
'ประยุทธ์'ฮึ่ม!จ่ายค่าโง่คลองด่าน
17 พ.ย. 2558
ครม.ควักงบจ่ายค่าโง่คลองด่าน แบ่งชำระ 3 งวด 'ประยุทธ์' ฮึ่ม จะต้องไม่เกิดภาระแบบนี้อีก ปัดเกี่ยวข้อง 'โพยนายกฯ' ปม 'ราชภักดิ์' ผิดว่าไปตามผิด
17 พ.ย. 58 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เข้าติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาวให้แก่นายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์ และแสดงเจตจำนงในการร่วมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ภายใต้แนวคิด “อาเซียนร่วมใจ...ไร้ความรุนแรง” นอกจากนี้ทางเจ้ากรมแพทย์ทหารบก นำคณะนักเรียนแพทย์ทหาร นักเรียนพยาบาล และศิลปินดาราเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” และเชิญชวนร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ขณะที่ นายวีระ โรจน์พจรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนำคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมส่งเสริมประเพณีลอยกระทง พ.ศ. 2558
โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ลอยกระทงปีนี้ขอให้ส่งความอัปมงคลลอยออกไปในสิ่งที่ไม่ดี เอาออกไปให้หมดทั้งสังคมและประเทศ ให้ทุกคนร่วมกันสร้างความสุขให้เกิดขึ้นกับคนไทยในประเทศ ถือเป็นมิติใหม่ในการขับเคลื่อนอย่าเอาแต่สนุกอย่างเดียวแต่ต้องแบ่งปันด้วย การเล่นต้องมีขอบเขตอย่าให้ไปเดือดร้อนใคร เจ้าหน้าที่ก็จะต้องทำงานหนักให้สังคมปลอดภัย เพราะเป็นช่วงความสุขต่อเนื่องในช่วงหยุดยาวและเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งเชื่อมโยงเรื่องความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต่างๆ ทั้งหมด คนไทยทั้งหมดจะต้องช่วยกัน ถ้ามีเหตุผล วิพากษ์วิจารณ์อะไรก็บอกมา อะไรที่ยังไม่สมบูรณ์ก็บอก แต่อย่าเพิ่งติว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมันผิดทั้งหมด ซึ่งตนไม่อยากให้คิดอย่างนั้น แต่บางครั้งมันก็จำเป็นที่ต้องทำ
นอกจากนี้กระทรวงวัฒนธรรมยังได้แจกกระดาษที่มีคิวอาร์โค้ด แสดงวิธีการพับกระทงดอกบัว แต่นายกรัฐมนตรี ได้นำมาพับเป็นรูปเรือแทน พร้อมกับนำไปวางบนศีรษะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและบอกว่าเป็นหมวกแทนก็ได้
ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายนายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมคณะ จะเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาตินินอย อาคีโน กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 23 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2558
เขียนจดหมายข่าวรัฐบาล แจงขับเคลื่อนขีดความสามารถประเทศทุกด้าน
พล.อ.ประยุทธ์ เขียนบทความ “จากใจนายกรัฐมนตรี” ลงในจดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 14 ระบุว่า การที่นักกีฬาหรือประเทศจะประสบความสำเร็จในการแข่งขันนั้น นักกีฬาต้องการสมองและร่างกายที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่ประเทศต้องการ องค์ความรู้ภูมิปัญญา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และการทำงานร่วมกันของ “ประชารัฐ” ในการบริหารจัดการทั้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ แรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งเงินทุน ข้อมูลข่าวสาร และกฎหมาย ทั้งนี้ การเสริมสร้างสมรรถนะทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น ผมผลักดันให้มีการขับเคลื่อนทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ และการท่องเที่ยว ในลักษณะ “คู่ขนาน” ซึ่งผมเห็นว่าภูมิรัฐศาสตร์ของเราสามารถเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเทศภูมิภาคประชาคมโลก ได้ในทุกๆ ด้าน ดังนั้นข้อได้เปรียบดังกล่าว ทำให้ความสำเร็จอยู่ไม่ไกล หากเราร่วมมือกัน
