ข่าว

อะนอนีมัสเปิดศึกถล่มไอเอส

อะนอนีมัสเปิดศึกถล่มไอเอส

19 พ.ย. 2558

อะนอนีมัสเปิดศึกถล่มไอเอส

             หลังสิ้นเสียงปืนและระเบิดกลางกรุงปารีสที่เป็นผลงานอันแสนเลวร้ายของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ได้ไม่นาน ประชาคมโลกก็ร่วมใจกันปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้กันอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียว เพื่อหยุดยั้งปฏิบัติการของไอเอสนอกพื้นที่สู้รบในอิรักและซีเรีย

             นอกจากรัฐบาลฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศอย่างเปิดเผยว่า จะกวาดล้างกลุ่มไอเอสให้สิ้นซากแล้ว ยังมีเสียงจากเงามืดของกลุ่มแฮ็กเกอร์ระดับโลกอย่าง “อะนอนีมัส” ผู้ปฏิบัติการลับเจาะเว็บไซต์ฐานข้อมูลขององค์กรรัฐ รวมทั้งเอกชนชั้นนำของโลกมาแล้วหลายครั้ง ที่ประกาศความร่วมมือในการปราบปรามกลุ่มไอเอสด้วยเช่นกัน

             อะนอนีมัส ประกาศว่า จะลงมือปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่กลุ่มเคยลงมือทำ เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ก่อการร้ายในกรุงปารีสจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 129 คน โดยเป็นการยกระดับปฏิบัติการของกลุ่มเพื่อต่อต้านไอเอส หลังจากอะนอนิมัสหันกระสุนคีย์บอร์ดไปยังกลุ่มไอเอส หลังจากที่ไอเอสลงมือก่อเหตุยิงกราดที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ชาลี เอบโด เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา

             ทั้งยังอ้างว่า ได้ปิดบัญชีทวิตเตอร์ รวมทั้งเว็บไซต์ของไอเอสแล้วจำนวนหนึ่ง อีกทั้งเมื่อวันอาทิตย์ (15 พ.ย.) ยังเปิดเผยชื่อบัญชีทวิตเตอร์กว่า 1,000 บัญชี ที่อะนอนิีมัสอ้างว่าเป็นบัญชีของสมาชิกกลุ่มไอเอสที่ใช้ในการระดมนักรบรุ่นใหม่ ถือเป็นกระสุนนัดแรกที่อะนอนีมัสยิงเข้าใส่ไอเอสหลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่กรุงปารีสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

             คำถามที่ตามมาก็คือ ความพยายามของกลุ่มอะนอนีมัสในการเปิดศึกกับไอเอสนั้น จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อปฏิบัติการในสื่อออนไลน์ของกลุ่มไอเอสโดยตรงได้หรือไม่

             ในแถลงการณ์ของกลุ่มอะนอนีมัสที่มีบุคคลสวมหน้ากากกาย ฟอกส์ ประกาศกร้าวผ่านคลิปวิดีโอในเว็บไซต์ยูทูบ ระบุว่า เหล่าแฮ็กเกอร์สมาชิกของกลุ่มอะนอนีมัสทั่วโลกจะร่วมกันปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดต่อกลุ่มไอเอส และจะทำให้ไอเอสถูกโจมตีทางไซเบอร์จำนวนมาก

             ขณะที่ปฏิบัติการภายใต้รหัส #OpISIS ของกลุ่มอะนอนีมัสที่เริ่มต้นหลังจากเหตุยิงกราดสำนักงานใหญ่ชาร์ลี เอบโด ก็มีการอ้างว่าทางกลุ่มสามารถปิดเว็บไซต์ เจาะเข้าสู่ระบบเครือข่ายส่วนตัว อีเมล และระบุที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต (ไอพี แอดเดรส) รวมทั้งระบุบัญชีทวิตเตอร์กว่า 9,000 บัญชี ที่กลุ่มไอเอสใช้ในปฏิบัติการสงครามจิตวิทยาต่อประชาคมโลกได้แล้ว

             ขณะที่การยกระดับปฏิบัติการภายใต้รหัส #OpISIS ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางกลุ่มอะนอนีมัสอ้างว่าสามารถปิดบัญชีทวิตเตอร์ 3,800 บัญชีที่ให้การสนับสนุนกลุ่มไอเอสแล้ว และมีการจัดตั้งกลุ่มปฏิบัติการข่าวกรอง วิเคราะห์ข่าวกรองและวางระบบการโจมตีกลุ่มไอเอสทางโลกออนไลน์

ไอเอสใช้ระบบสื่อสารเข้ารหัสของตัวเอง?

