
ป.ป.ช.ทิศทางก้าวสู่ปีที่17สร้างประเทศไทยให้โปร่งใส
ป.ป.ช.ทิศทางก้าวสู่ปีที่17สร้างประเทศไทยให้โปร่งใส สร้างจิตสำนึก คนไทยไม่โกง มีคุณธรรม จริยธรรม : สัมภาษณ์พิเศษนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช.
ทิศทางก้าวสู่ปีที่ 17 ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ครบรอบวันสถาปนาในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 ณ เวลานี้สำนักงาน ป.ป.ช.กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ และวิสัยทัศน์ เป็นเป้าหมายแนวทางในการดำเนินการมุ่งสร้างสังคมไทย ให้คนไทยมีวินัย ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการป้องกัน ทั้งระดับชาติและระดับสากล มุ่งหวังให้คนในสังคมไทยปลูกฝังเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ถือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและน่ารังเกียจ
คนไทยจะไม่อยู่ภาวะจำยอม ไม่สามารถนิ่งเฉยอีกต่อไป ต้องลุกขึ้นสู้ ให้ปัญหาการทุจริตลดน้อยถอยลงไปให้ได้ สิ่งสำคัญที่ต้องการให้เกิดขึ้น คือ การมีเครือข่ายป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง ในปีที่ 17 ป.ป.ช.ทำหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ยุทธศาสตร์ที่วางไว้นั้น ได้เน้นการสร้างการรับรู้แก่เด็กและเยาวชน เป็นเป้าหมายหลัก แม้จะต้องใช้เวลา แต่ก็ต้องให้เยาวชนตระหนักว่า การทุจริตเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อีกต่อไป ต้องร่วมมือกันสร้างประเทศไทยให้โปร่งใส
ร่วมกันสร้าง “สำนึกไทย ไม่โกง” คือ ไม่โกงชาติ ไม่โกงแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช.มีแนวทางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 4 แนวทาง ซึ่งแนวทางแรกนั้น มุ่งไปสู่กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ เด็กและเยาวชน จะเน้น ปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้มีคุณธรรม จริยธรรม ด้วยวิธีการเรียนรู้ แม้แต่ในการละเล่นของเด็กก็จะสอดแทรกไปในจิตสำนึกที่ดี ไม่ลักขโมย หรือหยิบของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง รู้จักการเข้าคิว จะแซงคิวไม่ได้ ลอกข้อสอบไม่ได้ รู้ว่าอะไรที่ไม่ใช่ของเราไม่เอา อะไรที่เป็นของส่วนรวม หรือสาธารณะ ต้องช่วยกันดูแล รักษา การปลูกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนนี้ หวังว่า เมื่อเติบโตขึ้นก็จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านจิตสำนึก เกิดเป็นระบบค่านิยมของสังคม เน้นการสร้างเยาวชนให้เติบโตขึ้น เป็นคนดี ย้ำนโยบาย ไม่สร้างให้เป็นคนเก่งแต่ให้เป็นคนดี เมื่อเยาวชนเติบโตถึงระดับอุดมศึกษา แนวทางต่อไปจะเน้นเรื่องการตระหนักรู้ถึงพิษภัยของการทุจริตคอร์รัปชั่น หากเกิดมีการทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นแล้ว จะเกิดผลเสียทั้งตัวเอง เศรษฐกิจและสังคม ทั้งหมดอย่างไร และเยาวชนต้องเป็นแกนนำในการต่อต้านการทุจริตด้วย"
ส่วนอีกสามแนวทางนั้น เน้นเป้าหมายที่จะต้องทำร่วมกันขับเคลื่อนคือ กลุ่มข้าราชการภาครัฐ และนักการเมือง กลุ่มธุรกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้แก่ พลเมือง และสื่อมวลชน แนวทางยุทธศาสตร์ของ ป.ป.ช.นี้ หวังผลในระยะยาว ไม่หวังว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการ และนักการเมือง จะเปลี่ยนได้ในเวลานี้ แต่หวังว่า ในอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้าเด็กๆ และเยาวชน ก็จะมีพื้นฐานจิตสำนึก ที่ไม่โกง เมื่อเติบโตจบการศึกษาเข้ารับราชการ ก็จะมีพื้นฐานสำนึกที่ดี