โดยด้านการเกษตร ผมเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ อาทิ ข้าว ยาง มัน อ้อย ปาล์ม และข้าวโพด เป็นต้น ซึ่งมีศูนย์การเรียนรู้ อำเภอละ 1 แห่ง รวม 882 ศูนย์ เป็นตัวขับเคลื่อนระดับฐานรากรวมทั้งขยายผล หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต่อยอดปราชญ์ชาวบ้าน และส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานของประเทศให้มั่นคง
สำหรับด้านอุตสาหกรรม ผมเน้นย้ำการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันอุตสาหกรรมในประเทศ ในอนาคตเราต้องลดการพึ่งพา เราต้องนำผลงานวิจัยของคนไทยกว่า 2 แสนโครงการมาเชื่อมโยงการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากบริษัทชั้นนำ ต่างประเทศที่มีฐานการผลิตในไทยและนำไปสู่การผลิตโดยรัฐจะสนับสนุนให้มีการขึ้นทะเบียนและทำฐานข้อมูลนวัตกรรม การจดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา การสร้างตราสินค้าไทยสู่ตลาดโลก การส่งเสริมธุรกิจ SMEs และธุรกิจใหม่ เป็นต้น
ในด้านการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งประคองเศรษฐกิจของประเทศในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัว เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรใหม่นัก เพียงช่วยกันรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณี และความเป็นเจ้าบ้านที่ดีเอาไว้ นอกจากนี้การบริการด้านสุขภาพ อาทิ การรักษาพยาบาล สมุนไพร นวดแผนไทย รวมทั้งอาหารไทย ก็เป็นที่นิยมของชาวโลกในขณะนี้
การสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศนั้น รัฐต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ อาทิ คมนาคม สื่อสาร พลังงาน ไฟฟ้า ประปา และที่สำคัญคือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้านการศึกษา เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะและสื่อสารภาษาอังกฤษในการทำงานได้ เพราะ “รัฐบาลสร้างคน คนสร้างชาติ”
ฮึ่ม ! จ่ายค่าโง่คลองด่าน
เมื่อเวลา 13.30 น. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ครม.อนุมัติของบประมาณกลาง สำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน งบประมาณปี 2559 ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำไปชำระหนี้ให้ผู้ร้องตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กรณีคลองด่านที่พิพากษายืนตามความเห็นของศาลปกครองกลาง ให้กรมควบคุมมลพิษชำระเงินค่าจ้างค่าเสียหายรวมดอกเบี้ยตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นจำนวน 4,983,324,383 บาท และเป็นเงินเหรียญสหรัฐจำนวน 31,035,780 เหรียญ ให้แก่ผู้ร้อง คือ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กับพวกรวม 6 คน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 4,424,099,982 บาท และของเงิน 26,434,636 เหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2546 และค่าธรรมเนียมแทนผู้เรียกร้องเป็นเงิน 6 ล้านบาทต่อปี โดยให้กรมควบคุมมลพิษชำระเงินให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งในชั้นศาลปกครองชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งชำระไว้เกินให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 5,484,918 บาท
