เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการกองทัพบก(ผบ.ทบ.) ตามที่มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ โดยมี พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ ภายในเวลา 7 วัน ได้ชี้แจงผลการตรวจสอบโดยไม่ให้สื่อถ่ายทอดสดเพราะเป็นเพียงการชี้แจงข้อสงสัยโดยให้อัดเทปไปออกข่าวได้ ความว่า โครงการอุทธยานราชภักดิ์ไม่มีทุจริต ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ส่วนเงินในบัญชีการบริจาคตอนนี้เหลือเงิน33ล้านบาท ไม่รวมเงินที่อยู่ในมูลนิธิฯ และผลการตรวจสอบบัญชีรายได้เข้ามากองทุนถูกต้องทุกขั้นตอน ทั้งนี้ที่ดินอุทยานฯเป็นของกองทัพบก การจะนำมาสานต่อต้องตรวจสอบความคืบหน้าว่าทำอะไรไปแล้ว และไม่ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และ สตง. มาตรวจสอบเพราะไม่เกี่ยวข้องกัน
'วิชา'เผยเลขาฯป.ป.ช.นำปมอุทยานราชภักดิ์ถกในที่ประชุม
เมื่อเวลา 10.45 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายวิชา มหาคุณ กรรมการและโฆษกคณะกรรมการป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.อ.ธีรชัยชี้แจงผลการสอบสวนการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ว่า ขณะนี้ตนกำลังติดตามการชี้แจงดังกล่าว และได้มอบหมายให้เลขาธิการป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ ดำเนินการติดตามและรวบรวมข้อมูล โดยเป็นการติดตามข่าวสารจากสื่อมวลและส่งเจ้าหน้าที่ของสำนักการข่าวในสำนักงานป.ป.ช.ไปประสานงานกับทางกองทัพบก เพื่อนำข้อมูลมาดูว่าจะมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร เนื่องจากแต่เดิมเป็นคดีที่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งนั้น แต่ยังไม่ใช่เรื่องทุจริต ส่วนที่คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติให้เลขาธิการป.ป.ช.ประสานงานไปยังกองทัพบกเพื่อขอข้อมูลเรื่องดังกล่าว จะมีการประสานไปหลังผบ.ทบ.แถลงเสร็จสิ้นแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพบว่าปัญหาทุจริตในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์มีข้าราชการทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง ป.ป.ช.ต้องรีบดำเนินการสอบสวนหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า อย่าเพิ่งว่าไปก่อน ต้องรอให้มีการแถลงข่าวเพื่อความชัดเจนเสียก่อนแล้วทางป.ป.ช.จึงค่อยนำมาพิจารณาตามกฎหมายว่าเมื่อเรื่องเข้าสู่ป.ป.ช.แล้วจะมีการสั่งให้แสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร
เมื่อถามว่า ป.ป.ช.จะกล้าตั้งอนุกรรมการขึ้นไต่สวนเรื่องนี้หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า “จะกล้าหรือไม่กล้าไม่รู้ แต่เรารู้ว่าเรามีหน้าที่ต้องทำ เพราะไม่เช่นนั้นเลขาธิการป.ป.ช.คงไม่นำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.เมื่อวันที่ 19 พ.ย.”
