ข่าว

'อีโค โดม'นวัตกรรมเอาท์ดอร์ลดมลพิษ-รักษ์ธรรมชาติ

'อีโค โดม'นวัตกรรมเอาท์ดอร์ลดมลพิษ-รักษ์ธรรมชาติ

17 พ.ย. 2558

'อีโค โดม'นวัตกรรมเอาท์ดอร์ลดมลพิษ-รักษ์ธรรมชาติ : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง : ฐิติพล ขำประถม ภาพ : ธนาชัย ประมาณพาณิชย์


             ในอดีต คำกล่าวที่ว่า “มนุษย์กับธรรมชาติเป็นของคู่กัน” ฉันใด ปัจจุบัน ธุรกิจอุปกรณ์เอาท์ดอร์กับธรรมชาติก็เปรียบเป็นของคู่กันฉันนั้น เพราะแม้ว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไปจะทำให้วิถีชีวิตคนยุคใหม่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติน้อยลง แต่กับธุรกิจอุปกรณ์เอาท์ดอร์ ยังคงนำพาผู้คนให้ใกล้ชิดธรรมชาติอยู่เสมอ

             อุปกรณ์เอาท์ดอร์รุ่นใหม่มีการปรับตัวให้สอดรับกับธรรมชาติอยู่เสมอ เช่นเดียวกับ "Eco Dome" หรือ อีโค โดม เต็นท์แคมปิ้งที่ใช้ผ้ากรีน ฟาบริค ที่มีขั้นตอนการผลิตช่วยลดมลพิษ ของแบรนด์คารานา จากบริษัท เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปการณ์เอาท์ดอร์สัญชาติไทย เกิดขึ้นมาเพื่อตอบรับกับแนวคิดในการสร้างอุปกรณ์เอาท์ดอร์ให้ทันสมัย และอนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมกัน

             วาสิต สิโรดม กรรมการผู้จัดการบริษัท เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น จำกัด เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของบริษัท รวมถึงแนวคิดการสร้างผลิตภัณฑ์ เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ และความพิเศษของเต็นท์ “อีโค โดม” ให้ได้รู้กัน

             วาสิต เล่าว่า เดิมทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แต่ด้วยวิกฤติเศรษฐกิจยุคฟองสบู่ ปี 2540 ทำให้เจอปัญหาเรื่องค่าเงินผันผวน จึงมองหาธุรกิจใหม่ และด้วยความชื่นชอบกิจกรรมเอาท์ดอร์ ซึ่งตอนนั้นคู่แข่งในตลาดยังมีไม่มาก ประกอบกับอุปกรณ์เอาท์ดอร์ที่ผลิตเองในประเทศยังขาดคุณภาพ และตามหลังเรื่องเทคโนโลยีของต่างประเทศ ขณะที่สินค้านำเข้าก็มีราคาแพง จึงตัดสินใจร่วมกับเพื่อนตั้งบริษัท เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น จำกัด ขึ้นมาในปี 2542 เพื่อนำเข้าและพัฒนาอุปกรณ์เอาท์ดอร์ของไทยให้มีคุณภาพ ไม่ด้อยกว่าของต่างประเทศ โดยขายในราคาที่คนไทยจับต้องได้

             “เรามองว่ามันเป็นโอกาสรอให้เรามาทำและช่วยพัฒนาสินค้าของไทยให้ดีขึ้น เรายังเล็งเห็นว่าธุรกิจนี้เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น คนก็จะกลับมาท่องเที่ยวมากขึ้น เป็นโอกาสที่เราจะเติบโตขึ้นด้วย ซึ่งรายการท่องเที่ยวต่างๆ อย่างรายการส่องโลก ช่วยกระตุ้นให้คนออกมาท่องเที่ยวแบบเอาท์ดอร์กับธรรมชาติมากขึ้น ทำให้ธุรกิจดีขึ้นตามลำดับ และด้วยคุณภาพ ประกอบกับราคาที่จับต้องได้ เราจึงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าไปด้วย”

             ปัจจุบัน บริษัท เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น จำกัด อยู่ในวงการนี้มากว่า 15 ปีแล้ว และเป็นที่ยอมรับของลูกค้า มีอุปกรณ์ทั้งที่นำเข้าและผลิตเอง วางขายทั่วประเทศ ภายใต้แบรนด์คารานา และอีควิน็อกซ์  เช่น เสื้อผ้าเอาท์ดอร์, ถุงนอน, เต็นท์, อุปกรณ์แคมปิ้ง ไปจนถึงกระเป๋ากันน้ำ โอเชี่ยน แพ็ก