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า โดยความเร่งด่วนของเรื่องนี้ ทส.รายงานว่า จะต้องชำระเงินงวดแรกภายในวันที่ 21 พ.ย.นี้ จึงเสนอเรื่องดังกล่าวเข้ามา โดย ครม.เห็นชอบตามที่ ทส.เสนอให้แบ่งจ่ายเป็นงวดๆ ดังต่อไป งวดที่ 1 จ่ายร้อยละ 40 เป็นเงิน 3,174,581,566.04 บาท และเป็นเงินเหรียญสหรัฐ จำนวน 21,717,855.40 เหรียญ โดยชำระภายในวันที่ 21 พ.ย. 58 งวดที่ 2 จ่ายร้อยละ 30 เป็นเงิน 2,380,936,174.53 บาท และเป็นเงินเหรียญสหรัฐจำนวน 16,288,391.55 เหรียญ โดยจะต้องชำระภายในวันที่ 21 พ.ค. 59 และงวดที่ 3 ร้อยละ 30 เป็นเงิน 2,380,936,174.53 บาท และเป็นเงินเหรียญสหรัฐจำนวน 16,288,391.55 เหรียญ ภายในวันที่ 21 พ.ย. 59 ทั้งนี้การชำระเงินเหรียญสหรัฐให้คำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย 7 วัน ก่อนวันที่ทำการชำระ
"พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุในที่ประชุมว่า กรณีดังกล่าวเป็นการจ่ายเงินในกรณีทุจริตประพฤติมิชอบในช่วงที่ผ่านมา จึงขอเน้นย้ำว่า จากนี้ขอให้ใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ส่วนรวม จะต้องไม่เกิดภาระแบบนี้กับประเทศอีก เพราะงบประมาณเหล่านี้สามารถทำประโยชน์ได้อีกเยอะ จะไม่จ่ายก็ไม่ได้ เพราะมีการตัดสินมาแล้ว ทั้งศาลปกครองกลางและสูงสุด นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบตอนท้ายว่า ขอให้ 2 หน่วย คือ องค์การจัดการน้ำเสีย ที่เป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงทรัพยากรฯ ไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นที่สมุทรปราการ จะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง ให้คุ้มค่าที่สุดกับงบประมาณที่หายไป ยกเว้นการดำเนินคดีที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการ ส่วนการฟ้องร้องอยู่ที่กรมควบคุมมลพิษเช่นเดิม"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเอกสาร ครม. ทส.ได้รายงาน ครม.ถึงวิธีการเรียกค่าเสียหายด้วยวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาด้วย โดยระบุว่า กรมควบคุมมลพิษในฐานะผู้เสียหาย ได้มีหนังสือลงวันที่ 27 พ.ย. 2557 หารือไปยังกระทรวงการคลังเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยเป็นการทำหนังสือหลังจากเคยทำหนังสือเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2555 ถึงนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมธนารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองด่าน ร่วมกันแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดในเรื่องดังกล่าว ตามอำนาจแห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และจากนั้นคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าว ดำเนินการสอบสวนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2557 มีความเห็นเป็นเอกฉันท์โดยระบุมูลค่าความเสียหายและผู้ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการ
ลั่น ไม่เกี่ยวข้องโพยนายกฯ
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า การหารือกับประเทศที่จะมีโอกาสหารือกันในการประชุมเอเปคนั้น ตนจะไม่พูดถึงผลประโยชน์ของไทยอย่างเดียว โดยจะพูดถึงความเข้มแข็งของอาเซียนด้วย ถ้าเราเข้มแข็งได้ก็จะไม่เจอปัญหาต่อไปในอนาคต ถ้าเรารวมกันไม่ได้ก็จะเป็นปัญหาอยู่อย่างนี้ คือ ต่างคนต่างไม่ไว้วางใจ ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผลประโยชน์ไม่ทัดเทียมก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ ยิ่งถ้าประชาชนไม่เข้าใจกันเข้าไปอีก ความขัดแย้งในประเทศก็จะเกิดขึ้น ถ้าความมั่นคงไม่เกิดขึ้น อาเซียนจะเป็นปึกแผ่นได้อย่างไร ฉะนั้นต้องช่วยกัน
นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องความเป็นประชาธิปไตย เราก็สนับสนุนทุกประเทศอยู่แล้ว เรื่องการเป็นประชาธิปไตย ตนไม่เคยขัดแย้ง ไม่เคยรังเกลียดนักการเมืองที่ดีๆ เพราะตนได้โตมากับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งตนก็อยากถามว่า แล้วท่านจะร่วมมือกับตนได้แค่ไหนในการที่จะสร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ถ้าเราพูดกันเรื่องเดิมๆ กับคนเดิมๆ มันก็จะได้แบบเดิมๆ ออกมา มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และก็จะกลับไปสู่วงจรเดิม ฉะนั้น วันนี้นอกจากท่านจะกดดันให้ตนทำนั่นทำนี่แล้ว ท่านก็ต้องไปกดดันคนที่จะมาสู่กระบวนการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปด้วยว่า เขาจะทำอะไร
"ให้เขาพูดแบบที่ผมพูด ผมคิดว่านั่นคือสิ่งจำเป็นในนโยบายการหาเสียงมากกว่าที่จะเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาเป็นประเด็นเป็นพอยท์ แล้วต้องทำตามนั้น ผมว่ามันไม่ใช่ นโยบายมันต้องมีหลัก รอง เสริม ถามเขาซิจะทำอะไร แล้วปัญหาหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ที่ผมเจอเป็นร้อยๆ ปัญหา เขาจะแก้อย่างไร ถามเขาดูซิ ถ้าไปพูดกันเรื่องที่มานายกฯ มันก็ได้แค่นี้ มันจะมายังไงก็ช่างมันเถอะ ให้เป็นคนดีแล้วกัน ถ้ามาได้จากการเป็น ส.ส.ก็ดีอยู่แล้ว แล้วใครเป็นคนเสนอ ก็พรรคการเมืองทั้งนั้น ผมไม่ได้ไปบ้าบอคอแตกกับตรงนี้อยู่แล้ว ไม่เกี่ยวข้อง ก็ไปว่ากันมา ฉะนั้นอย่าไปให้เขามาบิดเบือนจนท่านเป๋ไปเป๋มา ประชาชนสังคมก็เกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาว่า เอ๊ะ ผมอยากจะอยู่ต่อหรือเปล่า มันไม่ใช่ คนละเรื่อง กฎหมายคือกฎหมาย รัฐธรรมนูญเขียนว่าอย่างไร ผมเป็นนักการเมืองหรือเปล่า เป็นพรรคการเมืองหรือไม่ หรือเขาจะมาเสนอผมได้ไหม ก็ไม่ใช่ เสนอผม ผมก็ไม่ไป แค่นั้นเอง เพราะผมไปไม่ได้ จะไปได้ด้วยอะไร เขาบอกพรรคการเมืองต้องเสนอไม่ใช่หรือ ใช่ไหม แล้วจะมีพรรคการเมืองไหนเสนอคนอื่น ที่ไม่ใช่คนของตัวเอง มันก็ไม่มีอยู่แล้ว"
ปม 'ราชภักดิ์' ผิดว่าไปตามผิด
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินการเอาผิดกับบุคคลในโครงการอุทยานราชภักดิ์ ว่า ขณะนี้เขากำลังสอบกันอยู่ สื่อก็อย่าให้กลายเป็นประเด็นการเมือง เรื่องนี้ก็เหมือนกับหน่วยงานทุกหน่วยงานที่ทำงานแล้วเกิดมีการทุจริต ก็ไปสอบสวนกันมา ทั้งทางวินัยและอาญาก็เหมือนกันทุกคน เรื่องนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบก็รับไปปฏิบัติ เว้นแต่คนที่นำไปเป็นประเด็นการเมืองนั้นยอมรับกฎหมายหรือเปล่า
เมื่อถามว่า ยอดเงินที่มีการทุจริตมีจำนวนเท่าไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า "ไม่ทราบ ผมไม่รู้ยอดเงิน ผมจะไปรู้ได้อย่างไร เขาไม่ได้บริจาคให้ผมนี่ โครงการนี้เขามีการตั้งขึ้นมาแล้วมีการรับบริจาคก็เหมือนกับการรับบริจาคทั่วไปในทุกๆ โครงการ เพียงแต่โครงการนี้ใช้งบประมาณสูงพอสมควร เพราะมีการก่อสร้างพระรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชองค์ใหญ่หลายองค์ แต่เดี๋ยวเขาก็ไปสอบมา แล้วถ้าสอบมาได้ว่าเงินเข้ามาจำนวนเท่านี้ใช้ไปเท่านี้มีความชัดเจนก็ว่าไป ตรงไหนที่รั่วไหล เช่น ประเด็นของเซียนพระก็ไปสอบมา"
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีต ผบ.ทบ.บ้างหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ทำไมต้องคุย ผมก็คุยกับรัฐมนตรีกลาโหมซิ ผมเป็นนายกรัฐมนตรีนะ ผมก็ต้องคุยกับรัฐมนตรีกลาโหม เพราะเป็นผู้ที่กำกับดูแลรับผิดชอบ เขาก็คุยกันแล้ว"
เมื่อถามว่า ผลสอบการทุจริตในโครงการดังกล่าวออกมาหรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขายังไม่ออกมาเลย เขาบอกว่า 7 วัน สื่อก็ต้องรอฟังเขาว่าทำทันหรือเปล่าตนไม่รู้
"ส่วนที่ผมได้คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม จะเป็นไปอะไรอย่างอื่นได้ ในส่วนของ พล.อ.อุดมเดช นั้นเขาชี้แจงไปแล้ว ท่านก็บอกแล้วว่า ท่านพร้อมที่จะรับการตรวจสอบ ไม่เห็นเป็นอะไร"
เมื่อถามว่า แล้วรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "รับผิดชอบอะไร รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยอะไร อย่างไร ทำไมรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ถ้ามีการพูดโยงแบบนี้กับผมๆ ก็จะโยงกลับไปที่เขาว่า แล้วรัฐบาลขณะนั้นทำไมไม่รับผิดชอบสิ่งที่เป็นปัญหาของประเทศชาติ เป็นร้อยปัญหามีการรับผิดชอบบ้างหรือเปล่า ประชาชนออกมาเรียกร้องต่างๆ นานา มีการรับผิดชอบหรือไม่ ลาออกหรือไม่ คนจะตีกันทั้งประเทศลาออกหรือไม่ เพราะฉะนั้นไอ้คนพวกนี้อย่ามาพูดกับผมแบบนี้ ผมก็เป็นอย่างนี้สอบสวนดำเนินคดีใครผิดก็ว่าไปตามผิด ทำไมจะต้องมาอย่างนี้ ถ้าพูดถึงความรับผิดชอบ ผมรับผิดชอบกว่าไอ้พวกปากที่พูดออกมาแบบนี้เสียอีก"
ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงนี้จะมีรัฐมนตรีคนใดลาออกจากตำแหน่งบ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่มี"
คสช.ห่วง 'พิชัย' พูดให้เสียหาย
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน เตรียมขออนุญาต คสช.ไปร่วมงานประจำปีที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสมาชิกสภาคองเกรส ตามคำเชิญ ว่า นายพิชัยต้องขออนุญาตจาก คสช. สื่อมาทวงให้เขา ก็ไปทวง คสช.ให้เขาสิ ถ้า คสช.ยังไม่อนุญาต แสดงว่าเขาไม่อนุญาตหรือเปล่า หรืออีกอย่างคือเอกสารยังไม่ถึง หากเอกสารถึงแล้ว คสช.ยังไม่ตอบ ก็แสดงว่าเขาไม่อนุญาต ก็ไปว่ามา
"ทำไม เขาเชิญมาแล้วต้องไปตลอดเหรอ ไม่รู้สิ ถ้าอยากจะทำอย่างนั้น ก็ต้องไม่ไปพูดให้เกิดความเสียหาย และต้องไม่พูดให้เกิดความเสียหายในประเทศด้วย แล้วนี่จะไปพูดให้เกิดความเสียหายในต่างประเทศหรือเปล่ายังไม่รู้ คสช.ก็คงคิดตรงนั้น ซึ่งผมไม่รู้ เรื่องนี้ คสช.เขาดูอยู่"
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงนี้ ทำให้เสียสมาธิหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็เรื่องของท่าน ก็ให้เกียรติท่าน ท่านเป็นผู้หญิง ไม่มีมาทำลายสมาธิตนได้ จะผู้ชายผู้หญิงเหมือนกันหมด ตนกับท่านทำงานมาด้วยกัน ก็ให้เกียรติท่านเสมอ แต่ไอ้คนรอบข้างท่านบางทีก็ใช้ไม่ได้
เมื่อถามว่า เป็นการยั่วอารมณ์นายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่ยั่วหรอก ผมไม่ใช่คนยั่วง่ายอยู่แล้ว"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนี้สื่อมวลชนและทีมงานของนายกฯ ได้พร้อมใจกันหัวเราะ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทำไม ยั่วอารมณ์ จะทำไม ตนหมายถึงว่าอะไรจะมาทำให้ยั่วอารมณ์ไม่มี ตนมีความเป็นตัวเองพอสมควร อะไรก็ยั่วไม่ได้ แต่ไอ้โมโหนั้นธรรมดา เพราะเป็นคนใจร้อน อยากให้อะไรมันเสร็จ ให้อะไรมันเรียบร้อย แต่ทั้งหมดต้องเป็นไปตามกลไกของกฎหมาย ความชอบธรรม ธรรมาภิบาล ซึ่งตนพยายามใช้อย่างนี้มาตลอด แต่ก็ยังมีการกล่าวพาดพิงโน่นนี่ต่างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องดูว่ากฎหมายเขียนอย่างไร ซึ่งเราก็ต้องทำ ฉะนั้น อย่ามาอ้างในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำมาแล้วมาให้ตนทำตามที่เขาพูด การจะทำอะไรเป็นเรื่องของตน แต่ก็ต้องการแรงสนับสนุนจากประชาชนเพราะมาทำให้ประชาชน
