ข่าว

อนาคตพม่าขึ้นอยู่กับตบะทหาร

อนาคตพม่าขึ้นอยู่กับตบะทหาร

16 พ.ย. 2558

อนาคตพม่าขึ้นอยู่กับตบะทหาร : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น

            การคายอำนาจจากรัฐบาลกึ่งทหารไปสู่ประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องยากลำบากของหลายชาติ เพราะด้วยขวบปีที่ผ่านไป รากของระบอบอัตตานิยมจะยิ่งแข็งแกร่ง แผ่กว้างและพร้อมที่จะปกป้องการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุกคามฝ่ายตรงข้าม แต่ท้ายสุดก็ทานกระแสไม่ได้ ซึ่งอาจจะเปลี่ยนผ่านโดยสันติแบบเกาหลีใต้หรือไต้หวัน ก็เป็นได้ พม่ากำลังอยู่ในยุคนั้น แต่ทหารพม่าจะยอมดีๆ หรือไม่ ช่วงนี้คือบทพิสูจน์ตบะของพวกเขา

            ในชั้นต้น ใครก็มองออกว่าพรรคเอ็นแอลดีต้องฝ่าขวากหนามยากเย็นขนาดไหน ต้องแข่งกับพรรครัฐบาลที่ทหารทั้งหนุนหลังและสวมร่างที่ควบคุมกลไกของรัฐไว้หมด ต้องสู้กับกองทัพที่มีที่นั่งสัดส่วนในทุกสภาสูงถึง 25% และต้องเหนื่อยกับพรรคเล็กพรรคน้อยที่พร้อมจะเข้าร่วมกับพรรครัฐบาล พวกเขาสู้โดยโดนยุดมือเท้าไว้ นางซูจีจะไม่ได้เป็นประธานาธิบดีแน่นอน ตัวเลือกอื่นก็ไม่เด่นเลย พันธมิตรอย่างตูระฉ่วยมานก็ท่าจะหมดหวังเสียแล้ว แต่ผลของชัยชนะที่ถล่มทลายต้องทำให้ทหารพม่าคิดใหม่

            นั่นคือไม่ว่าพรรคเอ็นแอลดีจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ พรรคนี้จะทำให้การเมืองพม่าปั่นป่วนเป็นแน่ ถ้าพรรคนี้ได้เป็นรัฐบาลโดยที่ทหารยังเป็นปฏิปักษ์อยู่ ก็คงมีการกระทบกระทั่งจนเสียสภาพน่าลงทุนในสายตาต่างชาติ แต่ถ้าพรรคนี้ได้เสียงข้างมากแล้วทหารไม่ยอมให้เป็นรัฐบาล ก็คงวุ่นวายมิใช่น้อย นานาชาติคงเข้าช่วยแทรกแซงอย่างหนัก หรือถึงแม้ว่าพรรคไม่ได้คะแนนถึงเกณฑ์หรือตัวแทนอดได้เป็นประธานาธิบดี ด้วยที่นั่งในสภาจำนวนมาก ก็จะทำให้ฝ่ายทหารหรือพรรคนอมินีของทหารบริหารประเทศไม่เป็นสุข เพราะฉะนั้นหนทางเดียวที่จะทำให้การเมืองพม่าราบรื่น เป็นผลดีต่อการก้าวเดินไปสู่การยอมรับของประชาคมโลก โดยเฉพาะด้านการค้าการลงทุนเพื่อยกระดับทุกมิติของชาติ ทหารก็ต้องมีแต่ต้องยอมปรองดองเท่านั้นเอง

            แต่จะยอมปรองดองสูตรใดนั้นก็เป็นที่น่าคิด กองทัพยังต้องเป็นหลักในประเทศที่แตกแยกด้วยชาติพันธุ์และศาสนานี้ไปอีกนาน ช่วงนี้ชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มเหิมเกริมมาก กล้าสู้รบกับรัฐในหลายจุด ถ้าอำนาจทหารในการบริหารประเทศอ่อนแอลง สถานการณ์อาจเลวร้ายลง ทหารจึงมีน้ำหนักต่อรองในหลายกระทรวง โดยเฉพาะด้านความมั่นคง แม้แต่ตำแหน่งประธานาธิบดีก็อาจได้ด้วย ถ้าพรรคเอ็นแอลดียอม ในการนี้ไม่เพียงแต่นายทหารใหญ่ต้องสะกดกลั้นอารมณ์เพื่อการปรองดอง นางซูจีก็เช่นกัน

            ยังมีอีกหลายประเด็นที่ทหารกับซูจีเห็นต่าง คงมีการพยายามแก้รัฐธรรมนูญในสมัยหน้าเป็นแน่ ซูจีก็อยากเป็นประธานาธิบดีสมัยต่อไปเหมือนกัน เพราะวัยสังขารไม่รอใคร สัดส่วนทหารในสภาก็เป็นอีกประเด็นที่ฝ่ายประชาธิปไตยพยายามปรับเปลี่ยน กลุ่มชาติพันธุ์ที่รอจังหวะบ้านเมืองผ่อนคลายก็อาจเรียกร้องสิทธิในสภาเอากับรัฐบาลพลเรือนมากขึ้น รัฐบาลและทหารจะเล่นบทเข้มยังไงก็ไม่ถนัด เพราะประเทศหมุนเข้าหาค่านิยมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมจนกลับไปยืนเหมือนเมื่อสักสิบปีก่อนไม่ได้อีก เรามารอดูกันต่อไปเถอะครับว่าพวกเขาจะทำยังไง โดยเฉพาะกับความอดกลั้นของตนเอง