
กรธ.ปรับใหม่ที่มาส.ว.เน้นปชช.มีส่วนร่วม
กรธ.ปรับใหม่ ที่มาส.ว. เน้นปชช.มีส่วนร่วม ผุดให้มีตัวแทนวิชาชีพเป็นสภาสูง-หวังลดอิทธิพลการเมืองแทรกแซง ขณะที่ อุเทนติงกรธ.เหมือนตั้งธงไม่ฟังเสียงค้าน
17พ.ย.58 เมื่อเวลา15.10น. นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงผลการประชุมกรธ. ต่อข้อหารือในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ประชุมได้ใช้เวลาพิจารณาถึงประเด็นดังกล่าวต่อเนื่อง มาตั้งแต่วันที่16พ.ย. จนถึงวันที่17พ.ย.แต่ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ต่อประเด็นของที่มาของส.ว. รวมถึงจำนวนและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ในการพิจารณารูปแบบที่มาของ ส.ว. ได้นำรูปแบบจากประเทศต่างๆ เคยนำมาใช้ เช่น มาจากการสรรหาทั้งหมด, มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน หรือมีสัดส่วนผสมจากการเลือกตั้งและการสรรหา ทั้งนี้ยังมีกรธ. ที่เสนอในเชิงล้อเล่น คือ ให้มาจากการจับฉลาก หรือการเสี่ยงทาย แต่ที่ประชุมยังไม่ได้สรุปในวิธีการได้มาว่าจะใช้รูปแบบใด
นายนรชิต กล่าวด้วยว่าทั้งนี้ในการพิจารณา กรธ. ได้อภิปรายถึงข้อดีและข้อเสียของรูปแบบที่มาที่อนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัตินำเสนอ อาทิ รูปแบบที่จะให้มาจากการเลือกตั้ง จะตอบคำถามเกี่ยวกับการมีอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้อย่างไร หรือจะหาวิธีใดเพื่อไม่ให้มีปัจจัยทางการเมืองเข้ามา ส่วนรูปแบบที่มาจากการสรรหา ต้องคำนึงถึงการแทรกแซงโดยผู้มีอิทธิผลที่อาจเกิดขึ้นได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการรับฟังความเห็นของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ประชาชนสนใจต่อการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ดังนั้นกระบวนการได้มาซึ่งส.ว.นั้นต้องพิจารณาด้วยว่าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างไร หากจะให้มาจากการเลือกตั้ง อาจมีวิธีได้มาตามสาขาอาชีพ เช่น เกษตรกร, กรรมกร, พ่อค้า เพื่อให้ ส.ว.เป็นตัวแทนของประเทศ และไม่ทับซ้อนกับส.ส. ที่เป็นตัวแทนจากเขตหรือตัวแทนจากพื้นที่
นายนรชิต กล่าวด้วยว่า สำหรับอำนาจและหน้าที่ของส.ว.นั้น ในหลักการจะไม่ให้อำนาจส.ว.ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่จะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกระดับ หรือทุกพฤติกรรมหรือไม่นั้น ที่ประชุมยังไม่มีข้อยุติ ขณะที่ประเด็นสำคัญที่กรธ.พิจารณาคือต้องทำให้ส.ว.ปราศจากการครอบงำ หรือถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เพราะในอำนาจที่สำคัญของส.ว. เช่น กลั่นกรองร่างกฎหมาย, อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี การแต่งตั้งผู้อำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ, ตรวจสอบองค์กรอิสระ ยังเป็นประเด็นที่ฝ่ายการเมืองให้ความสนใจ
นายนรชิต กล่าวด้วยว่า ในวันที่19พ.ย. นี้ เวลา09.00 -16.00น. อนุกรรมการรับฟังและสรุปความคิดเห็นที่มีผู้เสนอแนะ จะจัดเวทีสัมมนา เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มเฉพาะต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้เชิญตัวแทนจาก7กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปฏิรูปด้านการศึกษา, กลุ่มการค้าเสรี, กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค, กลุ่มสิทธิสตรี, กลุ่มสื่อสารมวลชน, กลุ่มทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เพื่อนำความเห็นที่ได้ไปเป็นข้อมูลประกอบการทำร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นกรธ.ยังคิดสโลแกน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม คือ “ร่วมคิด ร่วมร่าง ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญ” ด้วย
‘อุเทน’ติงกรธ.เหมือนตั้งธงไม่ฟังเสียงค้าน