ยันร่วมประชุม 'ยูเอ็น' ที่ปารีส
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการประชุมสุดยอดผู้นำยูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในวันที่ 30 พ.ย. - 11 ธ.ค. ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายหลังเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า "ไม่อยากให้ไปหรืออย่างไร จะไปไหนก็ไปหมดแหละ ทำไมหรือ ทางฝรั่งเศสเขาเลื่อนประชุมหรือไม่ ถ้าไม่เลื่อน ผมก็ไป ถ้าผู้นำประเทศอื่นไป ผมก็ไป การเดินทางไปประชุมแสดงให้เห็นถึงความผูกพันกับเขา เราเชื่อมั่นเขา ให้กำลังใจเขา เหมือนเวลาที่เราเกิดเหตุการณ์แบบนั้นบ้าง เราก็ขอร้องให้คนมาประเทศไทย ก็เหมือนกันนั่นแหละ ทำไมไม่เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง เขาอยากให้คนโน้นคนนี้ไป เขาก็ต้องดูแลเป็นพิเศษ ถ้ามันจะเกิดมันก็เกิด เกิดมาครั้งเดียวตายครั้งเดียว จะอะไรนักหนา ไม่ได้ห่วงสมบัติอะไรซักหน่อย"
ประชุมเอเปคเตรียมถก 5 ประเด็นหลัก
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการเดินทางไปร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิค (เอเปค) ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ว่า วาระการประชุมที่สำคัญ คือ เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีวาระการประชุมที่สำคัญอื่นๆ อีกห้าเรื่องที่โลกกำลังพูดกันอยู่ คือ เรื่องสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ความเชื่อมโยงเป็นเศรษฐกิจเดียว โรคระบาด การก่อการร้ายของพวกสุดโต่ง และการค้าการลงทุน
ในครั้งนี้เป็นการประชุมร่วมระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค โดยตนจะได้มีโอกาสพบกับผู้นำหลายประเทศรวมถึงประเทศมหาอำนาจด้วย แต่ในการประชุมก็มีการแตกเป็นกลุ่มย่อย เยอะแยะไปหมด นอกจากนี้จะมีการพูดคุยระหว่างประเทศในอาเซียนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอาเซียนบวก 3 บวก 6 รวมทั้งการพบปะแบบพหุภาคีและทวิภาคี เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งตนได้ตั้งหลักของตนมาตลอดว่า ถ้าพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นลักษณะของไทยบวก 1 เพื่อจะได้เป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่นๆ ก็จะต้องเป็นประเทศนั้นๆ บวกไทย เช่นกัน เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนเข้มแข็งต่อไป
ส่งตัวแทนมอบสารแสดงความเสียใจเหตุรุนแรงปารีส
พล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เดินทางไปสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เพื่อมอบสารแสดงความเสียใจให้แก่ นายจิลส์ การาชง (Mr.Gilles Garachon) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โดยเนื้อความในสาร นายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย ขอแสดงความเสียใจและเห็นใจอย่างสุดซึ้ง ทั้งต่อรัฐบาลฝรั่งเศสและต่อครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ และจะเป็นกำลังใจให้ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยประเทศไทยจะยืนเคียงข้างประชาคมโลกในการประณามอาชญากรรมที่ชั่วร้ายและแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐบาลและประชาชนแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
