
'โอบามา'เข้าใจการเมืองไทยซับซ้อน!
19 พ.ย. 2558
การเมืองไทยซับซ้อน 'ประยุทธ์' เผย 'โอบามา' เข้าใจ - ห่วงใยสิทธิมนุษยชน 'ไทย-ฮ่องกง' ร่วมผลักดันเอสเอ็มอี ขับเคลื่อน ศก. เตรียมร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน 19-22 พ.ย.
19 พ.ย. 58 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ในระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิค (เอเปค) ครั้งที่ 23 ระหว่างวันที่ 17 - 19 พ.ย. ตนได้พบกับนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ เนื่องจากนั่งประชุมติดกัน จึงได้ขอบคุณสหรัฐที่ส่งเอกอัครราชทูตมาประจำประเทศไทย ซึ่งนายโอบามา ระบุว่า ยินดี เพราะความเป็นพันธมิตรระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา มีมายาวนาน และทอดทิ้งกันไม่ได้ และยังยินดีที่จะสนับสนุนไทยเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งตนได้ยืนยันว่า จะพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ไทยเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์และยั่งยืน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ผู้นำสหรัฐฯ ยังย้ำว่าทราบดีถึงความซับซ้อนทางการเมืองไทย แต่สิ่งที่ห่วงใยคือ เรื่องสิทธิมนุษยชน และตนได้ยืนยันว่า พยายามดูแลในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเรื่องของการข่าวจากผู้ที่ไม่หวังดี ซึ่งบางครั้งนำเสนอโดยไม่มีข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน ดังนั้น จึงอยากขอร้องสื่อมวลชนว่า อย่ารับข้อมูลที่ผิดๆ มานำเสนอ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่เป็นเหตุหนึ่งทำให้อีกฝ่ายมากดดันเราในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง
'ไทย-ฮ่องกง' ร่วมผลักดันเอสเอ็มอี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
เมื่อเวลา 08.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ โรงแรมดุสิตธานี มะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พล.อ.ประยุทธ์ พบหารือทวิภาคีกับนายซี วาย เลิง ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ภายหลังการหารือ พลตรีวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายกล่าวยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายพอใจกับภาพรวมความสัมพันธ์ไทย - ฮ่องกง โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน การขยายการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งฮ่องกงถือเป็นคู่ค้าและคู่ลงทุนที่สำคัญลำดับต้นๆ ความสัมพันธ์ระหว่างไทย - ฮ่องกง ยังมีความแนบแน่นในทุกระดับ ทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน โดยได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณฮ่องกงที่ให้ควมสนใจสั่งซื้อข้าวไทยเป็นจำนวนมากมาตลอด ขอยืนยันว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมและเฝ้าระวังมาตรฐานคุณภาพอาหาร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าข้าวและผลไม้ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคและชื่อเสียงสินค้าไทยเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ขอให้ฮ่องกงช่วยตรวจสอบกรณีการลักลอบปนเปื้อนข้าวส่งออกจากไทย เพราะก่อนการส่งออกข้าวจากท่าเรือของไทย มีการตรวจสอบมาตรฐานและความถูกต้องอย่างเข้มงวด เมื่อถึงปลายทางก็ตรวจซ้ำอีกครั้ง แต่กลับพบว่ามีการลักลอบปนเปื้อนข้าว ซึ่งเป็นการทำลายชื่อเสียงคุณภาพข้าวของไทย ซึ่งไทยขอให้ฮ่องกงช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย
การส่งเสริมการท่องเที่ยวนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ริเริ่มการท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อเปิดรับการท่องเที่ยวทางเรือสำราญเพิ่มเติมอีกด้วย รวมทั้งการจัดทำการโปรแกรมการท่องเที่ยวแบบแพคเกจ (Package) เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวทั้งไทย ฮ่องกง และอาเซียน
สำหรับการสร้างความเชื่อมโยงนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบรถ ราง และเรือ เชื่อมโยงแต่ละประเทศ ช่วยลดต้นทุนการขนส่งและย่นระยะเวลาการเดินทาง ซึ่งฮ่องกงมีความเชี่ยวชาญซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไทย ทั้งนี้ ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง กล่าวว่า ฮ่องกงมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ทั้งถนน อุโมงค์ โดยเฉพาะราง และดำเนินควบคู่ไปพร้อมกับการพัฒนาที่ดินบริเวณโดยรอบเส้นทางรถไฟ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุด ทั้งต่อชุมชนและเศรษฐกิจประเทศโดยรวม
นายกรัฐมนตรียังเชิญชวนให้นักลงทุนชาวฮ่องกงมาลงทุนในไทย ทั้งลักษณะกลุ่มอุตสาหกรรม (Cluster) และ Super Cluster ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนภาคเอกชน ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเป็นพิเศษ
