
ดึง'พรสวรรค์งสร้างธุรกิจปั้นสินค้า'วาเวีย'อวดสายตาเวทีโลก
ดึง'พรสวรรค์งสร้างธุรกิจปั้นสินค้า'วาเวีย'อวดสายตาเวทีโลก : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดย...อนัญชนา สาระคู
การค้นหา “พรสวรรค์” ของตัวเองอาจจะไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่การนำพรสวรรค์ที่มี มาก่อร่างสร้างเป็น “ธุรกิจส่วนตัว” นั้น จะต้องใช้ความมานะและอดทน กว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มา จนเรียกได้ว่าธุรกิจอยู่ตัวและพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ
นั่นเป็นที่มาของสินค้าแบรนด์ “วาเวีย” (VAVIA) ผลิตภัณฑ์กระเป๋าและเครื่องประดับตกแต่งสไตล์วินเทจ ของเพื่อนคู่หูที่มีความใฝ่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองเหมือนๆ กัน และมีแนวความคิดไปในทางเดียวกันจึงได้ร่วมกันสร้างธุรกิจของพวกเขา “พรปวีณ์ ธรรมศิริ” และ “สิรภพ อุปริภาพ” ซึ่งทั้งคู่แบ่งหน้าที่กันตามความถนัดด้านการออกแบบ และการตลาด โดยมีเป้าหมายที่ไม่ใช่แค่การจำหน่ายสินค้าในประเทศเท่านั้น แต่ยังมองไกลไปอีกหลายๆ ประเทศในโลก ด้วยการนำพรสวรรค์คือความรักในงานศิลปะที่ฝึกฝนจนสร้างเป็นอาชีพ มาเป็นเครื่องนำทางไปสู่ความสำเร็จ
“พรปวีณ์” หรือ หม่อน เล่าว่า “วาเวีย” เปิดตัวเมื่อ 3 ปีที่แล้วในงานแสดงสินค้าของขวัญและของตกแต่งบ้าน หรือ BIG & BIH โดยได้แรงบันดาลใจมาจากการทำธุรกิจค้าปลีกที่ตลาดน้ำอโยธยาก่อนหน้านั้น ที่ได้ร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีสินค้าหลากหลายแบบ ทั้งของที่ระลึกสไตล์วินเทจ ของตกแต่งและสินค้าแฟชั่น ชื่อร้าน “เด็กไทย” รวมทั้งการที่ตัวเองมีความถนัดในเรื่องงานศิลปะ และการออกแบบลวดลายผ้า จึงรับวาดภาพบนเสื้อยืดเพื่อจำหน่ายด้วย จากนั้นเมื่อไม่ได้ทำกิจการที่ตลาดน้ำอโยธยาต่อแล้ว เลยตัดสินใจมาทำบริษัทเพื่อสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง
“ก่อนที่จะมาเปิดตัวแบรนด์วาเวียในงาน BIG & BIH เราได้พัฒนาสินค้ามาก่อนล่วงหน้า 2-3 เดือน ซึ่งก่อนหน้านั้นก็ได้ฝึกฝนตัวเองในการออกแบบลวดลายต่างๆ ระหว่างที่ยังเปิดร้านค้าปลีกที่ตลาดน้ำอโยธยาด้วย เพราะระยะหลังๆ เมื่อมีลูกค้ามากขึ้น การจะวาดลายลงเสื้อทีละตัวก็ไม่ไหว จึงใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเข้ามาช่วย ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทำลวดลายกราฟฟิก จนมาเป็นแพทเทิร์นงานในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเรา”
โดยผลิตภัณฑ์แรกของแบรนด์เริ่มจาก “กระเป๋า” ซึ่งเกิดจากการสังเกตและพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้าร้านเราจะสนใจกระเป๋ากันเยอะมาก และกระเป๋าก็ไม่มีไซส์เหมือนเสื้อที่เราจะต้องมาบริหารจัดการ จึงคิดเริ่มต้นด้วยการผลิตกระเป๋าก่อน จากนั้นจึงไปศึกษาวิธีการทำกระเป๋า ศึกษาการทำลวดลายผ้าในระหว่างที่ร้านเด็กไทยยังเปิดอยู่ จนออกมาเป็นกระเป๋าผ้าพิมพ์ลายผสมกับหนังแท้ และตัวเองเป็นคนออกแบบลวดลายเองทั้งหมด
“การที่เราออกแบบลวดลายเองทั้งหมด ทำให้สินค้าของเรามีความเป็นเอกลักษณ์ และไม่ซ้ำแบบใคร มาจนปัจจุบันมีลวดลายเยอะมากเป็นสิบๆ ลายแล้ว แต่ละแบบก็มีแรงบันดาลใจเกี่ยวกับธรรมชาติ และดอกไม้ ซึ่งถือเป็นธีมหลักของแบรนด์วาเวียเลยก็ว่าได้ เพราะวาเวียคือผู้หญิงที่ชอบความโรแมนติก และลูกค้าหลักของเราก็คือผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ แต่จะมีตัวราคาของกระเป๋าที่จะแบ่งกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน และคนที่มีอายุแต่ยังมีความอ่อนเยาว์ในหัวใจ ทำให้สีสันของกระเป๋าจะออกมาในโทนสดใสแต่ก็ดูสุขุม ไม่ฉูดฉาด และไม่วาดเป็นลายการ์ตูนมากนัก”
นอกจากนี้ กว่าที่จะออกมาเป็นวาเวียในรูปแบบปัจจุบันนั้น “พรปวีณ์” เล่าว่าแรกๆ เราออกมาเป็นกระเป๋าหนังล้วนๆ ก่อน โดยยังไม่ได้ลงไลน์ผลิตที่เป็นกระเป๋าลวดลาย แต่รู้สึกว่าอยากที่จะนำความชอบของตัวเองมาใส่เข้าไปด้วย จึงเป็นที่มาของคอลเลกชั่นถัดไป และผลตอบรับที่ออกมาถือว่าดีมาก รวมทั้งแรกๆ เราก็ได้ทำลวดลายออกมาทดสอบตลาดก่อนด้วย โดยมี 3 แนวคือ ลายสีฟ้าที่สื่อถือผู้หญิงหวานและดูอบอุ่น ลายที่สองดูเป็นผู้หญิงที่มีความสนุกสนานหน่อย และสุดท้ายเป็นแนวผู้หญิงสไตล์วินเทจและหวานเจี๊ยบ สรุปเป็นว่าลูกค้าที่เข้ามาหาเราส่วนใหญ่จะชอบแนวหวานและอบอุ่น ทำให้การออกแบบลวดลายหลังจากนั้นจะไม่ฉูดฉาด และไม่ออกแบบลายการ์ตูน
เมื่อเรานำลายพิมพ์มาใส่กับกระเป๋าแล้ว ก็พบว่ามีลูกค้าเข้ามาหาเรามากขึ้น เพราะว่ามันมีความแตกต่างจากทั่วๆ ไป นั่นเป็นเพราะว่าเราเป็นผู้ผลิตเอง สร้างสรรค์เอง และไม่ซ้ำกับตลาดข้างนอกทั่วไป ทำให้กลายเป็นเอกลักษณ์ของ “วาเวีย” คือลายพิมพ์ผ้า รวมทั้งมี “โลโก้” ของวาเวียก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เมื่อใครเห็นก็จะตั้งคำถามก่อนว่าคือรูปอะไร ซึ่งก็จะทำให้ลูกค้าสามารถจดจำสินค้าแบรนด์ของเราได้ดีขึ้น และก็ไม่ลืมที่จะขึ้นทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับโลโก้ของเรา ส่วนแพทเทิร์นลวดลายต่างๆ เราก็มีการเก็บบันทึกการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย
เมื่อพูดคุยกันถึงช่องทางการตลาดในยุคนี้ แน่นอนว่าหนีไม่พ้นกับการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งพวกเขาบอกว่านอกจากการออกงานแฟร์ คืองาน BIG & BIH เป็นหลัก เป็นประจำปีละ 2 ครั้งแล้ว เรายังมีช่องทางตลาดออนไลน์อื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ www.vavia.co.th, เฟซบุ๊ก คือ Vaviadesign, อินสตาแกรม @vaviadesign เป็นต้น รวมทั้งยังมีเคาน์เตอร์ที่อิเซตัน ในเซ็นทรัลเวิลด์ อีกแห่งหนึ่งด้วย
ด้านยอดขายเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นระดับ 7 หลัก แต่พวกเขาบอกว่า อยากขยายให้ได้มากกว่านี้ ทำให้เราจะต้องพัฒนาสินค้าในรูปแบบต่างๆ จากความถนัดของเราให้มากขึ้น เช่น ขณะนี้มีเป้าหมายที่จะขยายเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยชาวญี่ปุ่น ทำให้มีคอลเลกชั่นกระเป๋าสำหรับผู้สูงอายุ เพราะจากการศึกษาตลาดญี่ปุ่นมา เราพบว่าผู้สูงวัยชาวญี่ปุ่นจะแต่งตัวไม่แก่ คือจะแต่งตัวในวัยเดียวกับคนไทยอายุประมาณ 30 ปี และคุณลักษณะของกระเป๋าสำหรับผู้สูงวัยนั้นคือจะมีลักษณะเบา นอกจากนี้ก็จะมีผลิตภัณฑ์กระเป๋าอื่นๆ ที่หลากหลายประเภทมากขึ้น เช่น กระเป๋าคุณแม่ ที่มีลูกเล็กและใส่ของของลูกต่างๆ ได้มาก
อย่างไรก็ตาม นอกจากตัวผลิตภัณฑ์ที่เป็นกระเป๋า และของตกแต่งแล้ว “วาเวีย” ยังใช้ความเชี่ยวชาญในการออกแบบลวดลายผ้า ในการให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติมด้วย
“ลูกค้าต่างประเทศที่มีแบรนด์ของเขาอยู่แล้ว แต่เขาเห็นว่าเรามีความสามารถในการออกแบบลวดลายผ้า ซึ่งสามารถนำไปลงในผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น หมอน ผ้าปูที่นอน หรือสินค้าในกลุ่มของแตกต่างบ้าน และเครื่องครัว ซึ่งเรารับที่จะออกแบบและทำออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ให้ได้ครบวงจร เพราะเรามีความเชี่ยวชาญ และมีพันธมิตรที่มีความสามารถในการผลิตในแต่ละชิ้นงานอยู่แล้ว”
อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันทั้งความชอบ และรสนิยม ทำให้เราจะต้องทำรีเสิร์ชการออกแบบลวดลายในแต่ละตลาดด้วย เพราะลายที่เราผลิตอยู่ในปัจจุบันนี้ ค่อนข้างจะอิงในสไตล์เอเชียและไทยก่อน เพราะเราต้องการที่จะให้แบรนด์ของเรามีความแข็งแกร่งจากภายในประเทศก่อน แม้จะมีเป้าหมายที่จะขยายตลาดไปสู่ตลาดประเทศ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายตั้งแต่แรกเริ่มก็ตาม
สำหรับแบรนด์ “วาเวีย” มาจากคำสองคำคือ วินเทจ (vintage) และวิกตอเรียน (victorian) ซึ่งเจ้าของแบรนด์บอกว่า ต้องการให้นึกถึงความเป็นผู้หญิงที่มีสไตล์วินเทจ แต่ก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือจะมีความหลากหลายมากกว่าการผลิตกระเป๋าสไตล์วินเทจ เพราะจากความเชี่ยวชาญในการนำลวดลายลงในผลิตภัณฑ์อื่นๆ จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของวาเวียมีมากไปกว่านั้น ซึ่งสามารถนำไปลงในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ โดยหากนึกถึงแบรนด์ในต่างประเทศ อาจจะนึกถึงกระเป๋าแบรนด์อย่าง “cath kidston” แบรนด์ดังที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งเราก็อยากไปในแนวนั้น แต่สิ่งที่แตกต่างคือเราจะทำในแบบของเรา ที่เป็นบุคลิกของเราเองคือ จะเป็นแนวตะวันออกผสมตะวันตก
“ดีไซน์ของเราจะมีความละเอียดในแบบเอเชีย ซึ่งลวดลายของเราจะมีความใสใจในรายละเอียดเล็กๆ ซึ่งขณะนี้เราได้ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาถึงจุดที่มีความเชี่ยวชาญแล้ว จากนี้จึงจะขยายธุรกิจด้วยองค์ความรู้ที่เรามีจากการทำกระเป๋า รวมไปถึงการลงลายพิมพ์ในผลิตภัณฑ์อื่นๆ”
แน่นอนว่าการพูดคุยกันของเราในแนวคิดการสร้างธุรกิจนั้น หม่อน และ ป๊อป ให้คำแนะนำเพื่อนๆ คนรุ่นใหม่ที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวว่า ต้องเริ่มค้นหาตัวเองก่อนว่าชอบอะไร ถนัดในสิ่งไหน คือถ้ายังมีเวลาในช่วงที่ยังเรียนอยู่ ก็ไปเข้าร่วมโครงการสำหรับเยาวชนโครงการต่างๆ ที่มี เช่น หากเราสนใจที่จะเป็นผู้ประกอบการก็จะมีโครงการที่เขาให้คำแนะนำกับเราได้ในเรื่องนี้ได้ หรือถ้ายังไม่รู้ว่าเราถนัดในเรื่องไหน ก็ลองก้าวข้ามไปศึกษาค้นหาในเรื่องต่างๆ ก่อน
“แต่สิ่งที่สำคัญเมื่อเราค้นหาตัวเองเจอแล้ว รู้ว่าชอบอะไร ถนัดอะไร และอยากที่จะทำสิ่งใดแล้ว ก็จะทำให้เราสามารถอยู่กับสิ่งนั้นได้นานๆ แล้ว คือการที่เราเจอกับอุปสรรคใดเข้ามาก็จะต้องไม่ย่อท้อด้วย และการที่เราอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เราคิดว่ามีความเป็นอิสระ แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นว่าเมื่อเรามีธุรกิจเป็นของตัวเอง แล้ว เราต้องใช้เวลาตลอดทั้ง 7 วันในการทำงานทั้งการคิดงาน การแก้ปัญหาต่างๆ การติดตามข่าวสาร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก” พวกเขากล่าว
จากเด็กกิจกรรมสู่เจ้าของธุรกิจส่วนตัว
“หม่อน” พรปวีณ์ ธรรมศิริ และ “ป๊อป” สิรภพ อุปริภาพ หุ้นส่วนธุรกิจผลิตภัณฑ์แบรนด์ “วาเวีย” ซึ่งทั้งคู่บอกว่ามีความใฝ่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงเข้าโครงการอบรมการทำธุรกิจในที่ต่างๆ ทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันและคุยกันลงตัว จนตกลงทำธุรกิจร่วมกันหลังจากจบการศึกษา
โดยสมัยที่ยังเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย “หม่อน” เรียนในสาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะที่ “ป๊อป” เรียนคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งคู่นอกจากคร่ำเคร่งการเรียนหนังสือแล้ว ยังเรียกได้ว่าเป็นเด็กกิจกรรมตัวยง โดยเฉพาะหม่อน ที่เล่าว่า ทำกิจกรรมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย
“ตอนเรียนอยู่ปี 3 รู้แล้วว่าไม่ได้สนใจด้านวิทยาศาสตร์ การทำงานอยู่ในห้องแล็บไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเรา ประกอบกับเป็นเด็กทำกิจกรรมด้วย ได้ทำโปรเจกท์ต่างๆ เกี่ยวกับเยาวชนทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัย ทำให้ได้ค้นพบว่าตัวเองว่ามีความสนใจเรื่องการเป็นผู้ประกอบการ เลยค้นหาตัวเองตอนขึ้นปี 4 และรู้สึกว่าอยากทำธุรกิจ จึงเข้าค่ายศึกษาด้านการตลาด และศึกษาทุกอย่างที่จะเป็นองค์ประกอบของคนที่จะเป็นผู้ประกอบการได้ จนกระทั่งจบการศึกษาจึงได้ร่วมกับเพื่อนๆ เปิดร้านที่ตลาดน้ำอโยธยา”
พวกเขาบอกด้วยว่า การที่เข้าโครงการอบรมต่างๆ ในการเป็นผู้ประกอบการ ทำให้เราได้รู้จักกับคนจำนวนมาก และคนรุ่นใหม่ที่ทำธุรกิจส่วนตัวที่รู้จักก็มีเยอะมาก พวกเขาเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเรียนด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะว่าสมัยนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ โลกออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย เข้ามามีบทบาทกับเรามากขึ้น ทำให้คนกล้าที่จะทำธุรกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่มาทำธุรกิจส่วนตัว แรกๆ ทางครอบครัวอาจจะยังไม่เห็นภาพ เพราะอยากให้ลูกได้เรียนต่อและมีความมั่นคงในชีวิต แต่เราเองก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับที่บ้าน เพื่อให้พวกเขาได้เห็นว่าเรามีความสามารถด้านไหน และเราก็ทำให้เห็นว่าเราทำอย่างจริงจัง



