
ซูจีกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอถอดชนวน
15 พ.ย. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ซูจีกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอถอดชนวน : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
ทั่วโลกต่างปลื้มปีติกับชัยชนะปานแผ่นดินถล่มทลายของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของอาเหม่ (แม่) ออง ซาน ซูจีแห่งแดนดินถิ่นลุ่มน้ำอิระวดี ที่เชื่อว่าได้ครองที่นั่งในสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภาราว 80-90 เปอร์เซ็นต์ ชัยชนะชนิดพลิกความคาดหมายของทุกฝ่ายนี้คงจะช่วยปลดล็อกกับดักการเมืองและกับดักรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ได้วางยาไว้อย่างน้อย 2 ข้อ ทั้งกับดักเรื่องโควตา 25 เปอร์เซ็นต์ของทหารใน 2 สภา รวมไปถึงกับดักการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสภานิติบัญญัติทั้ง 3 สภา รวมไปถึงสภาชาติพันธุ์ ก่อนหน้านี้พรรคเอ็นแอลดีได้เปิดหน้าไพ่ โดยไม่ปิดบังว่าต้องการแก้ไขมาตราที่ห้ามผู้ที่มีสามีและบุตรต่างด้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ทั้งนี้เพื่อเปิดทางให้นางซูจีก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีอย่างองอาจผ่าเผย
ถึงแม้ทั้งประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารบก ต่างแถลงยอมรับในผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมกับตอบรับเทียบเชิญของนางซูจี ที่ขอเจรจาเพื่อสร้างความปรองดองแห่งชาติ กระนั้นนักวิเคราะห์ทั้งชาวพม่าและตะวันตกต่างก็ยังไม่วางใจในกองทัพว่าจะยอมสละอำนาจที่ยึดครองมานาน 50 ปีแต่โดยดี โดยไม่คิดตุกติกหรือล้มกระดานการเลือกตั้งเหมือนเมื่อปี 2533
ที่สำคัญก็คื อไม่เชื่อใจ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้ปวารณาตัวเองเป็น “ลูกบุญธรรม” ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ในเมื่อรู้กันดีอยู่ว่า เจ้าตัวเป็นนายทหารอาชีพเต็มตัวผู้มีประวัติการสู้รบกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยมาอย่างโชกโชน ไม่ใช่ทหารปฏิรูปหรือทหารประชาธิปไตย และเจ้าตัวก็ไม่เคยปิดบังแม้แต่น้อยว่ากองทัพไม่พร้อมจะสละอำนาจทางการเมือง เพราะมีหน้าที่สำคัญในเรื่องการรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ ซึ่งจะต้องอยู่เหนืออื่นใด แม้กระทั่งการเมือง
ดังที่ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เคยให้สัมภาษณ์บีบีซีเมื่อกลางปีที่ผ่านมาว่าจะเคารพผลการเลือกตั้งทั่วไปไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะการเลือกตั้ง แต่ทหารก็จะยังไม่วางมือจากการเมือง จนกว่ารัฐบาลจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับชนกลุ่มน้อยแล้ว ที่สำคัญ ยังบอกด้วยความมั่นใจว่า พร้อมจะรับใช้ประเทศชาติไม่ว่าจะในบทบาทใด รวมไปถึงการพร้อมจะก้าวขึ้นมาสวมหัวโขนประธานาธิบดี
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าภารกิจของกองทัพในการปราบกองกำลังชนกลุ่มน้อยยังไม่ลุล่วง แม้เวลาจะล่วงเลยไปอีก 50 ปี เหมือนกับที่ผ่านมาแล้ว 50 ปี นั่นก็หมายความว่า กองทัพก็จะยังเป็นกลุ่มอำนาจพิเศษซ้อนอำนาจรัฐต่อไป
ไม่นับรวมเรื่องที่กองทัพมีอำนาจเหนือรัฐบาลในกระทรวงสำคัญๆ อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาพื้นที่ชายแดน สภาความมั่นคงและการป้องกันประเทศ (เอ็นดีเอสซี) และกรมตำรวจ ตลอดจนสามารถเข้าไปดูแลเศรษฐกิจของประเทศแทนรัฐบาลได้หากจำเป็นตามที่รัฐธรมนูญได้เปิดช่องไว้
