ข่าว

คัมภีร์โภชนาการเพื่อลูกน้อย

คัมภีร์โภชนาการเพื่อลูกน้อย

16 พ.ย. 2558

คัมภีร์โภชนาการเพื่อลูกน้อย : ไลฟ์สไตล์

 
 
          อาหารสำหรับเด็กเล็กเป็นเรื่องสำคัญต่อพัฒนาการ ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถละเลยได้สักมื้อเดียว ทั้งนี้ ควรจัดหมวดหมู่อาหารให้อยู่ในปริมาณพอดีตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ฟีด ฟอร์ เดอะ ฟิวเจอร์” โดย บริษัท พีชชี่ วิลเลจ จำกัด ผู้คิดค้นและจัดจำหน่ายอาหารเสริมสำหรับเด็ก จัดโครงการเพิ่มความรู้สู่ความยั่งยืนด้านโภชนศึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรอบรมแนวใหม่ด้านโภชนาการเพื่อให้ความรู้คุณพ่อคุณแม่ตามศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวหนังสือคู่มือโภชนาการสำหรับเด็ก “My first cook book + Nutrition guide” เพื่อเป็นคู่มือสำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ในการหาข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อย ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ ถนนวิทยุ วันก่อน 
 
          ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และนักกำหนดอาหารวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เพราะภาวะทุพโภชนาการในเด็กกำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย พบว่าร้อยละ 60 ของเด็กไทยอยู่ในภาวะขาดสารอาหาร ในขณะที่ร้อยละ 20 ของเด็กไทยอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน และจากการสำรวจพบว่าในปี พ.ศ. 2555 เด็กไทยเสี่ยงเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 15 ในขณะที่ 1 ใน 5 ของเด็กก่อนวัยเรียนเป็นโรคอ้วนแต่กลับขาดสารอาหาร ซึ่งการได้รับโภชนาการที่ไม่ถูกต้องและไม่เพียงพอทำให้เสี่ยงต่อภาวะเชาวน์ปัญญาต่ำ และมีแนวโน้มส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปี ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่เข้าใจผิดว่าลูกจะต้องกินแต่นมเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วเด็กอายุ 6 เดือนก็ต้องการอาหารเสริมจากนมแม่แล้ว อย่างที่เราทราบว่าร่างกายคนเราต้องการอาหารครบ 5 หมู่ คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ แต่ปริมาณของสารอาหารแต่ละหมู่จะแตกต่างกันตามการเจริญเติบโตของร่างกายและช่วงวัย 
 
          "ปัจจุบันเรากลับพบว่าเด็กไทยอ้วนและเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น เป็นเพราะเด็กได้รับสารอาหารประเภทแป้งมากเกินความต้องการของร่างกาย นั่นอาจมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารบางชนิดมากเกินไป เช่น ขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน น้ำอัดลม รวมถึงอาหารฟาสต์ฟู้ด เป็นต้น แต่ถึงแม้เด็กจะมีน้ำหนักเกิน ทว่ากลับพบว่าส่วนมากมักมีภาวะขาดสารอาหารอย่างขาดโปรตีน ซึ่งอาจเป็นเพราะโปรตีนที่ได้รับมีปริมาณของกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตไม่เพียงพอ เพราะไม่ค่อยรับประทานผักและผลไม้ ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโต ยกตัวอย่างเช่น วิตามินเอ ในแครอท ส้ม ผักสีเขียว จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและบำรุงสายตา ส่วนวิตามินซี ในผลไม้รสเปรี้ยวหรือผักตระกูลกะหล่ำ จะช่วยลดอนุมูลอิสระในร่างกายและสร้างคอลลาเจนที่จำเป็น สำหรับวิธีแก้ไขเด็กที่ไม่ยอมกินผักหรือผลไม้ คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ถอดใจ หากลูกคายทิ้งก็ต้องรออีก 3-4 วันค่อยป้อนใหม่ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้เด็กคุ้นชินกับกลิ่นและรสชาติ หรืออาจจะลองเปลี่ยนวิธีปรุงอาหาร เช่น จากต้มเปลี่ยนเป็นผัดบ้าง ทอดบ้าง ให้มีความหลากหลาย หรือกินเป็นตัวอย่างให้ลูกดู เชื่อว่าหากสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กได้ ปัญหาโภชนาการและปัญหาสุขภาพที่เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารก็จะหมดไปด้วย” ผศ.ดร.ฉัตรภา กล่าว