
วิษณุแถลงวิธีเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว
'วิษณุ'แถลงวิธีเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว แจงใช้พรบ.การรับผิดทางละเมิดเพราะหน่วยงานชินในการเรียกค่าเสียหาย ชี้เป็นวิธีตามปกติไม่ใช่วิธีเถื่อน
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 พ.ย.2558 ที่ศูนย์แถลงข่าว ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และพลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เวลา 1ชั่วโมง 30 นาที ในการแถลงชี้แจงแนวทางในการดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นการแถลงตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา
นายวิษณุ กล่าวว่า ขออภัยที่ต้องมาพูดเรื่องนี้ซ้ำเพราะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้การรับรู้ความเข้าใจ และยืนยันว่าไม่มีอคติใดใด เพราะรัฐไม่ได้เป็นคู่กรณีแบบที่กล่าวหา และไม่มีส่วนได้เสียแต่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และที่ทำมาทั้งหมดเป็นขั้นตอนปกติ และรัฐบาลตระหนักดีกว่าผู้ถูกกล่าวหาทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรม หนังสือวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมาที่ขอความเป็นธรรมนายกก็ได้รับแล้ว และข่าวสารที่พูดกันรัฐบาลไม่ได้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็รับทราบ เพียงแต่สิ่งใดที่เห็นว่าเข้าใจผิดก็จำเป็นต้องชี้แจง และอะไรที่กล่าวหาว่าไม่ยืนบนหลักนิติธรรม กลั่นแกล้งก็รับไม่ได้กับข้อกล่าวหานี้ก็จำเป็นต้องชี้แจง แต่ส่วนที่ขอความเป็นธรรมว่าเมื่อมีวิธีการดำเนินการที่ทำให้ตนลำบากยากแค้นแสนเข็นเสียเปรียบอย่างไรก็ว่ามารัฐก็จะได้พิจารณาให้ อย่างไรก็ตามรัฐเรียกค่าเสียหายจะนิ่งดูดายเพิกเฉยก็ไม่ได้ เมื่อเรารู้ว่ามีการทำละเมิดต่อรัฐก็ต้องมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายคืนรัฐคืนแผ่นดิน การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดต่อมี 2 วิธี เพียงแต่วิธีใดจะเหมาะสมกว่ากันเท่านั้น 1.ใช้วิธีฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด นั่นคือรัฐ เป็นโจทย์แล้วก็ฟ้องจำเลยให้ชดใช้ความเสียหาย ก็เป็นการฟ้องละเมิดแบบธรรมดาที่เราชินและเห็นอยู่ทั่วไป ก็ฟ้องและสู้กันไป3ศาล ซึ่งการละเมิดต่อรัฐก็ฟ้องตามวิธีนี้ได้ แต่ใช้วิธีนี้น้อยเต็มที แทบจะไม่ได้ใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐนับตั้งแต่ปี 2539 2.วิธีตามพระราชบัญญัติการรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เป็นช่องทางในการฟ้องคู่กับวิธีแรกที่เลือกได้ แต่จะใช้วิธีนี้ได้เฉพาะเมื่อผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ ถ้าเป็นคนธรรมดานั่นก็ใช้วิธีที่ 1 เท่านั้น แต่เมื่อเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะมีทางเลือกนี้ที่จะเรียกค่าเสียหาย
ส่วนเหตุผลในการเลือกใช้วิธีตามพ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิดในการเรียกค่าเสียหาย นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ใช่วิธีเถื่อน ไม่ใช่วิธีนวัตกรรม ไม่ใช่ที่กำหนดใหม่เฉพาะกิจ ไม่ใช่ว่าถึงคดีอื่นแล้วใช้ทางอื่น ไม่ใช่ มันเป็นทางเลือกของมันที่นับตั้งแต่ พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา ส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดเลือกใช้วิธีตามพ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิดทั้งนั้นหากเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำผิด ซึ่ง19ปีของการใช้พ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงคลัง หรือหน่วยงานอื่นใดก็ตามเขาชินกับการดำเนินการตามพ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิดจนรู้จุดอ่อนจุดแข็งในกรณีที่จะรักษาผลประโยชน์ของรัฐในการนำเงินของแผ่นดินกลับคืนมา ซึ่งไม่ได้เข้ากระเป๋าใคร แต่เป็นเงินที่กลับมาเป็นเงินของแผ่นดิน
“วิธีนี้ไม่ได้หย่อนความยุติธรรม หรือทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเสียความยุติธรรมแต่ประการใด เพราะเริ่มต้นก็จะไปที่ศาล มีการกลั่นกรองหลายชั้น และสถิติที่ผ่านก็มีการแพ้ ชนะ ไม่ใช่ว่าผู้ว่าถูกกล่าวหาแพ้ทุกคดีตลอด รัฐแพ้คดีก็มาก และถ้าวันนี้รัฐตัดสินใจใช้วิธีที่หนึ่ง ปัญหาใหม่จะเกิดขึ้นว่ารัฐคิดอะไรในใจ จึงเปลี่ยนไปใช้วิธีที่หนึ่ง ทั้งที่รูปคดีอาจจะเสียเปรียบ แต่ ณ ขณะนี้คิดอย่างนี้ ขีดเส้นใต้คำว่า ณ ขณะนี้ จนกว่าจะเห็นเหตุผลที่ดีกว่าเป็นอย่างอื่น” นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวถึงอายุความตามพ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิดว่า เรื่องนี้ในมาตรา 10 สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิด หรือรู้ว่ามีการทำผิด รู้ตัวเจ้าหน้าที่ที่จะพึงชดใช้ ซึ่งวันนี้ก็รู้เพราะป.ป.ช.มีจดหมายมาว่ามีใครบ้าง จึงแปลว่าตั้งแต่วันที่ 17-18 ก.พ. 2558 รัฐรู้ตัวการกระทำและผู้กระทำแล้ว และอาจจะจำนวนค่าเสียหายอีก แม้ว่ากฎหมายไม่ได้ว่าต้องรู้จำนวนค่าเสียหาย และย้ำว่าพ.ร.บ.ดังกล่าวใช้มา 19 ปี นับตั้งแต่ปี 2539 จนถึง2558 เคยใช้กับคดีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถูกกล่าวหามาแล้ว 5,000 คดี อาทิ คดีรถและเรือดับเพลงมูลค่าความเสียหาย 7,780 ล้านบาท , คดีจัดหาเรือขุดเอลลิคอท มูลค่าความเสียหาย 86 ล้านเหรียญสหรัฐ คดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน(เพิกถอนโฉนด) ความเสียหาย 912 ล้านบาท คดีคลองด่าน(จัดซื้อที่ดิน) 1,044 ล้านบาท คดีคลองด่าน(การใช้ประโยชน์) ค่าเสียหาย 15,200ล้านบาท และคดีที่ดินสถานีขนส่งหมอชิต ค่าเสียหาย 1,119 ล้านบาท ทั้งนี้แม้ว่าจะต้องมีการชดใช้ผู้ถูกกล่าวหาอาจจะไม่มีเงินชดใช้ ซึ่งมีอายุความยึดทรัพย์ 10 ปี และเมื่อถึงปีที่ 11 มีทรัพย์สินงอกเงย จะไปยึดไม่ได้ หลายคดีก็จบลงวิธีนี้
นายวิษณุ กล่าวถึงเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิดฯว่า เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ประชาชนและผลประโยชน์ของส่วนรวมจึงมีวิธีการนี้ขึ้นมา หลักของวิธีนี้คือ แทนที่รัฐจะเป็นโจทย์ไปฟ้องเขาเรียกค่าเสียหายแล้วไปสู่ 3 ศาล ในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา แบบการละเมิดธรรมดา เขากลับขั้นตอนออกเป็นหลายขั้นตอนและไม่ใช่ขั้นตอนที่ทำโดยง่าย เพราะเริ่มต้นต้องสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน ไม่มีการสอบข้อเท็จจริงไม่ได้ และการสอบสวนต้องเป็นธรรมต้องเปิดโอกาสให้แสดงพยานหลักฐานว่ากันแบบแฟร์ๆ คือมีกรรมการสอบข้อเท็จจริง จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนของคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง ซึ่งเป็นคณะกรรมการคนละชุดกัน ที่พิจารณาพยานหลักฐานซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ก็มีเหมือนกันที่คณะกรรมการชุดแรกบอกว่าผิด ต้องชดใช้ แต่คณะกรรมการชุดที่2 บอกว่าไม่ผิด ไม่ต้องชดใช้ ก็เป็นอันจบ และมีเหมือนกันที่คณะกรรมการชุดแรกบอกว่าผิด ต้องชดใช้หมื่นล้านบาท แต่คณะกรรมการชุดสองบอกว่าผิดเหมือนกันแต่ให้รับผิดพันล้านบาท เมื่อเสร็จจากชุดที่สองก็ออกคำสั่งทางปกครองได้หลังจากสอบสวนมา2ชุดแล้ว ได้ความว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นผิดและต้องชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้นบาทเท่านี้บาท ก็จะมีการออกคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้นกี่คนก็ตามต้องรับผิดเป็นจำนวนเงินเท่านั้นบาทเท่านี้บาท ถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง
“แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหาไม่พอใจยังมีสิทธิ์อุทธรณ์คำสั่งได้ภายใน 15 วัน เมื่อคณะกรรมการที่พิจารณาคำอุทธรณ์เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ควรต้องรับผิด อุทธรณ์ฟังขึ้นก็สั่งว่าไม่ต้องรับผิด ถ้าเห็นว่าผิดแต่เห็นว่าต้องชดใช้เท่านั้นบาทหรืออาจจะเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิมก็ออกคำสั่งทางปกครองก็จะเป็นคำสั่งฉบับใหม่ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเชื่อถ้อยคำว่าผิดก็ผิด ยอมไปชำระก็จบ ถามว่ามีไหมก็มี แต่นั่นเพราะทุนทรัพย์หรือความเสียหายไม่มาก แต่ถ้าเป็นจำนวนหลายล้านบาท อกเขาอกเราเป็นผมผมก็ไม่ยอม เป็นท่านท่านก็ไม่ยอม และก็ไม่มีสิทธิ์ไปยึดทรัพย์เขาทันที ผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิ์นำคดีไปฟ้องศาลปกครอง โดยผู้ถูกกล่าวหากลายเป็นโจทย์ รัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งกลายเป็นจำเลย มันพลิกสถานะ ถ้าศาลปกครองตัดสินอย่างไรก็จบตามนั้น”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า คำฟ้องที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นโจทย์ฟ้องส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อยจะฟ้องว่า 1. “ข้าพเจ้าไม่ผิด ฉะนั้นไม่สามารถจะสั่งทางปกครองให้ข้าพเจ้าชดใช้ได้” 2. “ถึงข้าพเจ้าผิด ความเสียหายก็ไม่ได้มากขนาดนั้น ขอให้ศาลลดลง” ศาลก็อาจจะลดลงไปก็ได้ 3. “สูตรในการคิดคำนวณค่าเสียหาย ที่คิดว่าสูตรนั้นไม่ถูกต้อง ความจริงอาจจะใช้สูตรอื่น” ที่ความเสียหายอาจจะลดลง ข้าพเจ้าอาจจะรับผิด ศาลก็จะพิจารณาว่าควรใช้สูตรไหน ที่อาจจะคิดว่าไม่มีสูตรไหนถูกก็อาจจะคิดสูตรใหม่ดีกว่า ก็อาจจะกำหนดค่าเสียหายใหม่ก็ได้ จนกว่าศาลปกครองชั้นต้น(ศาลปกครองกลาง) ตัดสิน ถ้าเจ้าตัวไม่พอใจก็มีสิทธิ์อุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดอีกศาล และเมื่อตัดสินใจอย่างก็จบลงตรงนั้น ถ้าศาลบอกให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองก็ต้องเพิกถอน
“ถามว่าในบรรดาหลายพันคดีที่ผ่านมาที่เคยออกคำสั่งทางปกครองมีไหมที่ศาลให้เพิกถอนคำสั่ง ก็บอกว่ามี ไหมที่ศาลเห็นว่าผิดแต่ค่าสินไหมทดแทนไม่เสียหายขนาดนั้นก็มี เยอะด้วย และมีไหมที่ศาลตัดสินว่าผู้กระทำผิดและค่าเสียหายที่คิดมาถูกต้องแล้วก็มี และมีพอสมควร จึงมีทุกรูปแบบ ความยุติธรรมจึงอยู่ที่ศาลปกครองซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมตามปกติที่ใช้มา 20ปีแล้ว”นายวิษณุ กล่าว
