
เกษตรฯแนะปลูกพืชไร่ใช้น้ำน้อยสู้วิกฤติภัยแล้ง
กรมวิชาการเกษตรแนะปลูกพืชไร่ใช้น้ำน้อยสู้ภาวะภัยแล้ง ชี้ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสงมีศักยภาพตลาดต้องการสูง แถมอายุเก็บเกี่ยวเร็วกว่านาปรัง
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้เตรียมแผนร่วมเดินหน้าฝ่าวิกฤติภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเบื้องต้นได้เร่งสำรองเมล็ดพันธุ์พืชไร่ใช้น้ำน้อย และมีอายุเก็บเกี่ยวสั้นไว้รองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะใช้เมล็ดพันธุ์ดีไปปลูกในช่วงหน้าแล้ง ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558-มกราคม 2559 เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการทำนาปรัง รวมกว่า 2,300 ตัน ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง จำนวน 800 ตัน และถั่วเขียว 1,300 ตัน และถั่วลิสง 200 ตัน ทั้งยังได้เตรียมเชื้อไรโซเบียมเพื่อสนับสนุนการปลูกพืชตระกูลถั่วด้วย ซึ่งคาดว่า จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในการปลูกข้าวโดยเฉพาะพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเป็นแนวทางช่วยให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้ โดยจะเริ่มส่งมอบเมล็ดพันธุ์พืชดังกล่าวให้เกษตรกรไปปลูกตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม 2558 นี้
ทั้งนี้ การปลูกข้าวนาปรังใช้น้ำปริมาณ 1,920 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ มีอายุเก็บเกี่ยว 100-120 วัน รายได้ต่อไร่ ประมาณ 5,000-7,000 บาท ส่วนการปลูกถั่วเขียวใช้น้ำ 320-400 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ อายุเก็บเกี่ยว 65-75 วัน สร้างรายได้ 2,100-3,000 บาท/ไร่ ถั่วเหลือง ปริมาณการใช้น้ำ 480-560 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ อายุเก็บเกี่ยว 80-100 วัน สร้างรายได้ 3,600-8,400 บาท/ไร่ ถั่วลิสง ปริมาณการใช้น้ำ 611 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ มีอายุเก็บเกี่ยว 85-110 วัน สร้างรายได้สูงถึง 3,600-10,800 บาท/ไร่ ขณะที่ข้าวโพดหวาน มีการใช้น้ำปริมาณ 420 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ อายุเก็บเกี่ยว 65-85 ลูกบาศก์เมตร สามารถสร้างรายได้ 10,000-15,000 บาท/ไร่ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีการใช้น้ำ 720-800 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ อายุเก็บเกี่ยว 100-110 วัน สร้างรายได้ 4,800-8,000 บาท/ไร่
“หลังเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรควรฉวยโอกาสช่วงที่สภาพดินยังมีความชื้นเพาะปลูกพืชไร่ใช้น้ำน้อย และอายุเก็บเกี่ยวสั้นเพื่อสร้างรายได้ทดแทนการทำนาปรัง โดยมีพืชไร่หลายชนิดที่มีศักยภาพและตลาดมีความต้องการสูง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และข้าวโพด ซึ่งกรมวิชาการเกษตรพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร เป็นช่องทางช่วยลดความเสี่ยงปัญหาขาดแคลนน้ำระหว่างเพาะปลูกในช่วงหน้าแล้งนี้ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดและผ่านช่วงวิกฤติภัยแล้งไปได้ คาดว่า หลังฤดูทำนาปีนี้ เกษตรกรจะหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพิ่มขึ้นมาก” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว
นายสมชายแนะนำด้วยว่า การเลือกปลูกพืชไร่ใช้น้ำน้อย เกษตรกรควรพิจารณาถึงพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ทั้งยังต้องมองความต้องการของตลาด ราคาผลผลิต และมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน ขณะเดียวกันยังต้องคำนึงถึงความเหมาะกับสภาพแวดล้อม ช่วงเวลาปลูกไม่ให้ออกดอกและติดฝักตรงกับช่วงที่มีอุณหภูมิสูง และอย่าให้พืชขาดน้ำในระยะที่ออกดอก ซึ่งเป็นระยะวิกฤติของพืชซึ่งจะทำให้ผลผลิตลดลง ทางกรมวิชาการเกษตรมีศูนย์วิจัยพืชไร่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร และสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8 สนับสนุนเรื่องข้อมูลทางวิชาการ พร้อมสร้างเข้าใจ ให้ความมั่นใจ และให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม เช่น เมล็ดพันธุ์ดี และเครื่องจักรกลการเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรแก้ไขปัญหาด้านพืช นอกจากนั้น เกษตรกรยังสามารถเข้ามาเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้ แปลงสาธิต หรือแปลงต้นแบบการปลูกพืชไร่ใช้น้ำน้อย และนำความรู้ไปปรับใช้ในแปลงของตนเองได้จริง
“การปลูกพืชใช้น้ำน้อยช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้ค่อนข้างเมื่อเทียบกับข้าว ลดความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนน้ำและภัยแล้ง พร้อมลดปัญหาการแย่งชิงน้ำเพื่อการเกษตรด้วยหากปลูกพืชไร่ใช้น้ำน้อยสลับกับการปลูกข้าวจะช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำดีกว่าการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม ช่วยปรับปรุงบำรุงดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ เช่น เศษซากพืชตระกูลถั่วจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ช่วยปรับโครงสร้างของดินและลดการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวได้ ขณะเดียวกันยังช่วยตัดวงจรการระบาดของโรคและแมลงศัตรูข้าว และรักษาระบบนิเวศน์ในนาข้าวให้สมดุลด้วย ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว



