
เสียงจากมุสลิมในมัณฑะเลย์
คนพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาตลอดเสียงจากมุสลิมในมัณฑะเลย์ : เทพชัย หย่องรายงาน
ไม่ไกลจากวัดมะซอเหย่น เมืองมัณฑะเลย์ ที่พำนักของพระวีระธุ เจ้าของฉายา “บิน ลาเดน แห่งพม่า” เป็นชุมชนชาวมุสลิมที่อยู่คู่กับราชธานีแห่งสุดท้ายของเมียนมาร์หลายร้อยปี ภาพที่ทีมข่าวเครือเดอะเนชั่นเห็นคือสุเหร่าที่เป็นเพื่อนบ้านกับวัดพุทธเราได้ยินเสียงกังวาลของระฆังวัดผสมผสานกับเสียงละหมาด และเห็นการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขระหว่างคนมุสลิมกับชาวพุทธ
ภาพเหล่านี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับกระแสข่าวความขัดแย้งทางศาสนาในเมียนมาร์ที่ปรากฏออกไปทั่วโลก
ทิน ส่วย อ่อง และเพื่อนๆ ในชุมชนมุสลิมแห่งนี้เทคะแนนเสียงให้พรรคเอ็นแอลดี ของอองซาน ซูจี อย่างไม่ลังเลใจ และเชื่อว่าชัยชนะของออง ซาน ซูจีจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ชาวมุสลิมไม่ต้องเป็นเหยื่อของความรุนแรงต่อไปอีก
แต่ทิน ส่วย อ่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำชุมชนยอมรับว่าความหวังที่มีอยู่เป็นความหวังที่ระคนไปด้วยความกังวล ตราบใดที่คนมุสลิมยังเป็นเป้าของความเกลียดชังที่ถูกปลุกเร้าโดยกลุ่มคนที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนมุสลิมตกเป็นเป้าของความรุนแรง ทั้งๆ ที่ชาวบ้านต่างศาสนาในเมืองนี้สามารถอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุขมาตลอด?
“เราเชื่อว่ารัฐบาลอยู่เบื้องหลัง ก่อนหน้าปี 2012 ไม่เคยมีความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมกับชาวพุทธ แต่หลังจากพรรคเอ็นแอลดีกวาดที่นั่งในการเลือกตั้งซ่อมในปีนั้น (โดยได้ 43 จาก 44 ที่นั่ง) ทุกอย่างก็เปลี่ยน
รัฐบาลพยายามใช้นโยบายแบ่งแยกและปกครอง โดยมีชนกลุ่มน้อยและคนต่างศาสนาเป็นเป้า โดยความรุนแรงเริ่มขึ้นที่ยะไข่ก่อนจะแพร่กระจายไปที่อื่น”
พระวีระธุ และกลุ่มมาบาธาซึ่งเป็นองค์กรพระสงฆ์ชาตินิยมหัวรุนแรง เป็นหัวหอกในการสร้างกระแสต่อต้านคนมุสลิม อะไรทำให้พระสงฆ์ที่ควรมีเมตตาธรรม เกลียดชังคนมุสลิมได้ขนาดนี้?
“ทั้งหมดเป็นเรื่องของการเมือง คนในรัฐบาลต้องการสร้างสถานการณ์ ด้วยการให้ท้ายกลุ่มมาบาธา คนมุสลิมและคนพุทธอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุขมาตลอด ไม่เคยมีความขัดแย้งจนกระทั่งมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง
ผมรู้จักและได้พูดคุยกับพระผู้ใหญ่ในเมืองนี้เกือบทุกคน ยกเว้นพระวีระธุ ชุมชนชาวมุสลิมและชาวพุทธมีความเข้าใจกันดี
การที่ชายมุสลิมแต่งงานกับหญิงชาวพุทธก็เป็นการแต่งงานกันตามปกติ ไม่ใช่เป็นแผนการที่จะขยายประชากรมุสลิมเหมือนที่พระวีระธุกล่าวหา”
การที่พรรคยูเอสดีพีของประธานาธิบดีเต็ง เส่งไม่ส่งคนมุสลิมแม้แต่คนเดียวลงเลือกตั้งอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มีคำถามแน่ว่าทำไมพรรคเอ็นแอลดีของออง ซาน ซูจี ต้องทำแบบเดียวกัน คนมุสลิมรู้สึกผิดหวังกับซูจีหรือไม่?
“พวกเราเข้าใจอองซาน ซูจี เราไม่ผิดหวัง เราเลือกพรรคเอ็นแอลดี เพราะเราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง นั่นคือเป้าหมายของเรา ไม่เกี่ยวกับการที่พรรคนี้ส่งผู้สมัครที่เป็นมุสลิมหรือไม่”
ถึงแม้ชุมชนมุสลิมส่วนใหญ่จะเทคะแนนให้พรรคเอ็นแอลดีในการเลือกตั้งและมีส่วนทำให้ออง ซาน ซูจี ได้รับชัยชนะ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชุมชนมุสลิมคลายกังวลต่ออนาคต
“ยังจะมีโอกาสเกิดความรุนแรงอีกในสามเดือนข้างหน้า ฝ่ายสนับสนุนพรรครัฐบาลอาจไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และคนมุสลิมก็จะตกเป็นแพะรับบาปอีกครั้ง อาจจะมีความรุนแรง และทหารอาจมีข้ออ้างเข้ายึดอำนาจอีกครั้ง
แต่เราก็มีความหวังว่าพรรคเอ็นแอลดีจะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง และช่วยลดโอกาสของเหตุรุนแรง แต่ก็ยอมรับว่าคงต้องใช้เวลา”
ในความเห็นของทิน ส่วย อ่อง การศึกษาเป็นทางเดียวที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เขาตั้งข้อสังเกตว่าชาวบ้านในเมืองที่มีการศึกษาจะรู้เท่าทันและไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง แต่ชาวบ้านในเขตชนบทยังตกเป็นเหยื่อของการปลุกระดมและ
มาถึง ณ จุดนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธแล้วว่า เมียนมาร์ได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด อองซาน ซูจีและพรรคเอ็นแอลดี กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับเมียนมาร์ และทิน ส่วน อ่องและคนมุสลิมในเมียนมาร์เริ่มเห็นประกายแห่งความหวังเป็นครั้งแรก
สิ่งเดียวที่เขาต้องการเห็นมากที่สุดในขณะนี้คือ ความพยายามของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความปรองดองเพื่อไม่ให้คนรุ่นต่อไปต้องอยู่ด้วยความกลัวและความเกลียดชังอีกต่อไป