'วิษณุ'ปาฐกถาพิเศษ'ยกเครื่องฝ่ายตรวจทุจริต'
เมื่อเวลา 09.00น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ปช.)สนามบินน้ำ นนทบุรี มีการจัดการสัมมนาสาธารณะ หัวข้อ “ยกเครื่องกระบวนการต่อต้านคอร์รัปชั่นไทย” จัดโดยนักศึกษาหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูงรุ่นที่6 (นยปส.6) โดยมีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานป.ป.ช. เป็นประธานในการเปิดการสัมมนาและมีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ทำไมต้องปฏิรูปองค์กรและกระบวนป้องกันการคอร์รัปชั่นของไทย" โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
นายวิษณุ กล่าวตอนหนึ่งโดยแนะนำว่า นยปส.รุ่น 6 ว่า ภายหลังการอบรมควรจัดทำยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ส่งให้รัฐบาลด้วย เช่นเดียวกับที่นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.)ส่งยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อให้ครม.ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปศึกษาความเป็นไปได้ เพราะยุทธศาสตร์การป้องกันทุจริตเป็นเรื่องใหญ่ เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยพลังคนหมู่มากในการออกมาเสนอแนวทางและเสนอสู่สาธารณะชน
นายวิษณุ กล่าวถึงการยกเครื่องการป้องกันการทุจริตว่า คำว่ายกเครื่องเป็นคำมาใหม่ที่เก๋และเข้าใจได้ง่าย แต่คำที่เป็นทางการคือคำว่าปฏิรูป หมายถึงการ การนำรูปแบบท่ีมีอยู่แล้วมาทำใหม่ให้ดีกว่าเดิม แต่ปฏิรูปอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีการขับเคลื่อนด้วย ที่ต้องทำเป็นการใหญ่ให้เร็วกว่าเดิม โดยในการปฏิรูปเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ดำเนินการอยู่มี 4-5 เรื่อง อาทิ การปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การต่อต้านการค้ามนุษย์ การต่อต้านข้าราชการที่ประพฤติมิชอบ การต่อต้านยาเสพติด และการต่อต้านการกระทำใดใดที่ทำให้ประเทศชาติเสื่อมเสียหรือหยุดชะงักไม่พัฒนา โดย4-5 เรื่องนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกันคือกลุ่มการกระทำความผิด ที่รัฐตั้งใจจะเร่งรัดดำเนินการ แต่ไม่มีวันทำสำเร็จโดยลำพัง ฉะนั้นต้องจับมือทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อน หากถามว่าทำไมต้องปฏิรูปเรื่องนี้ เพราะทุกอย่างต้องเคลื่อนไหว ก้าวไปข้างหน้า และเมื่อพิสูจน์แล้วว่ามันล้าสมัย ไม่ได้ผลสมกับความตั้งใจ แสดงว่าต้องมีอะไรบกพร่อง ต้องแก้ไข จะแค่เปลี่ยนแปลง(Change)หรือจะปฏิรูป ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเป้นการปฏิรูป เพราะที่ผ่านมาเหมือนเรือผุ รถพัง ที่ปะผุกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้จอดเพื่อยกเครื่องใหม่
“ปะผุคือ Change ไม่ใช่ Reform ซึ่งปัญหามีเสียงวิจารณ์ว่างานราชการล่าช้า มีการทุจริต เมื่อปัญหามีอยู่ ก็เหมือนเรือ จะอยู่ที่ว่าเราจะปะผุหรือจอดเพื่อยกเครื่อง ซึ่งการปะผุมีทุกวัน ถ้าคิดว่าปัญหาใหญ่ โอกาสนี้จึงเหมาะก็ควรจอดแล้วยกเครื่องใหม่ คือการปฏิรูปครั้งใหญ่ ยกเครื่องเปลี่ยนระบบ เปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนกลไก องค์กร ซึ่งต้องใช้เวลา”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า การปฏิรูปใช้ 2วิธีใหญ่ๆ คือ 1.