ข่าว

เปิดแผนโอนย้าย‘จราจร’สู่กทม.ความหวังคนกรุงแก้รถติด

เปิดแผนโอนย้าย‘จราจร’สู่กทม.ความหวังคนกรุงแก้รถติด

16 พ.ย. 2558

เปิดแผนโอนย้าย‘จราจร’สู่กทม. ความหวังคนกรุงแก้รถติด : สำนักข่าวเนชั่น โดย ธนัชพงศ์ คงสาย(@tanatpong_nna)

            กลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งความหวังไม่น้อย ภายหลังกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ประชุมหน่วยงานเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อรับนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในแผนปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นับหนึ่งการ “โอนภารกิจ” อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยการบังคับใช้กฎหมายงานจราจร จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มายังศาลาว่าการ กทม.

            “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” รองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะผู้รับผิดชอบการรับโอนย้าย ได้สรุปรายละเอียดเพื่อมอบให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่งต่อไปยัง คสช.ได้พิจารณา

            จากหมวก 3 ใบในตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ “พล.ต.อ.อัศวิน” ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวเนชั่น” ถึงแผนการรับโอนย้ายจราจรสู่หน่วยงานเสาชิงช้าไว้อย่างน่าสนใจ

            ภารกิจการโอนย้ายตำรวจราจรมาสังกัดกทม.เป็นมาอย่างไร?

            เนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติก่อนหมดวาระได้ทำข้อเสนอไปยังรัฐบาล คสช.ว่า ต้องการให้หน่วยงานของตำรวจ เช่น ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ หรือตำรวจจราจร โอนไปยังหน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องจริงๆ แต่ตำรวจหลายหน่วยคงไปไม่ได้ คงจะมีเฉพาะตำรวจจราจรเท่านั้น จึงมีข้อสรุปแล้วว่า จะโอนย้ายไปขึ้นกับ กทม. ในเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 เท่านั้น ส่วนเรื่องคดีอาญา เรื่องการขับรถชนคนตาย ตีกัน ทะเลาะบนถนน ตำรวจยังทำหน้าที่เหมือนเดิม

            แต่ปัญหาใหญ่คือ ถ้า กทม.รับโอนมาจะต้องมีงบประมาณให้ กทม.ด้วย เพราะการขยายฐานเงินเดือนของ กทม.จะทำไม่ได้แล้ว เนื่องจากมีขีดจำกัดเรื่องเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้าง กทม.ต้องไม่เกิน 40 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายแต่ละปี

             เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่จะโอนย้ายมีจำนวนเท่าไหร่?

            ประมาณ 3,000 คน แต่ตำรวจจราจรอาจจะสมัครใจมาไม่ทั้งหมด อาจจะมาบ้าง ไม่มาบ้าง ก็ไม่เป็นไร เหมือนกับกรณีการโอนย้ายตำรวจดับเพลิงมาสังกัด กทม. ในช่วงแรกจะขอยืมมาก่อน 6 เดือนถึง 1 ปี จากนั้นกทม.จะผลิตบุคลากรของตัวเองใหม่ สมมุติว่ามีตำรวจจราจรสมัครใจย้ายมาแค่ 1,000 คน อีกประมาณ 2,000 คนคงต้องยืมมา เพื่อให้มาช่วยถ่ายทอดความรู้ให้แก่ กทม. คล้ายๆ ว่ามาสอนงานว่าจะทำอย่างไรบ้าง หรือเรียกว่าเป็นพี่เลี้ยงกับบุคคลใหม่ๆ ที่สมัครเข้ามา

            ส่วนเวลาในการโอนย้ายจะเสร็จเมื่อไหร่ก็อยู่ที่คสช. แต่เชื่อว่าจะพอๆ กับการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น โดยอาจจะมีการปรับแก้กฎหมายของ กทม.และตำรวจ แต่อำนาจต่างๆ ยังคงต้องมี ทั้งอำนาจออกใบสั่ง อำนาจเปรียบเทียบปรับ อำนาจการทำสำนวนคดีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติต่างๆ สามารถส่งฟ้องศาลได้เองในคดีเล็กๆ ซึ่งกทม.ได้ประสานกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจไว้แล้วว่า จะคัดเลือกข้าราชการ กทม.ที่จบนิติศาสตร์ หรือเนติบัณฑิตที่อยากเป็นพนักงานสอบสวน ให้ไปอบรมกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นเวลา 3 เดือน

            ถ้าโอนย้ายตำรวจจราจรจะสังกัดสำนักเทศกิจ สำนักจราจรและขนส่ง หรือตั้งสำนักใหม่ขึ้นมา?
                       
             ตรงนี้ยังไม่รู้ คงต้องรอข้อสรุปก่อนว่าอะไรจะเกี่ยวข้องแค่ไหน เช่น สำนักจราจรและขนส่ง ดูแลเรื่องกล้องวงจรปิด ดูเรื่องระบบไฟ ส่วนสำนักเทศกิจดูแลเรื่องการจับปรับ ก็ผสมผสานกันได้ทุกอย่าง แต่เชื่อว่าจะตั้งสำนักใหม่ขึ้นมา เพราะมีความสะดวก สมมุติอาจจะชื่อว่าสำนักการจราจรกทม. และใช้ชื่อเจ้าพนักงานจราจรกทม. หรืออะไรก็ว่าไปก็ได้ แต่ต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง

            ส่วนเรื่องค่าจับปรับจราจรก่อนหน้านี้ตำรวจจะส่งมาให้กทม. ซึ่งกทม.จะแบ่งสิทธิประโยชน์ส่วนหนึ่งไว้ให้เป็นรางวัลแก่ผู้ปฏิบัติ แต่ถ้ามีการโอนย้ายแล้วก็จะนำเงินค่าปรับเข้ามาที่สำนักที่รับผิดชอบเรื่องตำรวจจราจร จากนั้นอาจจะมีการออกเป็นระเบียบเพื่อแบ่งจ่ายให้ผู้ปฏิบัติงานและเก็บไว้บริหารในหน่วยงาน

            สวัสดิการและเงินเดือนตำรวจจราจรที่ย้ายมาจะเป็นอย่างไร?