             แต่รัฐบาลทั่วโลกและกลุ่มอะนอนีมัสอาจจะเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ในการเข้าถึงและปราบปรามปฏิบัติการของกลุ่มไอเอส เนื่องจากไอเอสใช้แอพพลิเคชั่นการสื่อสารที่มีการเข้ารหัสของตัวเองเพื่อรักษาความลับในการลงมือปฏิบัติการของกลุ่ม

             ที่ีผ่านมาหน่วยข่าวกรองของยุโรปได้รับการเตือนและตื่นตัวกับการสร้างแอพพลิเคชั่นการสื่อสารเข้ารหัสของไอเอสโดยผู้เชี่ยวชาญรุ่นเยาว์ของกลุ่มไอเอสมาพักใหญ่แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ด้านการต่อต้านก่อการร้ายของยุโรปนายหนึ่งยอมรับว่า ไอเอสมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจากการระดมผู้เชี่ยวชาญรุ่นเยาว์ที่มีความชำนาญในการเขียนแอพพลิเคชั่นเข้ารหัสให้แก่กลุ่มไอเอสมาอยู่ในมือ

             ทั้งยังใช้ระบบการสื่อสารเข้ารหัสมากกว่า 120 รูปแบบในการใช้แอพพลิเคชั่นการสื่อสารสาธารณะเช่น ไซเลนท์ เซอร์เคิล (Silent Circle) เทเลแกรม (Telegram) และวอทส์แอพ (WhatsApp)

             นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่รัฐบาลยังจับตามองการสื่อสารผ่านระบบเกมคอนโซลที่เชื่อมต่อเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ส่งสารหากันและกัน เช่น เกมคอนโซล เพลย์ สเตชั่น 4 ที่รันเกมอย่าง เซคคันด์ไลฟ์ หรือเวิลด์ ออฟ วอร์คราฟ ที่พบว่ากลุ่มไอเอสใช้เป็นช่องทางการสื่อสาร รวมทั้งถ่ายโอนเงินระหว่างกันอีกด้วย

             แม้จะรู้ว่ามีการเข้ารหัสการสื่อสารของกลุ่มไอเอสในระบบการสื่อสารสาธารณะ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการก่อการร้ายก็ยังไม่สามารถเอื้อมมือเข้าไปถึงต้นทางและปลายทางของสารเข้ารหัสเหล่านั้นได้โดยตรง เนื่องจากถูกจำกัดขอบเขตอำนาจด้วยกฎหมายปกป้องสิทธิพื้นฐานของพลเมืองในประเทศ เพราะการสื่อสารของกลุ่มไอเอสใช้วิธีแฝงตัวเข้าไปในระบบสื่อสารของกลุ่มคนหมู่มากที่ใช้แอพพลิเคชั่นการสื่อสารสาธารณะที่ได้รับการปกป้องความเป็นส่วนตัวตามกฎหมาย

             หากเชื่อมโยงปฏิบัติการของกลุ่มอะนอนีมัสเข้ากับปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐบาลในการปราบปรามสมาชิกไอเอสเข้าด้วยกัน ก็น่าจะส่งผลดีต่อการทำลายกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มนี้ออกจากโลกออนไลน์ได้ไม่น้อย อย่างไรก็ตามควรมีการกำหนด “ขอบเขต” ของปฏิบัติการของทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันการล่วงล้ำไปยังความเป็นส่วนตัวของผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับไอเอสให้ชัดเจนด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิพื้นฐานของพลเมืองโดย “ตั้งใจ”