เมื่อเห็นว่าตรงนี้ไม่ดีไม่ถูกก็แก้ตรงนั้น เหมือนวาดรูปแล้วไม่สวยก็วาดใหม่ ตกแต่งใหม่ แต่ใช้ฐานเดิม บ้านไม่สวย คนไม่พออยู่ คับแคบ ก็ทำใหม่ด้วยการต่อเติมขยับขยาย ลักษณะปฏิรูปอย่างนี้เรียกว่า ปฏิรูปโดยอยู่บนพื้นฐานเดิม 2. การปฏิรูปโดยไม่สนใจของเก่าแล้วทำอันใหม่ ซึ่งไม่ได้ปรับที่บ้านหลังเก่าแต่เป็นการสร้างขึ้นใหม่อีกหลัง บ้านเก่าคับแคบก็สร้างบ้านใหม่ให้กว้าง นี่คือปฏิรูปชนิดหนึ่งที่สุดจะเยียวยากับระบบเก่า ซึ่งประเทศไทยชอบใช้วิธีนี้มาตลอด เช่นการตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ขึ้นมาเพิ่มจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเจอคดีที่มีความลึกลับซับซ้อน เคยมีปัญหาในกรมทางหลวง ก็ตั้งกรมทางหลวงชนบทขึ้นมา เรื่องการเดินรถเป็นเรื่องของกรมการขนส่งที่ดูแลถนนธรรมดา แต่ถนนพิเศษก็ตั้งการทางพิเศษขึ้นมา ซึ่งไม่แปลกและไม่ผิดปกติ แต่เป็นการเยียวยาเพราะของเดิมสุดจะเยียวยา
“อย่างป.ป.ช.ตั้งมา16ปี และเป็นหนึ่งในองค์กร ก็ต้องกลับมาทำที่ฐานเดิม ถามว่ามีป.ป.ช.แล้วทำไมต้องมีสำนักงานและป้องและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)อีก แต่นั่นก็มีการแบ่งกันว่าอะไรอยู่ในอำนาจของใคร จึงอยากตั้งข้อสังเกตการปฏิรูปองค์กรต่อต้านการทุจริตเพราะมีปัญหาอยู่จริง เพราะล่าช้า เรื่องความเป็นธรรม การสองมาตรฐาน ลำเอียง เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ตัวบุคคล กลไก กระบวนการ คนผิดยังลอยนวลอยู่ได้ และผลงานที่ออกมามากหรือน้อย และมีประสิทธิภาพหรือไม่ คงต้องยอมรับความจริงว่าข้อกล่าวหามีอยู่ที่เป็นปัญหากระบวนการต่อต้านการทุจริตทั้งหมด รวมถึงยังมีประชาชนบอกว่าพอรับได้หากทุจริตไม่มากไป ดังนั้นต้องเลือกว่าจะปะผุหรือจอดเรือยกเครื่องก็ต้องปฏิรูป ซึ่งผมคิดว่าต้องปฏิรูปในขณะนี้เวลานี้ที่เข้ากับกระแสซึ่งจะมีความสำเร็จได้ง่าย ดังนั้นต้องโหนกระแสปฏิรูปเข้าไว้”นายวิษณุ กล่าว
รองนายกรัฐมมนตรี กล่าวเสนอ 3 เรื่องที่องค์กรต่อต้านทุจริตจะต้องดำเนินการในการปฏิรูป คือ 1.ปฏิรูปกระบวนการหรือกลไกในทางกฎหมาย หมายถึงกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวกับการต่อต้านปราบปรามการทุจริต ต้องสำรวจว่ามีปัญหาอะไร ทำไมสำนวนป.ป.ช.ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำไมหน่วยงานไม่ปฏิบัติตาม เพราะยังมีช่องโหว่ในการจัดการหรือในกฎหมาย อาทิ ป.ป.ช.พิจารณากรณี นาย ก นาย ข ส่งให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย ต้องลงโทษ ซึ่งหลายคดีผ่านพ้นโดยที่ไม่มีการลงโทษ เพราะบางเรื่องผู้บังคับบัญชามีการพิจารณาโดยใช้กฎหมายอีกฉบับที่เหลื่อมกับกฎหมายป.ป.ช. ตนจึงขอให้ทบทวนกฎหมายให้มีมาตรฐานเดียวกัน
“โดยเฉพาะระเบียบในหน่วยงานที่เขียนว่า เมื่อพ้นจากราชการดำเนินการทางวินัยจะต้องดำเนินการในเงื่อนไขได้ ซึ่งเมื่อเจ้าตัวทราบว่าจะโดนป.ป.ช.ชี้มูลก็จะชิงลาออกก่อน ข้าราชการก็ลอยนวลไปได้เพราะเขาได้ประโยชน์จากระยะเวลาที่ระบุว่า หากพ้นจากความเป็นราชการไปแล้ว 1 หรือ 2 หรือ 5 ปี ไม่สามารถดำเนินการทางวินัยได้ ซึ่งเป็นเรื่องของอายุความ ถ้าข้าราชการทุกประเภท ตำรวจ ทหาร พลเรือน มีอายุความเหมือนกันก็หมด ก็จะช่วยได้ จึงขอให้ไปดูว่าจะแก้ไขอย่างไร เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เรื่องเวลาลักลั่นกัน หรือจะไม่มีเรื่องเวลา ไม่มีอายุความ ก็ขอให้เหมือนกันให้หมด เพราะตอนนี้อายุความไม่เหมือนกัน”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า 2.