โดยโอกาสนี้ นายวีระศักดิ์ ยังได้ลงนามไว้อาลัยกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่กรุงปารีส และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสงบเรียบร้อยจะกลับมาสู่ปารีสในเวลาอันรวดเร็วนี้ ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส แสดงความขอบคุณและรู้สึกซาบซึ้งใจรัฐบาลไทยและประชาชนไทยที่ได้ให้กำลังใจและส่งความห่วงใยให้แก่ชาวฝรั่งเศสต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
โดยวานนี้ (16 พ.ย.) รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฐะปาณีย์ อาจารวงศ์) ได้นำแจกันดอกไม้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์รุนแรงในฝรั่งเศสและเพื่อให้กำลังใจประชาชนชาวฝรั่งเศสมอบให้กับ Mr. Sylvain Fourriere First counselor (Deputy Head of Mission) อุปทูตประจำสถานทูตฝรั่งเศส ทั้งนี้อุปทูตมีความซาบซึ้งในน้ำใจของนายกรัฐมนตรีและฝากขอบคุณรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยที่ร่วมส่งกำลังใจให้ฝรั่งเศสในห้วงเวลาอันยากลำบากนี้
สั่งคุมเข้มลอยกระทง-เทศกาลส่งท้ายปี
พล.ต.สรรเสริญ แถลงถึงข้อสั่งการในที่ประชุมของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า จากการก่อเหตุในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ด้วยมาตรการที่ประเทศไทยเรามี คือ การดำเนินนโยบายด้านต่างประเทศ เน้นสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ลดความหวาดระแวง การแบ่งปันผลประโยชน์ อะไรที่เป็นมาตรการทางสากลที่เขาขอความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ในการป้องกันการก่อเหตุร้าย เราก็ให้ความร่วมมือกับนานาประเทศเหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า เมื่อเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ทุกประเทศจะยกระดับมาตรการในการรักษาความปลอดภัย ช่องทางการเข้าออกโดยเฉพาะบริเวณสนามบิน ซึ่งมาตรการเราคงไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ดำเนินการในลักษณะเช่นเดียวกัน ถือเป็นมาตรฐานสากล
"สิ่งหนึ่งที่ท่านนายกฯ เน้นย้ำ คือ ในช่วงโอกาสต่อๆ ไป ทั้งเทศกาลลอยกระทง และกิจกรรมต่างๆ มากมายในช่วงท้ายปี เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และภาครัฐ ดำเนินการกันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ความสำเร็จของการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้าย ให้เกิดความสบายใจนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมมือ ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน และประชาชน คือ เอกชนและประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแล ตรงไหนเห็นอะไรผิดสังเกตให้แจ้งเจ้าหน้าที่ ขณะที่ภาคเอกชนตามย่านธุรกิจต่างๆ จะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยของตัวเอง เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติ ไม่ใช่ยืนเฝ้าเฉยๆ ต้องระวัง สังเกตให้ดี เมื่อมีเหตุเกิดใครจะต้องปฏิบัติภารกิจอะไร อำนวยความสะดวกอะไร ติดต่อประสานงานอย่างไร ทุกคนจะต้องปฏิบัติเพราะเป็นหลักสากล ภาคเอกชนและประชาชนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อบ้านเมืองของเรา" โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวและว่า สิ่งที่นายกฯ เน้นย้ำ ไม่ได้ต้องการให้เกิดความตื่นตระหนก แต่ต้องการให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อให้มาตรการทั้งหลายเกิดผลสำเร็จ
