ข่าว

ตอบโต้‘ก่อการร้ายปารีส’ระวังขยายความขัดแย้ง

ตอบโต้‘ก่อการร้ายปารีส’ระวังขยายความขัดแย้ง

18 พ.ย. 2558

ตอบโต้‘ก่อการร้ายปารีส’ ระวังขยายความขัดแย้ง

           ตั้งแต่เกิดเหตุวินาศกรรม โดยฝีมือของ “กลุ่มไอเอส” ที่กลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จำนวนประชาชนที่เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นจาก 127 เป็น 129 คน ต่อมามีการประกาศตอบโต้อย่างไร้ความปรานีีจากรัฐบาลฝรั่งเศส และล่าสุด นายฟรังซัวส์ ออลลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้สั่งการให้นำฝูงบินเข้าถล่มฐานที่มั่นต่างๆ ของกลุ่มไอเอส ในประเทศซีเรียแล้ว

           หลายฝ่ายเห็นว่าจากนี้ไปทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมจากภัยก่อการร้ายรูปใหม่และการตอบโต้ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำพาโลกใบนี้ไปสู่จุดหมายใด

           “ศราวุฒิ อารีย์” รองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า บทบาทของประเทศฝรั่งเศสในภูมิภาคตะวันออกกลาง ถือเป็นแกนนำสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศลิเบีย เมื่อกันยายนปีที่แล้ว และฝรั่งเศส เป็น 1 ใน 5 ชาติพันธมิตรร่วมกับสหรัฐ กวาดล้างกลุ่มไอเอส ในซีเรีย อิรัก และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง

           “ผมมองว่าการแสดงบทบาทต่างๆ ของฝรั่งเศสก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ที่ตนมีอยู่ในแถบตะวันออกกลาง และเกี่ยวข้องในฐานะเป็นอดีตเจ้าอาณานิคม ซึ่งทำให้กลุ่มไอเอสไม่พอใจ แม้ว่ากลุ่มไอเอสจะเคยประกาศโจมตีกลุ่มชาติพันธมิตรของสหรัฐ"

           รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษาฯ กล่าวว่า แต่ในวันนี้ประเทศฝรั่งเศส กลายเป็นเป้าหมายใหญ่ เพราะจำนวนประชากรมีสัดส่วนชาวมุสลิมมากที่สุด และการจัดการชนกลุ่มน้อยในฝรั่งเศส เช่น ผู้อพยพชาวแอฟริกัน และผู้คนจากเอเชียใต้ ที่เป็นชาวมุสลิม ตั้งแต่ในอดีตจนปัจจุบันกลายเป็นประชากรรุ่นที่ 2-3 ที่เติบโตในเมือง ตามวัฒนธรรมแบบฝรั่งและกำลังสูญเสียอัตลักษณ์เดิมแบบมุสลิม ชาวมุสลิมในฝรั่งเศสถูกกดขี่ ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม พวกเขาในวันนี้คือวัยรุ่นที่ออกมาก่อจลาจลซึ่งพบเห็นได้บ่อยในระยะหลังๆ นี้

           แรงกดดันดังกล่าวสะสมเรื่อยมา เพราะไม่ได้รับการยอมรับจึงหันเหไปยังกลุ่มที่ให้ความเป็นธรรม ซึ่งเป็นโอกาสของกลุ่มไอเอสได้สมาชิกจากคนฝรั่งเศสไปร่วมรบในซีเรีย

           “ปัญหาที่แท้จริง มี 2 ประการ จุดเริ่มต้นจากเรื่องภายในของฝรั่งเศส และบทบาทของฝรั่งเศสในการเข้าร่วมโจมตีกลุ่มไอเอส” ศราวุฒิ กล่าว

           เขายังมองถึงการตอบโต้กลับว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการถูกตอบโต้กลับจากฝรั่งเศส ไม่ได้อยู่ในสายตาของกลุ่มไอเอส เพราะการโจมตีในแต่ละครั้งของกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้ จะวางแผนว่าทำอย่างไรให้มีคนตายมากที่สุด เพื่อสร้างแรงกดดันให้ชาติที่ตกเป็นเป้าหมายใช้กำลังตอบโต้กลับ

           "เช่นเดียวกับเหตุการณ์ 911 ที่สหรัฐตอบโต้กลับทันที ด้วยการถล่มที่มั่นต่างๆ ของกลุ่มอัล-ไกดา แต่ 14 ปีที่ผ่านมา กลุ่มอัล-ไกดาก็ยังคงอยู่ แต่สหรัฐกลับสร้างกระแสความหวาดระแวงในกลุ่มมุสลิมให้แพร่ขยายไปทั่วโลก ซ้ำยังให้เกิดกลุ่มติดอาวุธเลือดใหม่ อย่างกลุ่มไอเอส”

           ศราวุฒิ ระบุว่า สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นกับประเทศฝรั่งเศส และยิ่งเห็นเด่นชัดเมื่อกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยประกาศว่า เป็นพันธมิตรกับกลุ่มไอเอส ก็ยังประกาศร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับไอเอสแล้ว นั่นแสดงว่าความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มไอเอส คือการขยายความขัดแย้ง

           “ยิ่งใช้ความรุนแรง กลุ่มไอเอสจะยิ่งเข้มแข็งมากขึ้น เพราะสมาชิกเพิ่มมากขึ้น” รองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษา กล่าว