นี่คือกับดักหรือระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญและจะต้องหาทางถอดสลักระเบิดเวลาลูกนี้ให้ได้หากต้องการเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่นางซูจีจะเข้าไปจัดระเบียบหรือจัดแถวกองทัพใหม่แม้จะมีสิบเศียร ยี่สิบกร หรือมีทำเนียบขาวหนุนหลังอยู่เต็มตัวก็ตาม ตราบใดที่ยังมีหนามหยอกอกอยู่หลายหนาม ทั้งปัญหาชนกลุ่มน้อยที่ต้องการแยกตัวเองเป็นอิสระ ปัญหาของชาวพุทธชาตินิยม ปัญหาเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งปัญหาของชาวมุสลิมที่ถูกกีดกันทางการเมือง เป็นต้น
ไม่นับรวมถึงปัญหาสังคมที่อาจจะปะทุขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ คล้ายกับที่เคยเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในแดนดินถิ่นเจ้าพระยา ซึ่งประชาธิปไตยมีอายุสั้นแค่ 3 ปีเท่านั้น ช่วงนั้นขบวนการนักศึกษา กรรมกร และประชาชนต่างหลงปลื้มในชัยชนะที่ได้มาโดยไม่คาดฝัน ทุกคนต่างใช้เสรีภาพเต็มที่ เรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองต้องการ เปิดช่องให้กลุ่มอำนาจเก่าเข้ามาก่อกวนจนบ้านเมืองปั่นป่วน ท้ายสุดนำไปสู่โศกนาฏกรรม 6 ตุลาคม 2519
ในส่วนของพม่านั้น หลายฝ่ายเกรงว่าสถานการณ์อาจจะรุนแรงกว่า เนื่องจากมีกลุ่มชาติพันธ์ุอยู่มากมายหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็มีกองกำลังติดอาวุธของตัวเองที่พร้อมจะก่อความไม่สงบเพื่อกดดันให้รัฐบาลนางซูจี (หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้) ยอมให้สิทธิปกครองตัวเองภายใต้ข้อตกลงปางหลวงที่นายพลออง ซาน พ่อของนางซูจี ทำไว้กับกลุ่มชนน้อยเหล่านั้น แต่ให้บังเอิญถูกลอบสังหารเสียก่อน เรื่องจึงคาราคาราซังมาร่วมร้อยปี
เชื่อว่า กองทัพพม่าเองก็คงจะศึกษาและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ของแดนดินถิ่นเจ้าพระยาจาก 14 ตุลาคม 2516-6 ตุลาคม 2519 เช่นกันว่า ทำไมประชาธิปไตยในไทยจึงสั้นนัก แค่ 3 ปีเท่านั้น ทั้งๆ ที่แดนดินถิ่นเจ้าพระยาไม่มีปัญหาชนกลุ่มน้อย เป็นเพราะทุกคนไม่รู้จักใช้ไม่รู้จักต่อยอดประชาธิปไตยให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติจริงๆ ใช่หรือไม่ หรือเป็นเพราะกลุ่มอำนาจเก่าได้ฉกฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการยึดอำนาจคืน ฯลฯ
เฉกเดียวกับชาวพม่าหากไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในช่วงนั้น และมัวหลงละเลิงว่าได้ประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งแล้ว ก็อาจใช้ประชาธิปไตยในทางที่ผิดหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตนจนอาจตกในหลุมพรางการเมืองได้ โดยเฉพาะนางซูจี ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนเริ่มเป็นห่วง เมื่อเธอประกาศตัวว่าอยู่เหนือประธานาธิบดี เพราะอาจถูกตีความผิดๆ ว่าเธอกระหายในอำนาจและถ้าเธอเป็นอะไรไป พรรคเอ็นแอลดีจะอยู่รอดตลอดฝั่งหรือไม่ ในเมื่อคนทั่วโลกต่างรู้จักแต่ชื่อของเธอมากกว่าชื่อของพรรคหรือชื่อของผู้นำคนสำคัญๆคนอื่นๆ ภายในพรรค
ทั้งหมดนี้ก็อาจจะเข้าทางใน “หมาก 3 ชั้น” ของกองทัพ เปลือกนอก กองทัพหรือนัยหนึ่ง พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้งและอาจจะยอมให้พรรคเอ็นแอลดีจัดตั้งรัฐบาลได้ตามหมากตัวแรกที่วางไว้ ส่วนหมากตัวที่ 2 ก็คือ การก่อกวนไม่ให้รัฐบาลพลเรือนสามารถบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นด้วยการนำปัญหาการกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยมาเป็นข้ออ้าง ส่วนหมากตัวที่ 3 ก็คือ การทำตัวเป็น “พยัคฆ์หมอบ มังกรซ่อน“ ซุ่มจังหวะสัก 3-4 ปี รอสถานการณ์สุกงอมก็พร้อมจะเป็นพยัคฆ์เหินหาวอีกครั้ง ดังสำนวนที่ว่า “ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้” และ ”สิบปีล้างแค้นไม่สาย”
นี่คือส่วนหนึ่งของระเบิดเวลาที่รัฐบาลพลเรือนอาจต้องเผชิญหรือต้องหาทางเร่งถอดชนวนก่อนจะสายเกินแก้
--------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ซูจีกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอถอดชนวน : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