ยัน แก้ปัญหา 'แพเธค' จัดระเบียบให้ลดเสียง แต่ไม่สั่งรื้อ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการแก้ปัญหา 'แพเธค' ที่ จ.กาญจนบุรี ว่า เป็นปัญหามานานแล้ว กำลังให้ฝ่ายปกครองไปดูว่าผิดกฎหมายข้อใดบ้าง ก็ต้องรื้อทั้งหมด โครมครามไปทั้งแม่น้ำแควนั่นแหละ ตนเคยไปก็เห็นว่าแพเต็มไปหมดเลย มีการทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูล แต่คนก็ชอบ
"ยิ่งไปห้ามผมก็โดนคนเที่ยวด่าอีก ทุกคนคิดถึงแต่ความสุขอย่างเดียว ไม่คิดถึงความมั่นคงหรือสิ่งที่จะตามมา ถ้าไม่คิดแบบนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งหมดนั่นแหละ ต้องจัดระเบียบซักหน่อยให้มันพอเพียง เครื่องเสียงก็ขอให้เล็กลงได้หรือไม่ ถ้าไปรื้อทั้งหมด ไอ้พวกนั้นก็มาร้องเรียนผมอีก แหม แพเธค เขาต้องเรียกว่าแพดิสโก"
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวด้วยอารมณ์ขัน ว่า แหม ใช้คำว่าแพเธค ตนฟังไม่รู้เรื่อง เขาเรียกว่า แพดิสโก้ ตนก็นึกว่าแฟร์เท็กซ์ นักมวย ที่อยู่บางนา อะไรซักอย่าง
ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนให้แม่น้ำ 5 สายดูแลงานจากระดับบน
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนจากข้างบน เขียนโครงสร้างใหม่ให้ชัดเจนขึ้น โดยหารือกันใน ครม. และมีความเห็นชอบร่วมกัน ตนต้องการให้ 5 หน่วยงานหลักอยู่ข้างบน ครม. คสช. กรธ. สปท. สนช. แม่น้ำ 5 สาย อยู่ข้างบนทั้งหมด ทำงานร่วมกัน ลงมาข้างล่างจะเป็นการแปลงนโยบายลงไปสู่การปฏิบัติ ก็คือรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกลุ่ม 6 กลุ่มงาน ใน 6 กลุ่มงานตรงนี้ ก็จะมีหน่วยงานภายใน เอาเรื่องใส่เข้าไปแต่ละกลุ่ม ให้รองนายกฯ แปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จากนั้นจะลงไปข้างล่าง โดยให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐ (คตร.) คอยตรวจสอบความโปร่งใสควบคู่ไปด้วย เป็นเครื่องมือของรัฐบาล และรองนายกฯ นำไปขับเคลื่อนต่อ และจะมีของแต่ละกระทรวงด้วย
นายกฯ กล่าวต่อว่า อีกอันหนึ่ง คือ มีคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็ยังอยู่ เป็นตรงกลางคอยขับเคลื่อนแต่ละกระทรวง ตามยุทธศาสตร์เร่งด่วนสำคัญ ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติเมื่อเราตั้งรองนายกฯ ขับเคลื่อน 6 กลุ่มงาน ในการแก้ปัญหาต่างๆ จะมีความรับผิดชอบชัดเจนขึ้น ทั้งหมด รองนายกรัฐมนตรีทุกคนจะต้องคุยกันก่อน ต่างคนต่างเสริมให้กัน และตนต้องรู้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นทุกคนในระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ต้องรู้เหมือนที่ตนรู้ ถ้ารู้เหมือนกัน จะได้ถ่ายทอดข้างล่าง ประชาชนจะได้เข้าใจว่าทำตรงนี้จะมีผลกับตรงนี้ด้วย ถ้าค้านตรงนี้ ตรงนั้นก็ไม่เกิด ถ้าเกิด ต้องเกิดด้วยความร่วมมือของหน่วยไหนบ้าง กระทรวงก็ต้องรู้ ประชาชนก็ต้องรู้ อยู่คนเดียวอยู่กันหมู่บ้านเดียวไม่ได้หรอก ต้องทำให้พื้นที่เจริญเท่าเทียมกัน เกื้อหนุนกัน จากนั้นพอลงไปข้างล่าง ตนก็จะเรียกว่า ประชารัฐ จาก 6 กลุ่มงานจะโยงลงไปข้างล่าง ในลักษณะแนวดิ่ง บนลงล่าง ลงไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวงมหาดไทย เขาก็จะต้องบูรณาการพื้นที่ ฉะนั้นพื้นที่ข้างล่างจะมีคน 2 กลุ่ม ตนจึงสั่งการให้ตั้งศูนย์ว่าการอำเภอ ตนจะลงไปกวดขันนายอำเภอด้วย ศูนย์ว่าการอำเภอ คือ ผู้รับงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดไปสู่การปฏิบัติ ไปส่วนตรงนี้ต้องประกอบด้วยภาคประชาสังคม กองทุนหมู่บ้าน กองทุนใหญ่ก็นำมาช่วย แต่รัฐบาลจะเข้าไปยุ่งมากไม่ได้ สิทธิมนุษยชนด้วย ตำรวจทหารในพื้นที่ด้วย ทั้งหมดคือกลุ่มปฏิบัติในพื้นที่
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว



