพราะสภาพดินของ อ.บ้านหมี่ เป็นดินเหนียวที่เหมาะกับการปลูกข้าวมากกว่า เมื่อฝนตกลงมาก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ส่งผลให้ถั่วไม่ค่อยเจริญเติบโตในสภาพดินประเภทนี้
“ถามว่าอยากปลูกถั่วมั้ย ใจจริงไม่อยากเลย ทำนาเป็นอาชีพที่ทำมาตั้งแต่ปู่ย่า หันมาทำถั่วก็ไม่มีประสบการณ์ ตอนแรกคิดว่าปลูกถั่วจะง่าย แต่อย่างแรกสภาพพื้นที่ไม่เหมาะที่จะปลูกถั่ว ถั่วชอบที่ดอน พอปลูกเสร็จปุ๊บฝนตกน้ำก็ท่วมขังก็เสีย ฉีดยาผิดปุ๊บก็เสียทั้งหมด ของผมก็เสียไปหลายแปลง เราทำนาจนเรียกได้ว่าเป็นกูรูแล้ว แค่หลับตาก็เห็นเลย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ส่วนเรื่องตลาดตอนแรกก็คิดว่าจะไปขายให้ใคร เพราะไม่ค่อยมีคนทำ แต่มีพ่อค้าจากต่างจังหวัดหลายๆ ที่มาติดต่อ ทิ้งเบอร์ไว้ ดูแล้วเขาก็ไม่ได้กดราคามากจนเกินไป ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เห็นว่าเราปลูกได้ ตอนนี้เริ่มอยากปลูกบ้าง นี่ขนาดผมก็เสียหายไปหลายไร่ บอกเลยว่านี่ยังไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน” สมเกียรติ กล่าว
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บางผึ้ง และชาวนาบ้านหมี่ หันมาปลูกถั่วรายนี้ ยังคงมีความหวังว่า หลังหมดฝนไปแล้ว น่าจะทำให้การปลูกถั่วได้ผลผลิตที่มากกว่าเดิม แต่ว่าถั่วยังต้องการน้ำในช่วงเริ่มต้นการปลูก หากไม่มีฝนไม่ตก น้ำก็สูบไม่ได้ ถั่วก็ปลูกไม่ได้เช่นกัน เขากำลังเขียนโครงการเพื่อขอเจาะบ่อน้ำบาดาล เพื่อให้คนทั้งหมู่บ้านได้ใช้ปลูกพืชน้ำน้อย
ด้านเกษตรอำเภอที่มีหน้าที่ส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ “ประทีป มีสุข” บอกว่า มีชุดปฏิบัติการออกมาประชาสัมพันธ์ มีแผนเป็นรายบุคคลก็มี ใครอยากทำอะไรช่วงแล้งนี้ก็ให้พี่น้องคิดแล้วก็เบิกจากข้างใน เน้นการร่วมกลุ่มเป็นประโยชน์ส่วนรวม อย่างที่ผู้ใหญ่บ้านต้องการน้ำบาดาลก็ต้องมีการรวมกลุ่มขอเจาะ ทางรัฐบาลจะลงทุนให้
เกษตรอำเภอบ้านหมี่ เปิดเผยด้วยว่า ทั้ง อ.บ้านหมี่ มีที่นากว่า 2 แสนไร่ จำนวนนี้กว่า 1 หมื่นไร่ เปลี่ยนไปปลูกพืชน้ำน้อย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
วันนี้เครื่องสูบน้ำของชาว ต.สายห้วยแก้ว อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ยังคงเดินเครื่องสูบน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักเข้าสู่คลองย่อยอย่างต่อเนื่อง เพื่อหล่อเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังออกรวง “สุชีพ มอญพันธ์” มีที่นา 50 ไร่อยู่ติดคลองชัยนาท-ป่าสัก เป็นหนึ่งในชาวนาที่สูบน้ำเข้านาปี ที่หว่านไถมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม และกำลังจะครบกำหนดเก็บเกี่ยวในวันที่ 10 ธันวาคมที่กำลังจะถึงนี้
“ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม เรารวมกลุ่มไปหาชลประทานประมาณร้อยคน เขาก็อนุญาต ในเมื่อเขาช่วยแล้วก็ช่วยเเบบต่อเนื่อง จริงๆ เขาขีดเส้นห้ามสูบตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน แต่ทีนี้มันจะเก็บเกี่ยวจะเห็นเงินแล้ว พอเก็บเกี่ยวเสร็จก็ไม่สูบแล้ว แต่อาจจะขอสูบมาใช้กับพืชใช้น้ำน้อย ตอนนี้คนบ้านหมี่หลังเกี่ยวคงไม่มีใครปลูกข้าวหรอก เพราะมันใช้น้ำเยอะ” สุชีพ เล่าให้ฟัง
ชาวนา ต.สายห้วยแก้ว บอกด้วยว่า จะปรับหน้าดินไว้สำหรับการปลูกพืชน้ำน้อยในเดือนมีนาคมปีหน้า แต่เป็นไปได้ก็อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องเมล็ดพันธุ์ถั่วและงา