ขณะเดียวกันก็พยายามวางแนวทางป้องกันไม่ให้คนดีเข้าไปในกลุ่มที่ไม่ดี และหากยังป้องกันการทุจริตไม่ได้ ก็ต้องใช้นโยบายด้านการปราบปราม ที่มีความรวดเร็วและมีผลจริงจัง เพื่อให้รู้ว่า หากทุจริต ไม่มีทางรอดไปได้ แนวทางการทำงานของ ป.ป.ช.ในก้าวต่อไป จะเน้นเรื่องการพิจารณาคดีทุจริต ให้ได้ผลรวดเร็วและมีผลจริงจัง แต่การดำเนินการของ ป.ป.ช. ที่ดูเหมือนล่าช้าไปนั้น เพราะว่า ในระบบขั้นตอนของการไต่สวน ต้องให้เป็นความธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหาก่อน ดังนั้น ป.ป.ช.จึงให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง นำพยานมาสืบ สุดท้ายแล้ว ทาง ป.ป.ช.จะเป็นผู้พิจารณาชี้มูลว่าผิดหรือไม่ หากผิดจริง กระบวนการพิจารณาของอัยการและศาล จะต้องนำสำนวนของ ป.ป.ช. เป็นหลักฐานหลัก ในการพิจารณาคดีของศาลต่อไป
สำนักงาน ป.ป.ช. ถือเป็นหน่วยงานหลัก รับพิจารณาทำคดีสำคัญ ทุ่มกำลังไปทำคดีใหญ่ได้มากขึ้น เช่น คดีถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล ส่วนคดีเสียหายเล็กน้อย ให้ใช้วิธีการบริหารจัดการส่งผ่านไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วให้ควบคุมการดำเนินคดี โดยรายงานผลต่อ ป.ป.ช. ซึ่งมีศูนย์ปฏิบัติการของหน่วยงานป้องกันการทุจริตอยู่ 35 หน่วย ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีศูนย์ปฏิบัติการที่รองรับการบริการจัดการคดีลักษณะนี้ ทำให้มีโอกาสที่จะ “สาวลึก” ลงไปถึงต้นตอ หรือผู้เป็นต้นเหตุสั่งการการทุจริต ซึ่งสาเหตุมาจากความร่วมมือของนักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชน ซึ่งร่วมมือกัน เมื่อคนหนึ่งอยากได้ผลประโยชน์ อีกคนหนึ่งก็อยากได้ยศ อยากได้ตำแหน่ง ร่วมกันทำงานให้นักการเมืองแล้ว ประจวบกับนักธุรกิจที่อยากได้งาน และได้ผลประโยชน์ ก็จะนำผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน จึงทำให้เกิดเป็น “วงจรอุบาทว์” ขึ้น การที่จะป้องกันและปราบปรามนั้น ต้องตัดวงจรนี้ออกไปให้ได้ นักการเมืองที่เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวต้องป้องกันตั้งแต่ต้น ไม่ให้มีส่วนพัวพันกับการทุจริต เข้ามามีสิทธิมีเสียงทางการเมือง จะไม่มีพ้นการทุจริต 5 ปี แล้วกลับเข้า
มาเล่นการเมืองได้อีกต่อไป จะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ คือการสร้างระบบการระวังภัยการทุจริต ต้องให้รู้ว่า หากโกง ไม่มีทางรอดพ้นได้
ผลการวัดดัชนีชี้ วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น สำรวจโดยองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) คาดว่าจะได้เกินกว่า 40 คะแนน และคาดว่า ปี 2560 จะสอบผ่านที่ 50 คะแนน โดยในการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น ประจำปี พ.ศ.2557 ปรากฏว่า ประเทศไทยได้ 38 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่อันดับที่ 85 จากการจัดอันดับทั้งหมด 175 ประเทศทั่วโลก
ขณะนี้ได้รับความร่วมมือกับฝ่ายบริหาร ฝ่ายเอกชน และภาคประชาสังคม มากขึ้น ในการแก้ไข ร่วมมือกันทำจริงๆ สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยมีการป้องก้นและปราบปรามการทุจริตดีขึ้น ภาพสะท้อน ประเทศไทยก็ดีขึ้น และ สำนักงาน ป.ป.ช.ได้สำรวจของกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า เยาวชน 85% ยอมรับไม่ได้กับการทุจริต และยินดีเข้าร่วมเป็นเครือข่ายต่อต้านการทุจริต ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี พร้อมกันนั้น ป.ป.ช.ได้ผลักดันผ่านกฎหมายป้องกันการทุจริต ให้ทัดเทียมในระดับกฎหมายสากล ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ที่สามารถกำหนดโทษผู้ทุจริตชาวต่างชาติที่มาลงทุน ไว้สูงถึงขั้นประหารชีวิต ตามหลักกฎหมายนานาชาติยอมรับอันเป็นหลักสากล



