
"โอฬาร"ฟันธงไทยอ่วมศก.ติดลบ4% วิกฤติโลกส่งออกฉุดส่งออก-ครม.ไฟเขียวกู้2.7แสนล้าน
04 ก.พ. 2552
ดร.โอฬารประเมินเศรษฐกิจไทยแย่สุด ปีนี้ติดลบ 4% จากภาคการส่งออกกระทบหนัก คาดเดือนมกราคมส่งออกติดลบถึง 25% ชี้ต้องใช้นโยบายการคลังช่วยกระตุ้น ครม.ผ่านรัฐบาลกู้เงิน 2.7 แสนล้าน รองรับวิกฤติเศรษฐกิจ
ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง ทิศทางเศรษฐกิจการเงินไทย ในงานสัมมนามืออาชีพ เส้นทางความอยู่รอดหรือรุ่งโรจน์ขององค์กร ระบุว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยน่าจะติดลบมากที่สุดในโลก ในอัตรา 4.05% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกับทุกประเทศยกเว้นประเทศจีนที่มีอัตราการเติบโตเป็นบวก เหตุที่ไทยติดลบมากที่สุด เพราะปัญหาวิกฤติการเงินโลกได้ส่งผลกระทบไปยังภาคการส่งออก หากรัฐบาลไม่มีมาตรการการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและต่อเนื่อง
"จากข้อมูลที่รวบรวมพบว่าตัวเลขการเติบโตในไตรมาสแรกปีนี้น่าจะติดลบมากสุดที่ 6.02% ขณะที่ภาพรวมทั้งปีจะติดลบ 4.05% ถือว่ามากสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก สิ่งที่จะช่วยให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้นั้น คือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการคลัง เพราะนโยบายการเงินไม่สามารถใช้ได้แล้ว" อดีตรองนายกรัฐมนตรีกล่าว
ดร.โอฬารกล่าวว่า แนวโน้มตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมกราคมนี้ จะยังคงติดลบอย่างน้อย 25% เป็นผลจากไตรมาสที่แล้วที่ส่งออกติดลบประมาณ 20% มาจากการบริโภคสินค้าคงทนลดลงอย่างมาก โดยกลุ่มผู้ส่งออกไทยที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยทั้ง 3รายการคิดเป็นสัดส่วน 60% ของยอดส่งออกทั้งหมด หากรัฐบาลไม่มีมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวอาจจะส่งผลให้มีผู้ถูกเลิกจ้างงานจำนวน 1-1.5 ล้านคน
"การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจควรจะทำให้ฟื้นให้ได้ภายใน 2 ปี และไม่ควรนานถึง 6 ปี ซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจในรอบนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่สุดในรอบศตรววษที่ 21" ดร.โอฬารกล่าว
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เห็นชอบแผนกู้เงินเพื่อวิกฤติเศรษฐกิจ 2 โครงการ วงเงิน 2.7 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการเงินกู้ต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7 หมื่นล้านบาท และโครงการกู้เงินระยะสั้นสำหรับรัฐวิสาหกิจ วงเงินไม่เกิน 2 แสนล้านบาท
เงินกู้ทั้ง 2 โครงการเพื่อเตรียมไว้ แต่ยังไม่ได้นำมาใช้ทันที เพราะเกรงว่าเศรษฐกิจจะทรุดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยตั้งวงเงินสำรองเพื่อให้มั่นใจว่ามีเงินพอสำหรับเศรษฐกิจ และเข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้น เนื่องจากยังไม่รู้ว่าใน 7 เดือนข้างหน้าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร เรื่องนี้ถือเป็นแผนรองรับวิกฤติเศรษฐกิจ นายกรณ์กล่าว
ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.ได้มอบให้กระทรวงการคลังจัดเตรียมกรอบสัญญากู้เงิน เพื่อเสนอรัฐสภาเห็นชอบ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 190 ก่อน เมื่อเจรจากับต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจะเสนอสภาเห็นชอบก่อนลงนามอีกครั้ง