ปฏิรูปกลไกในการบริหารจัดการ ที่ต้องดูสาเหตุของการทุจริต ว่า เพราะข้าราชการรายได้น้อยก็ต้องแก้ตรงนี้ ถ้าเปิดให้ใช้ดุลพินิจก็ต้องแก้เพื่อไม่ให้เรียกเงินใต้โต๊ะ ถ้ากฎหมายเปิดช่องให้ทุจริต ก็ต้องแก้ไขกฎหมายเหล่านี้ อาทิ พระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ ก็ออกมาอุดช่องว่าง แต่ยังมีอีกหลายช่องที่ต้องตามไปอุดให้หม รวมถึงพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ที่กำลังจะออกมา ก็มีโทษระบุด้วย ก็จะปิดช่องการทุจริตได้ แต่ก็ปิดไม่หมด เพราะจะมีคนเห็นช่องตลอด แต่เราก็ต้องปิดช่องไปเรื่อยๆ
รองนายกฯ กล่าวต่อว่า 3.การปฏิรูป กลไกทางสังคม ที่ทำยังไงให้สังคมตระหนักและมีจิตสำนึก เพราะมีการวิจัยคนไทยมาว่า หนึ่งในจำนวนหลายเรื่องที่คนไทยต่างจากหลายประเทศ คือ เรายังมีจิตสำนึกเรื่องของหลวง หรือของสาธารณะน้อย ถ้าเรารู้ว่าโต๊ะเก้าอี้เป็นของบุคคลหรือของใครเราจะไม่ยุ่ง แต่ถ้าเป็นของสาธารณะเราจะให้ความสำคัญน้อย จะใช้อย่างไม่บันยะบันยัง
นอกจากนี้นายวิษณุ ยังกล่าวถึงร่างกฎหมายที่รัฐบาลกำลังจะออกมา คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ตนเป็นผู้กลั่นกรองร่างฉบับนี้ ที่ระบุว่า คดีใดที่เป็นคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งจะเรียกว่าคดีทุจริตประพฤติมิชอบ ต่อไปเมื่อฟ้องศาล ศาลจะเปิดแผนกพิจารณาคดีทุจริตโดยเฉพาะ แทนที่การนำคดีไปที่ศาลท่ัวไป ผู้พิากษาต้องมีความรู้ด้านนี้และมีอายุงานไม่ต่ำกว่า10ปี ใช้วิธีการไต่สวนไม่ใช่การกล่าวหา ซึ่งศาลมีหน้าที่ค้นหาความจริง ไม่ใช่ให้โจทย์ไปค้นหาความจริง เหมือนระบบกล่าวหา ศาลจะซักพยายนและเรียกพยานเอง เพื่อเค้นความจริงออกมาให้ได้ ดังนั้นเทคนิคในศาลจะต่างจากคดีอาญาที่เรารู้จัก
“ส่วนเรื่องอายุความ ถ้าผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีคดี ระหว่างหลบหนีอายุความจะหยุดนับ แต่เมื่อได้ตัวกลับมาจะเดินหน้าดำเนินคดีและนับอายุความต่อได้ ไม่ใช่ว่าไม่มีอายุความ แต่ถ้าอายุความจะสะดุดลงถ้าหลบหนีหรือไม่มาศาล จากนี้คุณหนีก็หนีไปอายุความก็จะหยุด แต่อีก50ปีข้างหน้าได้ตัวมาก็ฟ้องกันต่อได้ นี่เป็นกฎหมายที่กำลังจะออกเป็นการแก้ไขให้เร็วขึ้นในชั้นศาล”นายวิษณุ กล่าว
‘ศรีวราห์’ส่งสำนวนคดีม.112ชุดแรกให้อัยการศาลทหาร
พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท.รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 เตรียมนำสำนวนคดีชุดแรก ยื่นต่ออัยการศาลทหารในเวลาประมาณ 11.00 น. วันนี้(20 พ.ย.) หลังได้ส่งสำนวนที่มีความสมบูรณ์ให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.พิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับสำนวนที่จะยื่นต่ออัยการศาลทหารครั้งนี้ มีผู้ต้องหาจำนวน 3 คน คือ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ หมอหยอง ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำชั่วคราว แขวงถนนนครไชนศรี มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา หรือสารวัตรเอี๊ยด อดีต สว.กก.1 บก.ปอท. ที่เสียชีวิตระหว่างคุมขังเช่นกัน และ นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรือ อาท เลขาคนสนิทของหมอหยอง ที่อยู่ระหว่างฝากขังในผัดที่ 3 และถูกคุมตัวที่เรือนจำชั่วคราว มทบ.11 ส่วนสำนวนคดีที่เหลืออีก 12 คดี อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ และรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ของพนักงานสอบสวน