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในขณะนี้ว่า แม้หลายฝ่ายจะออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับ กรธ.ในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการคิดคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.แบบจัดสรรปันส่วน การจะให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด รวมไปถึงกรณีการเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจาก ส.ส.คือนายกฯคนนอกได้ แต่ดูเหมือนว่า กรธ.จะยืนกระต่ายขาเดียวเชื่อมั่นในแนวทางของตัวเอง จนมองได้ว่ามีการตั้งธงไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว การวิพากษ์วิจารณ์ หรือการเสนอความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรคงไม่เป็นผลทำให้ กรธ.เปลี่ยนแปลงความคิดได้ ดังนั้นจึงขอเรียกร้อง กรธ.ภายใต้การควบคุมของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการเขียนรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จตามโรดแมปที่วางไว้ เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะเข้ามาทำหน้าที่สภานิติบัญญัติ เพื่อให้ตัวแทนประชาชนพิจารณาแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับประเทศไทยอีกครั้ง
“ไม่ว่า กรธ.หรือ คสช.จะกำหนดกติกาอย่างไร เชื่อว่าพรรคและนักการเมืองก็คงต้องยอมรับ เพราะทุกคนอยากให้มีการเลือกตั้งเร็วที่สุด แต่กติกาหรือรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้นั้นต้องสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ ต้องไม่วางเงื่อนไขกฎเกณฑ์จนทำให้ยากต่อการแก้ไข เพราะตามหลักแล้วรัฐธรรมนูญต้องร่างจากสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักการสำคัญข้อหนึ่งของการเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์” นายอุเทน กล่าว
สนช.นัดประชุมโหวตเห็นชอบ5ว่าที่ป.ป.ช.19พ.ย.นี้
น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ พร้อมด้วย นายยุทธนา ทัพเจริญ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมว่า ในการประชุมสนช.ในวันที่ 19 พ.ย.นี้ จะมีวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกอบด้วย 1.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 2.นางสุวณา สุวรรณจูฑะ ปลัดกระทรวงยุติธรรม 3.พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 4.นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ และ 5.พล.อ.บุญยวัจน์ เครือหงส์ อดีตผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในกองทัพบก หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติธรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งเป็นป.ป.ช. ที่มี พล.อ.อู้ด เบื้องบน เป็นประธาน ได้พิจารณาเสร็จแล้ว ทั้งนี้ การพิจารณาในวาระดังกล่าวจะมีทั้งการประชุมแบบเปิดเผย และประชุมลับ โดยผู้ที่จะได้รับความเห็นชอบจะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสนช.ทั้งหมด
นพ.เจตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมวิป สนช.จะได้มีการหารือกันถึงเพื่อเตรียมแก้ไขระเบียบข้อบังคับการประชุม สนช. โดยเสนอกว่า 10 ข้อ อาทิ การเพิ่มจำนวนคณะอนุกรรมาธิการเป็น 4 คณะ จากเดิมกำหนดให้แต่ละคณะกรรมาธิการสามัญมีเพียง 3 คณะเท่านั้น เนื่องจาก สมาชิก สนช.ส่วนใหญ่เห็นว่าน้อยเกินไป การแก้ไขขั้นตอนการตั้งญัตติซักถามเพื่อถอดถอนบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมต้องยื่นญัตติซักถามก่อนวันแถลงเปิดสำนวนคดี เพราะที่ผ่านมามีการยกเว้นข้อบังคับบ่อยให้สามารถส่งญัตติได้หลังจากวันแถลงเปิดสำนวน เพื่อให้สมาชิกรับฟังคำแถลงเปิดสำนวนคดีก่อนยื่นญัตติซักถามคำถาม การแก้ไขชื่อคณะกมธ.สามัญ และเสนอตั้งกมธ.วิสามัญพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นต้น โดยทางวิปสนช.ได้บรรจุวาระดังกล่าวในการประชุมสัปดาห์หน้า