รองนายกฯ กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้คดีนี้แบ่งผู้ถูกกล่าวหาเป็น 4 กลุ่มที่ป.ป.ช.แยกมาให้ ซึ่งอาจจะมีกลุ่มที่ 5 และ 6 แต่ ณ วันนี้มี 4 กลุ่ม ที่ขออนุญาตใช้ตัวย่อเพื่อเคารพสิทธิของผู้ที่ถูกกล่าวหา กลุ่มที่1 “ย” กลุ่มที่2 “บ.” กับพวก กลุ่มที่ 3 “ภ.”กับพวก และกลุ่มที่ 4 คือ เอกชนประมาณ 15 รายที่ค้นพบในขณะนี้ที่แม้ว่าจะเป็นเอกชนแต่ก็ยื่นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพราะร่วมกระทำผิดกับเจ้าหน้าที่ด้วย แต่ทั้งนี้จะใช้วิธีตามพ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิดกับกลุ่มบริษัทเอกชนไม่ได้ เพราะวิธีทางปกครองใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่เอกชนไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐจึงต้องใช้วิธีฟ้องแพ่งตามปกติ
“ดังนั้นจากการประชุมปรึกษาหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้วซึ่งเป็นกลไกของรัฐได้ชี้ขาดแล้วว่าให้เลือกใช้วิธีที่สองสำหรับผู้ถูกกล่าวหากลุ่มที่ 1-3 “ย.-บ.-ภ.” ซึ่งนายกรัฐมนตรีไมได้ชี้ขาด รัฐบาลไม่ได้ชี้ขาด ซึ่งพ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิดจึงไม่ใช่นวัตกรรม ไม่ใช่กฎหมายที่คสช.หรือใครเพิ่งประดิษฐ์ขึ้นในปีนี้หรือสองสามปีมานี้เพื่อมากลั่นแกล้งหรือเล่นงานใครผู้ใดหรือคดีใดโดยเฉพาะ แต่มันออกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 และใช้กับคดีต่างๆมาแล้วเป็นอันมาก” นายวิษณุ กล่าวและว่า พ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิดดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยของนายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งในปีเดียวกันมีการออกพระราชบัญญัติออกมาเป็นฝาแฝด 3 ฉบับ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ประชาชน คือ พระราชบัญญัติการรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการทางปกครอง และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งใช้มาแล้ว 19 ปี
นายวิษณุ กล่าวอีกว่ามีคำถามว่า แล้วกลุ่ม “ย.-บ.-ภ.” เป็นเจ้าหน้าที่หรือไม่ เพราะวิธีที่สองให้ใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ถ้าคำตอบบอกว่าไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ก็จบ ปิดฉากเลย ต้องใช้วิธีที่หนึ่ง แต่เมื่อดูพ.ร.บ.การรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 มาตรา4 ให้ใช้กับกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด ซึ่งเจ้าหน้าที่หมายความว่า “ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด” แต่ที่น่าสนใจคือคำว่าข้าราชการเป็นเจ้าหน้าที่ และเขาดูช่วงเวลาที่เกิดขึ้นที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่อยู่หรือไม่ ไม่ใช่มาดูภายหลังที่ลาออกไปหมดแล้ว ซึ่งข้าราชการเป็นที่เข้าใจทั่วไปหมายถึงข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง ซึ่งข้าราชการการเมืองหมายถึง นายกรัฐมนตรี จนถึงประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งถือว่าข้าราชการการเมืองเป็นข้าราชการด้วย
“จะเป็นไปได้อย่างไรว่าข้าราชการการเมืองหมายถึงรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงนายกรัฐมนตรีหรอก ไม่มีที่ไหนเขียนแบบนั้น เพราะนายกรัฐมนตรีก็เป็นข้าราชการการเมืองคนหนึ่ง ดังนั้น ย. บ. ภ. เป็นข้าราชการ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐขณะที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ระบุโดยอ้างตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 4 (3) เขาเขียนว่า กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการปกครอง หรือ การออกคำสั่งทางปกครอง ไม่สามารถออกหรือใช้กับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรงได้นั้น ตนขอให้ดูถ้อยคำให้ดี เพราะเมื่อเปิดมาตรานี้ก็จะมีคนร้องอ้าว ย. บ. ภ. เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี นโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายของรัฐจะไปออกคำสั่งทางปกครองได้อย่างไร คำตอบคือ เขาไม่ได้ยกเว้นในกรณีที่นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ทำผิด เขายกเว้นกรณีที่เป็นการพิจารณางานทางนโยบายโดยตรง นั่นแปลว่าอะไรที่เป็นนโยบาย เป็นการตัดสินใจใครอย่าไปโต้แย้ง อย่าถกเถียงว่านโยบายนั้นผิดหรือถูก เพราะรัฐเป็นผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายที่มาจากการหาเสียง การเลือกตั้งว่าเขาจะเลือกทำอย่างนี้ ถ้าเมื่อไรไปฟ้องให้ดำเนินคดีก็ไม่ได้ผล เพราะศาลเคารพนโยบาย แต่นโยบายจะผิดหรือไม่ไม่สำคัญเพราะสำคัญว่ามันเป็นนโยบาย แม้จะไม่ฉลาดหรือทำให้คนได้เปรียบเสียเปรียบตัวนโยบายจะไม่มีใครไปแตะ แต่เขาใช้คำว่านโยบายโดยตรง ถ้าเป็นการกำหนดนโยบายแล้วลงมือทำตามนโยบายนั้นและมีการใช้อำนาจผิดครรลองคลองธรรม สองมาตรฐาน ลำเอียง ทุจริต แม้มันเริ่มจากนโยบายแต่แปลงนโยบายปฏิบัติมันทุจริต มันผิดขั้นตอน ผิดธรรมมาภิบาล ผิดกฎหมาย ตรงนั้นศาลพิจารณาได้ และใช้คำสั่งทางปกครองเข้าไปจัดการได้
“ตัวอย่าง สมมติว่ารัฐบาลหนึ่งมีนโยบายที่จะปราบยาเสพติด หรือปราบการค้ามนุษย์ นโยบายนี้คือนโยบายโดยตรงที่ใครจะเข้าไปตรวจสอบไม่ได้ เขาแถลงมา สัญญากับประชาชน แต่ในการใช้นโยบายจากผู้ค้ายาเสพติดหรือนโยบายปราบเกิดมีการกลั่นแกล้ง มีการทุจริต มีการกินสินบาดคาดสินบน มีการฆ่าตัดตอน เราถือว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่นโยบายโดยตรง แต่เป็นการปฏิบัติ ถ้ามันจะผิดมันก็ต้องผิดสามารถใช้คำสั่งทางปกครองเข้าไปจัดการได้ กรณีโครงการรับจำนำข้าวตัวโครงการจะถูกหรือผิดเป็นเรื่องที่ใครจะเห็นก็เห็นไป และป.ป.ช.เองก็ไม่ได้บอกว่า และสนช.ถอดถอนก็ไม่ได้บอกว่าโครงการผิด และการยื่นฟ้องศาลฎีกาฯก็ไม่ได้บอกว่าโครงการผิด ใครจะเลือกใช้นโยบายรับจำนำข้าว หรือประกันราคาข้าว หรืออะไรก็ใช้กัน แต่ว่าการดำเนินนโยบายนั้นมีการกระทำใดที่ต่อเนื่องลงมา แล้วผิดหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องจัดการ ซึ่งพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติทางปกครองฯไม่ได้ยกเว้นไว้ให้” นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า มีประเด็นที่มีคนพูดกันมากที่ควรทำความเข้าใจ คือเมื่อเรื่องนี้มีการฟ้องคดีอาญาแล้วทำไมต้องฟ้องคดีแพ่งอีก มีคนพูดได้ยินเข้าหูว่าเมื่อจองล้างไปแล้วทำไมต้องจองผลาญอีก เมื่อทำผิดติดคุกติดตารางไปแล้วทำไมต้องเรียกเงินเรียกทองอีก ถ้ามองด้วยความเมตตาธรรมก็เข้าเค้าอยู่ แต่ถ้ามองด้วยกฎหมายเมตตาธรรมต้องมาทีหลัง กฎหมายเป็นตัวตั้งที่จะดำเนินการ ถ้าเริ่มต้นไม่ใช้กฎหมาย รัฐเองต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญาดังที่เกิดมาแล้วในการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตนกล่าวถึง พ.ร.บ.ป.ป.ช.มาตรา 73 เมื่อมีการฟ้องคดีอาญาต่อแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากผู้ถูกกล่าวหานั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ให้คณะกรรมการป.ป.ช.แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรียกค่าเสียหายให้แก่รัฐตามกฎหมายต่อไป ดังนั้นจะนิ่งและเพิกเฉยไม่ได้ เพราะต่อไปคนในรัฐบาลคนใดคนหนึ่งจะถูกถอดถอนหรือฟ้องคดีอาญาเสียเองและฟ้องให้รับผิดทางแพ่งให้ชดใช้ค่าเสียหายแทนผู้ถูกกล่าวหาเดิมเสียเอง