สำหรับความร่วมมือเพื่อการส่งเสริม SMEs นั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความสำคัญของการเชื่อมโยง SMEs ระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากกรอบความร่วมมือการค้าเสรีทุกระดับ เพื่อให้ SMEs ของแต่ละประเทศสามารถเติบโตไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง กล่าวเห็นพ้องว่า สำหรับฮ่องกงแล้ว SMEs ถือเป็นแกนหลักที่สำคัญของเศรษฐกิจของฮ่องกง โดยฮ่องกงเน้นส่งเสริม SMEs ตั้งแต่เริ่มธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านระบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) การวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการให้ความสำคัญในการออกกฎระเบียบเพื่อให้การริเริ่มจัดตั้งธุรกิจ เป็นไปได้โดยง่ายและสะดวก ขณะเดียวกัน กฎหมายต่างๆ จะต้องเอื้อประโยชน์ต่อการประกอบการ เพื่อส่งเสริมการเติบโตและให้ธุรกิจสามารถดำรงอยู่ได้
ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เห็นชอบตามข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีที่อยากเห็นความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ SMEs ของทั้งสองฝ่าย โดยเสนอให้มีการหารือระหว่างสถาบันและองค์กรเอกชนระหว่างกัน อาทิ หอการค้าไทย - ฮ่องกง เป็นต้น นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ยังเห็นพ้องในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างกัน
ถ่ายภาพหมู่ผู้นำเอเปคด้วยชุดประจำชาติฟิลิปปินส์
ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ระหว่างการร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ว่า เมื่อช่วงค่ำของวานนี้ (18 พ.ย.) ในการประชุมวันที่สอง นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมถ่ายภาพหมู่กับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค และคู่สมรส ด้วยการแต่งกายในชุดประจำชาติของฟิลิปปินส์ จากนั้นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค โอกาสนี้นายกรัฐมนตรี ได้ทักทาย และร่วมวงสนทนากับผู้นำจากชาติต่างๆ อาทิ นายโอบามา นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดยมีการพูดถึงเสื้อบารอง ตากาล็อก ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของฟิลิปปินส์ ที่แต่ละคนมีลายปักไม่เหมือนกัน
สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรี ในวันนี้ (19 พ.ย.) จะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปควันที่สอง ก่อนที่ในช่วงค่ำนายกรัฐมนตรี และภริยา พร้อมคณะ จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาตินินอย อาคีโน กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 27 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ระหว่างวันที่ 19 - 22 พ.ย.นี้
เตรียมร่วมหารือวิสัยทัศน์อาเซียน 10 ปี
นายจักรกฤษณ์ ศรีวลี อธิบดีกรมอาเซียน กล่าวถึงกำหนดการของพลเอกประยุทธ์ ซึ่งจะเดินทางร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 27 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง อาทิ การประชุมอาเซียนบวกสาม การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก หรืออีสเอเชีย ซัมมิท และการประชุมเออาร์เอฟ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 21 - 22 พฤศจิกายนนี้ มีหัวข้อหลัก “Our people, Our Community, Our Vision” ว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้มีความสำคัญ เป็นการพบปะกันระหว่างผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะประกาศจัดตั้งประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ขณะที่การประชุมครั้งนี้จะมีผู้นำจากประเทศคู่เจรจาที่มีความสำคัญต่ออาเซียนเข้าร่วม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย และอินเดีย เข้าร่วมด้วย
นายจักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ พลเอกประยุทธ์จะร่วมหารือและรับรองวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนใน 10 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี 2559 - 2568 เพื่อกำหนดทิศทางของประชาคมอาเซียนในอนาคต โดยเน้นให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้ ช่วยเสริมสร้างวิสัยทัศน์ของประชาคมอาเซียนที่ประเทศสมาชิกและประชาชนของภูมิภาคเดินหน้าอย่างมีเอกภาพอย่างแท้จริง และสนับสนุนอาเซียนในการเป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมในภูมิภาค เพื่อให้อาเซียนมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ
นายจักรกฤษณ์ กล่าวด้วยว่า การประชุมครั้งนี้ จะมีการออกเอกสารสำคัญๆ อาทิ ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ 31 ธ.ค. 2558 เอกสารวิสัยทัศน์อาเซียนปี 2015 มุ่งหน้าไปด้วยกัน และอนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ สตรีและเด็ก โดยเน้นการเพิ่มแก้ไขปัญหาที่่ต้นตอ นอกจากนี้ประเด็นที่อาจถกเถียงให้เกิดความคืบหน้าเป็นเรื่องทะเลจีนใต้ โดยจะเน้นถึงพยายามให้มีการหารือเพื่อจัดทำการยกร่างระเบียบปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (ซีโอซี) ให้บ่อยขึ้น ภายหลังที่อาเซียนและจีนมีข้อยุติในเอกสารที่กำหนดประเด็นที่ต่างฝ่ายต่างเห็นชอบร่วมกันว่ามีความสำคัญสำหรับการจัดทำซีโอซีมาก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่ท่าทีของจีนยังคงต้องการให้การนำแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (ดีโอซี) ไปปฏิบัติถึงขั้นเป็นหลักการ เพราะเห็นว่าตอนนี้อาเซียนเน้นซีโอซีมากเกินไป