“เกษตรกรมีรายได้ไม่ต่อเนื่อง ถ้าเราทำนา 2 ครั้ง รายได้ก็จะต่อเนื่อง แต่ทีนี้พอเราทำครั้งหนึ่ง หยุดไปแปดเก้าเดือน มันก็ไม่มีรายได้ แต่ละคนมีรายจ่ายไม่ใช่น้อยนะ ชีวิตชาวนานี่ต้องสู้กับธรรมชาติ แต่สมัครใจมาทำแล้ว มันก็ต้องสู้ ถ้าเกิดน้ำยังมีเขาต้องเลือกเอาข้าวอันดับแรก เขาก็ต้องทำเพราะต้องหาเงินมาใช้จ่าย ใช้หนี้ในครัวเรือน ต้องทำนา 2 ครั้ง ถึงจะหมุนได้ หาเงินไปใช้ ธ.ก.ส.” สุชีพ เอ่ย
ที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ต้นกล้าข้าวเขียวขจีเต็มท้องทุ่ง แม้จะเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง ฝนที่เพิ่งตกลงมาในช่วงนี้คือเหตุผลสำคัญที่ “วิชาญ มนตรีดิลก” ชาวนาใน ต.ห้วยม่วง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม วัย 60 ปี ตัดสินใจเสี่ยงที่จะปลูกข้าวต่อไป ที่นาจำนวน 20 ไร่ ได้รับน้ำจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางเลน แต่สำนักชลประทานที่ 13 หรือเขื่อนแม่กลอง จ.กาญจนบุรี มีแผนจะงดส่งน้ำเพื่อการเกษตรสิ้นปีนี้
วิชาญ บอกว่า ทราบข่าวภัยแล้ง แต่ถ้าจะปลูกถั่วมันต้องปลายฝนจริงๆ ตรงจังหวะกับข้าวที่เพิ่งเกี่ยวแล้วก็ไถ แล้วค่อยหว่านถั่ว แล้วฝนตกทับสักครั้งสองครั้งจะได้ผล ทีนี้จังหวะข้าวมันไม่ตรง ตอนนี้ถ้ากรมชลฯ ยังปล่อยน้ำเป็นบางครั้งก็ปลูกข้าวดีกว่า แต่เขาว่าจะหยุดส่งหลังสิ้นปีก็น่าจะทันข้าวรอบนี้พอดี หลังจากนั้นก็จะเว้นวรรค
ถามต่อว่าไม่ทำอะไรเลยจะหารายได้จากที่ไหน ลุงวิชาญตอบว่า “เงินก็กู้ยืมเขามา ทำอะไรไม่ได้ ขาดน้ำอย่างเดียว”
ไม่ไกลจากทุ่งนาของลุงวิชาญ ที่คลองชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางเลน ชาวนาที่อายุไม่เกิน 60 ปี กำลังขุดลอกขี้เลนใต้คลองชลประทาน เป็นงานรับจ้างเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถปลูกพืชนาได้ในช่วงภัยแล้ง โดยกรมชลประทานจ่ายเงินจ้างพวกเขาวันละ 300 บาท
หนึ่งในชาวนาที่กรมชลประทานจ้างขุดลอกคลองบอกว่า หากหมดโครงการนี้ก็ไม่รู้จะหารายได้จากไหน ต้องอยู่บ้าน ส่งลูกสาวไปช่วยพี่สาวขายของที่ตลาดนัด คงได้นิดหน่อย แล้วแฟนก็ไปรับจ้างอีกต่อหนึ่งผลัดกัน
“ปลูกถั่วไม่ได้เลย เพราะมันเป็นที่ลุ่ม ฝนตกมาน้ำขังก็หมด ทำนาน้ำก็ไม่พอ ก็เลยต้องมาทำงานแบบนี้” ชาวนารายหนึ่งกล่าว
ด้านหัวหน้าศูนย์วิจัยระบบทรัพยากรเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “ผศ.ดร.ชาญชัย แสงชโยสวัสดิ์” บอกว่า ในกรณีที่เป็นพื้นที่ลุ่มแล้วปลูกไม่ได้ เข้าใจว่าองค์ความรู้ของเกษตรกรพอเข้าใจที่จะปรับตัวได้ แล้วในส่วนที่เป็นที่ลุ่มจริงๆ ที่ปลูกอย่างอื่นไม่ได้ เข้าใจว่าไม่น่าจะมีมาก หากชาวนายืนยันที่จะปลูกข้าวก็ไม่มีกฎหมายที่จะไปว่าทำร้าย หรือลงโทษเขา แต่นั่นก็เป็นความเสี่ยงของเกษตรกรเอง
“รัฐบาลเห็นปัญหาเรื่องน้ำ เราทุกคนไม่มีใครปฏิเสธเรื่องน้ำ เพราะปีนี้แล้งจริงๆ เพราะฉะนั้นในภาพรวมของนโยบายของรัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่น แต่คนที่จะตัดสินใจที่จะเลือกพืชน้ำน้อยประเภทไหนก็คือเกษตรกร เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่และเข้าใจพื้นที่ได้มากที่สุด” ผศ.ดร.ชาญชัย กล่าว