           ส่วนการแพร่ขยายสมาชิกในกลุ่มมุสลิมชาติเอเชีย ศราวุฒ เห็นว่า ยังไม่น่าเป็นกังวลนัก เนื่องจากมุสลิมในแถบเอเชีย ส่วนใหญ่มีความรู้ด้านศาสนาเป็นอย่างดี และในการศึกษาก็พบว่าส่วนใหญ่ของมุสลิมที่เคร่งศาสนา จะมีความเป็นสายกลางและไม่ถูกชักจูงง่าย เช่น สมาชิกไอเอสที่มาจากประเทศอินโดนีเซียมีประมาณ 200 คน ประเทศมาเลเซียมีประมาณ 100 คน แต่เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนกับจำนวนประชากรแล้วถือว่าน้อยมาก

           “ฉะนั้นการแก้ปัญหา ควรทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของปัญหา โครงสร้าง ความเป็นไปตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การใช้อารมณ์โกรธแค้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ดังเช่น จุดอ่อนของปัญหาในฝรั่งเศส เริ่มจากปัญหาภายใน ที่กลุ่มหัวรุนแรงนำมาใช้เป็นประโยชน์ รวมไปถึงการเข้าไปรักษาผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ”

           สำหรับปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มไอเอสและฝรั่งเศส “อณัส อมาตยกุล” อาจารย์ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เรื่องนี้มีความซับซ้อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนาและวัฒนธรรมและยังเกี่ยวข้องกับความแตกต่างในเรื่องของอุดมคติทั้งชาวฝรั่งเศสและประชาคมมุสลิมทั้งในพื้นที่ฝรั่งเศสเองหรือในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

           “เวลานี้คิดว่าชาวฝรั่งเศสกำลังติดหล่มเสรีภาพและประชาธิปไตย ภาพการ์ตูนชาร์ลี เอ็บโด ที่เป็นปัญหาถือว่าล้ำเส้นมาก และความสูญเสียครั้งนี้ รัฐบาลและสังคมฝรั่งเศสพากันชี้ถึงการละเมิดมนุษย์คนอื่น เป็นไปได้ไหมหากโรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่ครูในโรงเรียนนั้นสอนให้ลูกศิษย์วาดการ์ตูนล้อเลียนโรงเรียนอื่น คุณคิดว่าโรงเรียนแห่งนั้นจะไม่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายหรือ”

           “นิมิต อังก์” หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดเป็นการต่อสู้กันของ 2 อุดมคติ เพราะการก่อการร้าย การทำสงคราม เป็นการแสดงออกทางการเมือง เพื่อต้องการนำไปสู่ผลและเป้าหมายทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง

           “การเมืองที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ผมมองว่าเป็นการเมืองเรื่องอัตลักษณ์ เป็นการต่อสู้ของสองความคิด ระหว่างกลุ่มคนที่เชื่อว่าเสรีภาพ อิสรภาพ เป็นสากลนิยม เป็นสิ่งซึ่งตามมาด้วยตรรกะและเหตุผลของการเป็นมนุษย์ เป็นค่านิยมของชาวตะวันตก และการที่อีกอัตลักษณ์หนึ่ง กลับมาบอกว่าไม่ จะต้องห้ามเส้นนี้ เพราะเส้นนี้เป็นเส้นแห่งความตาย เป็นเส้นแห่งการห้ามหยาม ไม่งั้นจะต้องได้รับผล ฟังแล้วเหมือนกับเป็นการข่มขู่ ที่บอกว่าจะทำอะไรก็ทำ แต่อย่ามาทำบ้านฉัน คนที่อพยพเข้าไปในฝรั่งเศส ตั้งแต่ยุคปลดปล่อยอาณานิคม คนที่เข้ามาอยู่ในฝรั่งเศสต้องเป็นชาวฝรั่งเศส โดยละทิ้งอัตลักษณ์อันอื่นของคุณ แล้วมารับอัตลักษณ์ของชาวฝรั่งเศสเข้าไปแทนที่”

           ส่วน “อาทิตย์ ทองอินทร์” หัวหน้าภาควิชาสังคมศาสตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เหตุการณ์ที่สนามสต๊าด เดอ ฟรองซ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นชาวมุสลิม ที่ทำหน้าที่ล็อกคนที่จะก่อเหตุระเบิด ตรงนี้จะเห็นได้ว่าชาวมุสลิมที่อยู่ในฝรั่งเศสไม่ได้เห็นด้วยกับการก่อการร้าย แต่อีกแนวทางก็คือก็เหมือนกับชาติอื่นๆ ที่มีการต่อต้านผู้อพยพที่อยู่เยอะมาก มีการปลุกระดมอยู่ตลอดเวลาว่าผู้อพยพเข้ามาอยู่แล้วแย่งงานชาวฝรั่งเศส

           ขณะเดียวกัน ซูเปอร์สตาร์ที่เป็นที่นิยมยกย่องของชาวฝรั่งเศส เช่น ซีเนอดีน ซีดาน นักฟุตบอลระดับแนวหน้าของโลกก็มีเชื้อสายแอลจีเรีย ตรงนี้ถือเป็นมายาคติของชาติพันธุ์ ดังนั้น จะเหมารวมไม่ได้ ซึ่งที่บอกว่าชาวมุสลิมเป็นกลุ่มหัวแข็งไม่ยอมเปลี่ยนแปลง สู้แบบถอนรากถอนโคน เรื่องนี้ขอบอกว่าไม่ใช่ ชาวมุสลิมทุกคนไม่ได้หัวแข็ง ไม่ใช่ทั้งหมด ก็มีบ้างและก็มีแบบภาวะสุดโต่ง

           “หากมองในมุมของไอเอสแล้ว เป้าหมายที่จะก่อการร้ายจะประกาศชัดเจน โดยไอเอสมองตัวเองว่าเป็นรัฐกับบรรดาชาติที่ไปทำสงครามกับเขา แต่จะเจอกันในรูปแบบไหนเท่านั้น”