นายวิษณุ กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีหลังจากป.ป.ช. มีหนังสือถึงกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแจ้งการกระทำผิดและตัวผู้กระทำผิดให้กระทรวงเรียกค่าเสียหายทางละเมิด ตอนนี้กระทรวงทั้งสองได้แยกกันพิจารณา โดยต่างคนต่างคิดตามพระราชบัญญัติการรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 ฉะนั้นกระทรวงพาณิชย์จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 2 คน ร่วมกันตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง “บ. และ ภ.” ซึ่งขณะนี้กรรมการดำเนินการสอบข้อเท็จจริงเสร็จแล้ว และส่งผลกลับคืนมาที่นายกและรมว.พาณิชย์แล้ว และส่งให้คณะกรรมการชุดที่2 คือกรรมการความรับผิดทางแพ่งแล้ว ส่วนกรณีของ “ย.” ที่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของเรื่อง ที่นายกฯและรมว.คลังตั้งกรรมการสอบแล้ว ขณะนี้ยังติดที่กรรมการชุดที่ 1 เพราะว่ามีการขยายเวลา ซึ่งกำหนดให้ทำงานจบวันที่ 30 กันยายน 2558 แต่กรรมการเห็นว่าสอบไม่เสร็จจึงขยายออกไปถึงวันที่ 30 ตุลาคม และเป็นวันที่ 30 พ.ย. เพราะเห็นว่าไม่น่าจะเสร็จทัน ถ้าใกล้จะถึง 30 พ.ย. ก็ขอขยายได้อีก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้ถูกกล่าวหายื่นเรื่องขอนำพยานหลักฐานเข้าสืบและแสดง
ส่วนกรณีที่บอกว่า “ย.” ไม่สังกัดหน่วยงานใดนั้น นายวิษณุ กล่าวว่า ตนขอให้สังเกตจากการแต่งกายชุดปกติขาวขอให้สังเกตปกเสื้อ 2 ข้าง ของ นายก รองนายก รมว. รมช. และโฆษกรัฐบาลก็ดี จะมีเครื่องหมายสำนักนายกรัฐมนตรีทุกคน เพราะแม้ว่ากระทรวงการคลังจะมีตราวายุภักษ์ แต่รมว.คลังก็มีเครื่องหมายสำนักนายกฯไม่ใช่นกวายุภักษ์ เพราะท่านสังกัดสำนักนายกฯ เช่นเดียวกับรมว.ศึกษาธิการก็ติดเครื่องหมายสำนักนายกฯไม่ใช่ใบ ซึ่งจะต่างจากปลัดกระทรวงที่จะติดตราของกระทรวงนั้นๆไม่ใช่ตราของสำนักนายกฯ
“เพราะรัฐมนตรีทุกคนสังกัดสำนักนายกฯไม่ว่ากระทรวงไหน ฉะนั้น ย. จึงสังกัดสำนักนายกฯ หัวหน้าหน่วยงานก็คือนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงตอบคำถามว่าทำไมนายกรัฐมนตรีต้องลงนามร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังในการตั้งกรรมการ ทั้งนี้กรรมการทั้ง2ชุดเขาชำนาญเพราะเขาทำเรื่อง 5 พันเรื่องมาตลอด 19 ปี”นายวิษณุ กล่าว และว่าส่วนผู้ที่จะออกคำสั่งต้องเป็นหน่วยงานที่ได้รับความเสียหายเท่านั้นดังนั้นนายกฯจะหายไปไม่ใช่ว่ากลัวหรือขี้ขลาด แต่กฎหมายเขียนชัดว่าใครจะต้องลงนามในคำสั่งทางปกครอง
ระบุตรวจสอบเส้นทางการเงินผิดก.ม.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวภายหลังการแถลงชี้แจงการดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่ใช้เพื่อออกคำสั่งที่ 39/2558 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า เป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่เข้าดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา ไปดูในคำสั่งจะเขียนเอาไว้ชัดเจน ซึ่งดำเนินกับกรณีคดีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 ตัวโครงการมีก่อน แต่บุคคล กรรมการ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับความคุ้มครอง คือคนที่เข้าไปทำงานตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นมา
“ในคำสั่งที่ 39/2558 เลือกใช้มาตรา 44 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ การคุ้มครองบุคคลหลักเกณฑ์มี 2 ข้อคือ 1.เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ได้ทำตามหน้าที่ 2.การทำหน้าที่นั้นได้ทำไปโดยสุจริต ถ้าไม่มีหน้าที่แล้วเข้าไปทำ ต่อให้สุจริตก็ต้องรับผิด ถ้ามีหน้าที่แล้วไปทำแต่ไม่สุจริตก็ต้องรับผิด องค์ประกอบจะต้องครบว่าทำโดยหน้าที่กับทำโดยสุจริต ซึ่งคำสั่งนี้มีในกฎหมายหรือพระราชบัญญัติอีกหลายฉบับ ที่จำเป็นต้องคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในบางกรณี แต่ทั้งหมดก็ใช้หลักข้อที่ว่า สุจริต ซึ่งเคยมีที่ว่าเขียนไปแล้วว่าสุจริตๆ เมื่อถึงเวลาก็มีการไปฟ้อง แล้วคนฟ้องก็ชนะ เพราะพิสูจน์ได้ว่าที่ทำไปนั้นไม่สุจริต ไม่เหมือนกับเจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจสอบทรัพย์สิน ที่มีการกล่าวหาว่าทำผิดอาญา แล้วสุดท้ายนำไปเป็นของตัวเองก็นับว่าสุจริต” นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่า ในส่วนกฎหมายที่คุ้มครองเจ้าหน้าที่มีอยู่แล้วทำไมต้องมีมาอีก แล้วมันต่างกันอย่างไรถ้าหากเจ้าหน้าที่เห็นว่าผิดกฎหมายก็ไม่จำเป็นต้องทำตามก็ได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องการที่จะสร้างความมั่นใจขึ้น ซึ่งการนำมาใช้จะไม่ซ้ำกัน เพราะว่ากฎหมายโดยทั่วไปนั้นก็ให้ความคุ้มครอง อาทิ สมมติว่าไม่มีคำสั่งฉบับนี้ แล้วใครอยากฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ว่านึกจะฟ้องแล้วจะนับเสมอไป เมื่อฟ้องไปต้องดูว่าฟ้องว่าอย่างไร อาทิ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติละเว้นโดยไม่ชอบผิด มาตรา 157 ถ้าเจ้าหน้าที่ต่อสู้ อ้างว่ามีการปฏิบัติโดยชอบก็ไม่ผิดมาตรา 157 แล้วจะพูดถึงเรื่องสุจริตไม่สุจริตอะไร หรือเป็นเจ้าหน้าที่นำเอาของกลางมาเป็นของตัว เจ้าหน้าที่อาจจะกล่าวว่าไม่ได้เอามาเป็นของตัว แต่นำมาเก็บรักษาเอาไว้ โดยมีพยานหลักฐานลงบัญชีแล้ว ก็สามารถทำให้หลุดความรับผิดได้ ในคำสั่งที่คสช.39/2558 ไม่มีประโยชน์ในการคุ้มครองช่วยคนที่ทำผิดในกลายเป็นถูก แต่มีผลอย่างหนึ่งคือทำให้สบายใจ ในเรื่องของการเชื่อมั่นเพราะเรื่องที่ได้เข้าไปดำเนินการนั้นเป็นเรื่องใหญ่มหาศาล และโอกาสที่จะถูกแทรกแซงมีได้มาก ถ้าหากไม่วางมาตรการคุ้มครองไว้ทั้งหมดอาจจะหยุดชะงัก เพราะว่ามาจากการไม่มั่นใจ คือเมื่อถึงวันที่รัฐบาลหมดอำนาจแล้วใครจะช่วยเหลือเขา ในวันนี้เพื่อคุ้มครองให้เกิดความมั่นใจในหน้าที่ เพราะการทำงานในหน้าที่มีความเสี่ยงอย่างมาก แม้บอกว่าไม่ต้องกลัวไม่ผิด แต่ก็ยังมีความรู้สึกอยู่บ้าง
เมื่อถามว่าในขั้นตอนไหนสามารถจะเข้าไปตรวจสอบในเส้นทางการเดินทางของเงินผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า นั่นเป็นกระบวนการหาข้อเท็จจริง ซึ่งเข้าใจว่าขณะนี้ ยังไม่มีการดำเนินการอะไรเลย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเข้าไปดำเนินการอะไรทั้งสิ้น และไม่ยุติธรรมที่จะไปดำเนินการ และวิธีนั้นถือว่าผิดกฎหมายด้วย
เมื่อถามว่าต้องอยู่ในขั้นตอนไหนที่จะต้องมีการตรวจสอบว่าจะต้องมีการโยกย้ายทรัพย์สิน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีขั้นตอนไหนที่จะต้องใช้วิธีนี้ เพราะมันไม่ได้เป็นการฟ้องเพื่อที่จะอ้างว่ายักยอกเงินหลวงไปทำอะไรที่ไหน มันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย เป็นการเรียกค่าเสียหาย หรือให้คิดแบบว่า นาย ก. ขับรถชนนาย ข. แล้วบาดเจ็บเสียหาย หมอได้บอกว่ารักษาหนึ่งล้านบาท มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปสืบหานาย ก. เลย แล้วเมื่อไปถึงจุดที่ศาลตัดสินว่าผิดให้ชำระ แล้วผู้ถูกกล่าวหาบอกว่าไม่มีเงินที่จะชำระ เมื่อพ้นที่ศาลปกครองตัดสินแล้ว เงินจะมีหรือไม่ก็เป็นเรื่องของใครซักคนหนึ่ง
เมื่อถามว่าการตัดสินใจในการเลือกวิธีตามพระราชบัญญัติการรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯที่แถลงว่าเป็นการปรึกษาผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องคือใคร นายวิษณุ กล่าวว่า ในเรื่องนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากมีการประชุมปรึกษากันแล้วหลายครั้ง เพื่อทำการพิจารณาร่วมกัน
เมื่อถามว่าในการออกคำสั่งที่พร้อมที่จะเรียกค่าเสียหาย คือจะแยกฟ้องไป 4 คดี ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ในเวลานี้ได้แยกฟ้องอยู่แล้ว เพราะว่าในความเสียหายมีไม่เท่ากัน และไม่จำเป็นที่กระทรวงพาณิชย์ต้องฟ้องก่อน เนื่องจากไม่มีอายุความเล็กซ้อนอยู่ มันมีอายุความใหญ่ 2 ปี ถ้าหากเป็นกรรมการชุดที่ 2 ก็จะรอให้พร้อมกัน เพราะว่ามันมีส่วนในการอิงกันอยู่ แม้กระทั่งในกรรมการชุดที่ 1 ก็อยากให้พร้อมกันแต่ว่ามันกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในคดีของ บ. เรียกให้มาก็มา แต่บังเอิญคดี “ย.” เรียกให้มา กลับไม่มา ในคดี “บ.” ก็เลยจบได้ ส่วนคดี “ย.” ก็เลยไม่จบ
เมื่อถามว่าในคดีของชุดกระทรวงการคลังมีการกำหนดลิมิตหรือไม่ว่าจะขยายเท่าไหร่ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็จะขยายจนเป็นที่พอใจโดยสมควร เพราะหากว่าขออ้างคนหนึ่งแต่จะมาอีก 6 เดือน ก็คงไม่ได้
เมื่อถามถึงในเรื่องของตัวเงินที่จะเรียกค่าเสียหายเบื้องต้น นายวิษณุ กล่าวว่า คนที่เป็นคนกำหนดชุดเงิน เป็นกรรมการชุดที่ 2 กรรมการชุดที่1 ไม่ใช้ผู้รู้ เนื่องจากแต่ละคนไม่ใช้นักบัญชี แต่กรรมการชุดที่ 2 กระทรวงการคลัง จะอยู่กับตัวเลขและเคยอยู่กับ 5,000 คดี แต่กรรมการชุดที่ 1 ไม่เคยอยู่ซักคดี เพราะเป็นกระทรวงที่เพิ่งตั้งเป็นเฉพาะกิจขึ้นมา แต่กรรมการชุดที่ 2 จะถาวรอยู่ตลอด
เมื่อถามว่าครั้งหนึ่งมีการพูดคุยกับทนายของ “ย.” มีการบอกว่าทางรัฐบาลมีการผลักภาระค่าศาลมาให้ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวอะไรในเรื่องนี้ เพราะว่าในการเอาเงินไปวางศาล รัฐบาลไม่ต้องวางด้วยซ้ำไป เมื่อถามว่า เนื่องจากว่าเป็นคำสั่งศาลปกครอง เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าหากเปลี่ยนรัฐบาลการออกคำสั่งก็จะยกเลิกคำสั่งเดิม ถ้าใช้อำนาจทางบริหาร นายวิษณุ กล่าวว่า ได้ ถ้าหากว่ามีความกล้า แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครกล้าทำ แม้แต่รัฐบาลนี้ถ้าเปลี่ยนตอนนี้จะไม่เป็นไร ก็ออกคำสั่งทางปกครองมาเปลี่ยน ก็เกิดเรื่องเหมือนกัน ในการเริ่มต้นก็คงมีการฟ้องมาตรา 157 ต่อมา ป.ป.ช. ก็คงมีการสอบ
เมื่อถามว่าในการส่งจดหมายเปิดผนีกล่าสุด มีการบอกว่าอยากให้กลับไปตีความ ข้อกฎหมายใหม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็ไม่เห็นต้องตีความอะไร ในการที่บอกว่ารัฐสามารถกลับไปใช้วิธีที่ 1 ได้ ถ้าหากว่ามีเหตุผลที่ดี ว่าเหตุผลควรไปใช้วิธีที่ 1 “ทำไมเราจึงต้องให้ผู้ต้องหาเลือกวิธี เหมือนกับการแจ้งความ เหตุมันเกิดในพื้นที่นี้ แล้วเกี่ยวพันกับท้องที่นี้ โจทย์จะไปแจ้งความที่ไหนก็ได้ ให้จับจำเลย แล้วโจทย์ก็ไม่แจ้งความที่ท้องที่นั้น แล้วทำไมจำเลยถึงมีสิทธิมาบอกว่าแจ้งความที่นั้นไม่ได้ ต้องไปแจ้งความที่ท้องที่อีกที่หนึ่งดีกว่า มันจึงทำให้สงสัยว่าทำไมต้องให้ไปแจ้งความที่นั้น มีอะไรหรือเปล่า”