ส่วน “พล.ต.อภิชาติ สุขแจ่ม” ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 17 ซึ่งดูแลพื้นที่ในลุ่มน้ำแม่กลองและบางส่วนของ จ.สุพรรณบุรี ได้รับการประสานจากกรมชลประทาน โดยได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการทหารบกให้ช่วยทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ บอกว่า กำลังสร้างความเข้าใจในระดับหมู่บ้าน ประชาสัมพันธ์ในสถานีวิทยุ และได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับหัวหน้าส่วนราชการและเอกชน ให้ช่วยเข้าไปช่วยทำความเข้าใจ
“การทำความเข้าใจกับชาวบ้านน่าจะได้รับผลสำเร็จ ส่วนจะมีกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมเข้ามงวดหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับส่วนราชการที่ร้องขอมา แต่เราจะชี้แจงโดยสันติวิธีไม่ให้มีความรุนแรงในพื้นที่ แต่ปัจจุบันก็มีกำลังพลเข้าไปลาดตระเวน เฝ้าตรวจดูแล และแนะนำผู้นำท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้านให้เข้าใจถึงการจัดรอบเวรน้ำ เราเตรียมกำลังไว้เพียงพอที่จะดูแลสถานการณ์” พล.ต.อภิชาติ กล่าว
สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำแม่กลอง-เจ้าพระยา กรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำในเขื่อนใหญ่ 4 แห่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ให้เพียงพอสำหรับอุปโภค-บริโภค ใช้รักษาระบบนิเวศ และผลักดันน้ำเค็มตลอดช่วงแล้ง 8 เดือน โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เขื่อนภูมิพลเริ่มปล่อยวันละ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 0.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 0.5 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมวันละ 12 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดลงจากเดิมที่ปล่อยวันละ 13-14 ล้านลูกบาศก์เมตร
เช่นเดียวกับลุ่มน้ำแม่กลอง ที่นับเป็นวิกฤติภัยแล้ง ครั้งที่ 2 ในรอบ 50 ปี คาดการณ์ว่า ณ วันที่ 1 มกราคม 2559 จะมีน้ำต้นทุนใช้การได้จาก 2 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ รวมกันประมาณ 4,700 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่เพียงพอต่อการส่งเพื่อให้ทำนาปรังที่ต้องใช้น้ำมาก
รองอธิบดีกรมชลประทาน “ณรงค์ ลีนานนท์” กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ปริมาณน้ำใช้การของทั้งลุ่มน้ำแม่กลองกับแม่น้ำเจ้าพระยาจะเกื้อกูลกัน อย่างเมื่อปีที่แล้วที่ได้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยลุ่มน้ำเจ้าพระยาในการผลิตน้ำประปาที่กรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันทั้ง 2 ลุ่มน้ำมีน้ำน้อยทั้งคู่ และเมื่อนำการคาดการณ์ปริมาณน้ำ ณ วันที่ 1 มกราคม 2559 ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองมาเปรียบเทียบกับปริมาณในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก็พบว่าลุ่มน้ำแม่กลองซึ่งมีพื้นที่ชลประทาน 2 ล้านไร่ มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 4,700 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเหลือมากกว่าลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่จะเหลือเพียง 4,200 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีพื้นที่ชลประทานมากถึง 7 ล้านไร่
--------------------------
ต้นทุนปลูกถั่วเขียว (ต่อไร่)
เมล็ดพันธุ์ 375 บาท
ยาค่าแมลง 360 บาท
ค่าจ้างฉีดยา 240 บาท
ค่าไถกลบ 400 บาท
ค่ารถเกี่ยว 500 บาท
รวม 1,875 บาท
ผลผลิตที่ได้ (ต่อไร่)
110 กก.Xราคาถั่วเขียวกิโลกรัมละ 26.25 บาท = 2887.50 บาท
--------------------



