ข่าว

รบ.แถลงผลงาน3วันธ.ค.นี้

รบ.แถลงผลงาน3วันธ.ค.นี้

18 พ.ย. 2558

'สุวพันธุ์' เผย ใช้เวลา 3 วัน แถลงผลงานรัฐบาลปลาย ธ.ค.นี้ ชี้ 'ไอเอส' เปิดสาขาเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกขยายพื้นที่หาสมาชิกใหม่

 
                      18 พ.ย. 58  นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล หรือ กขร. ว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำในการทำความเข้าใจกรอบการทำงานระหว่างรัฐบาลกับส่วนราชการกระทรวงต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของรัฐบาลในระยะที่ 2 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2558 ถึงกรกฎาคม 2560 ดำเนินการอย่างราบรื่น รวมทั้งได้ชี้แจงบทบาทของ กขร.ว่าจะต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อการขับเคลื่อนงานและการปฏิรูปกับคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินทั้ง 6 ชุด ที่มีมติ ครม.แต่งตั้งเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา และมติ ครม.ให้ทุกกระทรวงทำแผนปฏิบัติการในระยะที่ 2 โดยแบ่งเป็น 4 ช่วงเวลา ซึ่งแผนดังกล่าวต้องยึดโยงกับการบริหารราชการแผ่นดินและการปฏิรูปด้วย ดังนั้น ในวันนี้จึงใช้เวลาในการหารือเรื่องนี้กันมาก จึงสรุปได้ว่า ฝ่ายเลขาฯ จะไปทำกรอบของการจัดทำแผนให้ทุกกระทรวงส่งกลับมาภายในวันที่ 14 ธันวาคมนี้
 
                      นายสุวพันธุ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ เนื่องจากการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ย้ำว่า การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และวันนี้สำนักงบประมาณได้รายงานการเบิกจ่ายที่สูงกว่าเป้าหมายกว่าร้อยละ 3.6 แต่ได้กำชับไปว่า กรณีของงบลงทุนต้องเร่งรัด เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ และติดตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ กรณีโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท วงเงินงบประมาณ 39,000 ล้านบาท มีการส่งคำขอมาแล้ว 36,000 ล้านบาท และมีการจัดสรรไปแล้ว 23,000 ล้านบาท ก็จะต้องเร่งรัดในการเบิกจ่ายงบประมาณต่อไป ส่วนที่เหลือ สำนักงบประมาณก็จะพิจารณารายละเอียดของโครงการ ส่วนมาตรการการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็ก วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ได้รับการอนุมัติแล้วประมาณ 22,000 ล้านบาท เบิกจ่ายไป 1,034 ล้านบาท ซึ่งถือว่าการเบิกจ่ายงบยังล่าช้า จึงจำเป็นต้องเร่งรัดไปยังกระทรวงต่างๆ ที่มีการดำเนินการโครงการดังกล่าว
 
                      รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่กระชุมยังมีการหารือถึงเตรียมการแถลงผลงาน 1 ปีของรัฐบาลว่า จะมีการจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคม ช่วงวันที่ 21 , 23 , 24 ธันวาคมนี้ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยกำหนดการณ์ที่แน่ชัดจะต้องรอการพิจารณาจากนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยในวันแรกจะมีการจัดนิทรรศการจากกระทรวงทบวงกรมต่างๆ โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวเปิดงานและจะให้รองนายกรัฐมนตรีในแต่ละด้านทยอยแถลงผลงานในส่วนที่ได้รับผิดชอบ และจะมีการเลี้ยงอาหารกลางวันและเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวได้ซักถามข้อสงสัยกับผู้แถลง และในวันสุดท้ายของการแถลงผลงาน นายกรัฐมนตรีจะกล่าวสรุปและร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มีการจัดเตรียมเอกสารเสร็จสิ้นแล้ว อีกทั้งจะมีการจัดพิมพ์เอกสารดังกล่าวแจกจ่ายไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สื่อมวลชน และประชาชน โดยเนื้อหาจะครอบคลุมนโยบายทั้ง 11 ด้านที่รัฐบาลดำเนินการมาตลอด 1 ปี โดยจะมีการพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ส่วนจะมีการแถลงผลงานต่อ สนช.อย่างเป็นทางการหรือไม่นั้น จะต้องหารือวิป สนช.อีกครั้ง
 
 
 
ชี้ 'ไอเอส' เปิดสาขาเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกขยายพื้นที่หาสมาชิกใหม่
 
 
                      นายสุวพันธุ์ ในฐานะอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวการตั้งสาขาของกลุ่มก่อการร้ายไอเอสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า ในส่วนของประเทศไทยยังไม่เห็นหรือพบว่าเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอสในซีเรีย และการวิเคราะห์ข้อมูลใดๆ ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ยอมรับว่า ทุกประเทศมีความเสี่ยงทั้งสิ้นตามสภาพแวดล้อมของประเทศ และประเทศเพื่อนบ้านของไทยบางประเทศก็มีคนเข้าไปร่วมกับกลุ่มไอเอสที่ซีเรีย แต่การขยายสาขามีความเป็นไปได้ เพราะเป็นยุทธศาสตร์การขยายพื้นที่และการหาสมาชิกใหม่ แต่ของไทยยังไม่พบ ขณะที่ไทยก็มีประเด็นเรื่องการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อยู่แล้ว หน่วยงานความมั่นคงจึงต้องทำไปพร้อมๆ กัน เราจึงมีหน้าที่ในการป้องกัน โดยมาตรการการข่าว รวมถึงการประสานกับประชาคมโลก เพราะถือเป็นภัยคุกคามใหม่ ขณะเดียวกันทำให้เห็นว่าแต่ละประเทศโดยเฉพาะมหาอำนาจมีความร่วมมือกันมากขึ้น
 
                      นายสุวพันธุ์ กล่าวอีก่วา ทั้งนี้มั่นใจว่าไทยมีมาตรการการป้องกันอย่างเต็มที่ และต้องเปิดให้มีการตรวจสอบอยู่เสมอ ที่สำคัญเครือข่ายภาคประชาชนต้องมีความเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม สังคมไทยไม่ใช่สังคมสุดโต่ง จึงต้องรักษาสังคมนี้ไปให้ได้ ประกอบกับยังไม่มีแนวคิดเรื่องรัฐอิสลาม ส่วนการก่อเหตุดังกล่าวจะกลายเป็นปัญหาของโลกหรือไม่นั้น มองว่า การก่อเหตุดังกล่าวเป็นช่วงจังหวะซึ่งถือเป็นเหตุใหญ่และโลกให้ความสนใจ ฝ่ายกระทำจึงต้องรุกต่อไป แต่จะทำได้ดีเพียงแค่ไหนเป็นเรื่องของการป้องกันแต่ละประเทศที่จะประมาทไม่ได้
 
                      อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยมีการป้องกันหลายอย่าง เช่น การควบคุมตามชายแดน การตรวจคนเข้าเมืองที่ไทยมีพรมแดนธรรมชาติอยู่จำนวนมาก จึงต้องเฝ้าระมัดระวังให้เข้มข้นขึ้น ร่วมกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเอกสารขาเข้าขาออกที่จะต้องกรอกให้ครบถ้วนเพื่อให้สามารถติดตามได้ง่าย สำหรับหนังสือเดินทางปลอมมีการดำเนินการจับกุมและปราบปรามได้จำนวนมาก แต่ก็ต้องดูแหล่งผลิตว่าอยู่ที่ใด ซึ่งอาจไม่ใช่ประเทศไทย รวมทั้งจะต้องดูในส่วนการค้ามนุษย์กับการก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกัน เนื่องจากต้องพึ่งพากลุ่มค้ามนุษย์ในการสร้างเอกสารปลอม
 
                      ส่วนข้อกังวลที่ว่าการเปิดประชาคมอาเซียนจะทำให้การควบคุมยากขึ้นนั้น นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า อยู่ที่ความสัมพันธ์ในการทำงานของฝ่ายความมั่นคง กองทัพ หน่วยข่าว ถ้ามีความสัมพันธ์ดี ความร่วมมือจะตามมา แต่เชื่อว่าการเปิดประชาคมอาเซียนไม่ใช่การเปิดประตูทุกบาน แต่ทำให้บางเรื่องดำเนินการได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น แต่ทุกประเทศก็ยังมีระบบควบคุมอยู่