            จะเทียบเข้าระบบแท่งให้เท่ากับเงินเดือนที่ได้รับในปัจจุบัน โดยไม่คำนึงถึงยศ ไม่ว่าจะเงินเดือนเท่าไหร่ เมื่อมาเข้าแท่งที่ กทม.ก็เงินเดือนตามนั้น ส่วนเรื่องสวัสดิการจะเหมือนกันหมด จากคำว่าเบี้ยเลี้ยงตำรวจพอมาเปลี่ยนใหม่จะเรียกว่าเงินล่วงเวลาแทน ส่วนสิทธิประโยชน์ต่างๆ จะเท่าเทียมและไม่น้อยหน้า แต่จะได้มากกว่าหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ

            ในความเป็นตำรวจคิดว่าจราจรอยากย้ายมากทม.หรือไม่?

            คิดว่าไม่มากเท่าไหร่ ตีไว้ว่าประมาณครึ่งเดียว เพราะเขายังคิดว่าการเป็นตำรวจอาจจะเปลี่ยนไปทำหน้าที่อื่น หรือหมุนไปในส่วนปราบปรามก็ได้ ส่วนใหญ่ก็ยังอยากเป็นตำรวจจราจร แต่บางคนก็อยากจะพ้นจากวงจร ดังนั้นก็แล้วแต่ว่าใครจะคิด

            หัวใจการโอนย้ายภารกิจครั้งนี้ กทม.จะได้ประโยชน์อะไร?

            กทม.ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย(ตอบทันที) แต่สังคมจะได้ประโยชน์ ถ้าทั้งสองหน่วยงานมาอยู่รวมกัน การบริหารจัดการองค์กรจะสะดวกขึ้น ซึ่งการบริหารจัดการในมหานครใหญ่ๆ ทั่วโลก จะขึ้นตรงกับผู้ว่าการรัฐ ผู้ว่าราชการเมือง นายกเทศมนตรี การบริหารจัดการจะเบ็ดเสร็จในเขตเมือง เช่น มหานครลอนดอน มหานครปารีส มหานครนิวยอร์ก กทม.ก็ต้องการเป็นแบบนั้น

            เมื่อบริหารได้ดีขึ้นในแง่การแก้ปัญหาจราจรจะเป็นอย่างไร?

            เมื่อก่อนหากจะให้เทศกิจบังคับให้รถที่จอดบนผิวการจราจรออกไปคงทำไม่ได้ หรืออยากปิดถนนแต่ตำรวจจราจรไม่ให้ เราก็ทำไม่ได้ แต่ถ้ามีการโอนย้ายการบริหารจะเบ็ดเสร็จ กทม.จะมีอำนาจในการแก้ปัญหารถติด มีความคล่องตัวในการตัดสินใจ หรือสามารถสั่งปิดถนนไม่ให้รถยนต์เข้าในจุดนี้ได้ มิติการสั่งการครั้งเดียวแล้วจบ จะช่วยลดปัญหาความหนาแน่นของจราจร เพราะในอนาคตกรุงเทพฯ โตขึ้นอยู่แล้ว ปัญหาคือรถเยอะ แต่ถนนมีน้อย

            สิ่งที่ประชาชนจะได้รับหากโอนย้ายจราจรมากทม.สำเร็จ?

            จะเป็นเรื่องการจ่ายค่าปรับจราจรของประชาชน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปโรงพัก แต่อาจจะไปชำระที่ร้านสะดวกซื้อหรือห้างสรรพสินค้า ซึ่ง กทม.ต้องไปทำข้อตกลงก่อน เพราะคิดว่าร้านสะดวกซื้อคงต้องการ เพราะผู้ที่ไปเสียค่าปรับคงไม่ได้ไปเสียค่าปรับอย่างเดียว อาจจะไปซื้อของได้ด้วย แต่ทั้งหมดเป็นรูปแบบที่ยังคิดไว้

            จะแก้ปัญหาการรีดไถหรือด่านเถื่อนได้หรือไม่?

            น่าจะดีขึ้น (เน้นเสียง) ถ้าการจราจรคล่องตัวได้รถจะไม่ติดมาก เพราะเราต้องการความพึงพอใจให้ประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมมีความตั้งใจถ้าจะทำอะไรต้องทำให้ได้ คือถ้าอยากจะทำ ต้องทำให้สังคมเกิดประโยชน์ ถ้าไม่เกิดประโยชน์กับสังคมผมไม่ทำ สังเกตดูถ้าผมทำแล้วต้องจบ ถึงจะมีคนคัดค้านเยอะว่าทำไม่ได้ๆ แต่ผมต้องได้ สมัยมาทำงานที่ กทม.ใหม่ๆ เรื่องหาบเร่แผงลอยมีคนบอกทำไม่ได้ๆ สุดท้ายวันนี้ก็ทำได้

            “ตรงนี้ก็คาดหวังว่า ถ้ายังเชื่อใจในตัวผมอยู่ ผมเป็นคนคิดแบบนั้น ไม่มีอะไรทำไม่ได้”