             วาสิต เล่าต่อว่า ที่ผ่านมา บริษัทพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ซึ่งอิงกับธรรมชาติอยู่แล้ว ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติต่างๆ ทั้งในประเทศและทั่วโลก อย่าง พายุนาร์กีสที่ประเทศพม่า และแผ่นดินไหว ที่ประเทศเฮติกับเนปาล นอกจากนี้บริษัทยังได้ทำซีเอสอาร์ (ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร) เช่น การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ทำให้บริษัทเองที่ทำธุรกิจเกี่ยวของกับธรรมชาติ มองกลับมาที่ตัวเองว่าในฐานะองค์กรๆ หนึ่ง เราจะทำอะไรได้บ้าง ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาธรรมชาติเอาไว้ จนเกิดเป็นคอนเซ็ปต์ กรีน เอาท์ดอร์ เพื่อรณรงค์ลดโลกร้อน เริ่มจากการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ให้เป็นแบบซิปล็อกหรือถุงเชือก ที่สามารถนำกลับมาได้ใช้อีก ไปจนถึงการนำผ้าแบบกรีน ฟาบริค มาใช้

             ผ้าแบบกรีน ฟาบริค นี่เองที่ถูกนำมาใช้ในการผลิตเต็นท์ “อีโค โดม” โดยผ้าดังกล่าวใช้เทคนิคในการทำสี ฉีดสีลงไปในเส้นด้ายก่อนการนำมาทอเป็นผืน ซึ่งต่างจากผ้าที่ทอแล้วนำมาย้อมสีในภายหลัง มีส่วนช่วยในการลดมลพิษและประหยัดพลังงานในการผลิตได้ บริษัทใช้ผ้านี้ในการผลิตไปแล้ว 250,000 หลา ในปีนี้ ซึ่งเมื่อคำนวณแล้ว ช่วยประหยัดน้ำ 500,000 ลิตร, ลดการใช้สีและสารเคมีที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนสู่ธรรมชาติกว่า 4,500,000 กรัม, ประหยัดพลังงานไฟฟ้าในการผลิต 10,500,000 วัตต์ และลดปริมาณมลพิษจากก๊าซคาร์บอน 61,600,000 กรัม จึงมีส่วนช่วยในการลดมลพิษในการผลิต โดยคุณภาพไม่ด้อยกว่าเดิมเลย ซึ่งการนำผ้านี้มาใช้ บริษัทถือเป็นผู้ริเริ่มเจ้าแรกในโลกอีกด้วย และขณะนี้เองก็ได้ขยายการผลิตไปยังถุงนอนและแผ่นรองนอนแล้ว

             “นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการหาวัตถุดิบที่ดีกว่าในการมาทดแทนของเดิมให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีกับธรรมชาติมากขึ้น แม้กำไรและยอดขายจะลดลง การแข่งขันในตลาดจะยากขึ้น เพราะสินค้าแพงขึ้นตามต้นทุนการผลิต แต่เราก็มีจุดยืนของเราที่จะรักษาธรรมชาติเอาไว้ให้ได้มากที่สุด”

             สำหรับเต็นท์อีโค โดม เปิดตัวมาเป็นเวลา 8 เดือน โดยวาสิต กล่าวว่า ได้รับเสียงตอบรับที่ดี และเตรียมนำบริษัทเอาว์ดอร์ อินโนเวชั่น และเต็นท์ดังกล่าวบุกตลาดเออีซีเต็มตัวในปีหน้า โดยจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้วัตถุดิบการผลิตแบบเดียวกับเต็นท์อีโค โดม ผลิตเสื้อกันลมและเสื้อกันฝนออกสู่ตลาด นอกจากนี้ยังมองหาวัตถุดิบใหม่ๆ มาผลิตอุปกรณ์เพื่อช่วยรักษาธรรมชาติให้มากที่สุดต่อไป สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ http://www.outdoor.co.th/ หรือเฟซบุ๊ก AecOutdoorinnovation

             “ผมอยากให้ทุกคนมองถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ในช่วงชีวิตหนึ่งเราได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่มันถดถอยลงไปตลอดเวลา และมันก็ไม่ได้จบอยู่แค่ชีวิตเรา มันต่อไปถึงลูก หลาน เหลน อีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นต้องรักษามันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อยากให้ทุกคนมองว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แล้วเราจะช่วยอะไรได้บ้าง เมื่อเราตระหนักได้ ก็อยากให้หันมาลองช่วยกันคนละไม้คนละมือ” วาสิต กล่าวปิดท้าย

             และนั่นคือเรื่องราว แนวคิด และผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตอุปกรณ์เอาท์ดอร์ ที่ไม่ใช่เพียงมุ่งเน้นแค่การทำธุรกิจและแสวงหาผลกำไร แต่เล็งเห็นถึงการรักษาไว้ซึ่งธรรมชาติ ที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและอนาคตของลูกหลานสืบไป