ข่าว

เมื่อรัสเซียกระโดดเข้าสมรภูมิตะวันออกกลาง

เมื่อรัสเซียกระโดดเข้าสมรภูมิตะวันออกกลาง

13 พ.ย. 2558

เมื่อรัสเซียกระโดดเข้าสมรภูมิตะวันออกกลาง : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์

              การที่รัสเซียตัดสินใจใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศช่วยเหลือรัฐบาลประธานาธิบดีอัสซาดแห่งซีเรียตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมา นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในสงครามกลางเมืองซีเรียที่ยืดเยื้อมาเกือบ 5 ปี

              เป้าหมายของรัสเซียตามที่ผู้นำประเทศเป่าประกาศคือการกำจัดปราบปราม ‘กลุ่มก่อการร้าย’ แต่หลายฝ่ายกลับเชื่อว่าหมุดหมายที่แท้จริงของรัสเซียคือการรื้อฟื้นอำนาจควบคุมเพื่อกลับมาเป็นใหญ่ในการเมืองโลกอีกครั้ง หลังจากที่ต้องสูญเสียสถานภาพดังกล่าวไปตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต

              ขณะเดียวกันช่วงที่ผ่านมาก็ต้องถือว่าเป็น ‘ขาลง’ ของสหรัฐ

              ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากความล้มเหลวของสหรัฐในตะวันออกกลาง เพราะนอกจากการตัดสินใจของสหรัฐในหลายๆ กรณีจะไม่ประสบความสำเร็จตามความคาดหวังแล้ว ยังทำให้ปัญหาตะวันออกกลางยิ่งลุกลามบานปลาย ดูง่ายๆ จากกรณีการรุกรานอิรักโค่นล้มระบอบซัดดัม จนเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดความรุนแรงตามมาต่อเนื่อง อิรักกลายเป็นประเทศบ้านแตกสาแหลกขาด และเป็นหนึ่งในดินแดนที่อันตรายที่สุดในโลก อันส่งผลกระทบไปถ้วนทั่วตะวันออกกลางในหลายมิติ

              ยิ่งพิจารณาดูนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐนับตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 9/11 ก็ยิ่งเห็นความล้มเหลวได้อย่างชัดเจน เพราะนอกจากจะไม่สามารถทำให้การก่อการร้ายลดน้อยถอยลงแล้ว นับวันการก่อการร้ายก็ยิ่งแพร่กระจายขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

              วันนี้นอกจากจะมีกลุ่มอัล-ไกดาที่มีฐานอยู่ในอัฟกานิสถานแล้ว เรายังเห็นกลุ่มที่เรียกตนเองว่า ‘รัฐอิสลาม’ หรือ ไอเอส ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งมีความชำนาญในการรบ มีอาวุธทันสมัย มีการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ หาทุนมาใช้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

              และที่สำคัญคือใช้วิธีการรุนแรงมากกว่าอัล-ไกดา และสามารถยึดดินแดนอิรักและซีเรียได้บางส่วน ก่อตัวเป็นรัฐใหม่ที่ยังไม่มีใครรับรอง

              สหรัฐและชาติพันธมิตรใช้กำลังโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มไอเอสมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ก่อนหน้ารัสเซีย แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะปราบปรามกำจัดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตรงกันข้ามกลุ่มไอเอสกลับขยายดินแดนยึดครองได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในซีเรียและอิรัก แถมยังสร้างเครือข่ายขยายอิทธิพลไปหลายประเทศในตะวันออกกลาง

              สภาพการณ์เช่นนี้เองที่ปฏิบัติการของรัสเซียในซีเรียจึงถูกใจใครหลายคน กลายเป็นความหวังของประชาคมโลกที่อยากเห็นทางออกของปัญหาความรุนแรงในตะวันออกกลางที่ส่งผลอย่างลุ่มลึกต่อสันติภาพโลกขณะนี้ ทั้งๆ ที่การเข้ามาของรัสเซียก็มีแนวโน้มว่าจะสร้างความเสียหายเกิดการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนมากพอๆ หรือยิ่งกว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ

              อย่างไรก็ตาม หากเทียบกันระหว่างปฏิบัติการของรัสเซียกับสหรัฐในซีเรียแล้ว ก็ต้องยอมรับว่ารัสเซียมีแนวทางที่ชัดเจนกว่า เพราะขณะที่เป้าหมายของสหรัฐในซีเรียคือการโค่นล้มระบอบอัสซาด แต่สหรัฐกลับไม่แน่ใจมาตลอดว่าจะสนับสนุนฝ่ายต่อต้านกลุ่มใด จะส่งเสริมช่วยเหลืออัล-ไกดา หรือไอเอส (ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งมากที่สุด) ก็ทำได้ไม่สะดวกนัก จะสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรายย่อยอื่นๆ ก็คงเสียแรงเปล่า ครั้นจะจัดตั้งกลุ่มกองทัพที่เป็นหุ่นเชิดของตนเองขึ้นมาก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน

              ผิดกับรัสเซียที่มีความชัดเจนในแนวทางและเป้าหมาย นั่นคือทำทุกอย่างเพื่อให้ระบอบอัสซาดอยู่รอดปลอดภัย และทำลายทุกกลุ่มที่เป็นฝ่ายต่อต้านระบอบอัสซาด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีความชอบธรรมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งก็รวมถึงอัล-ไกดาและไอเอสด้วย เพราะสำหรับรัสเซียแล้วกลุ่มต่อต้านระบอบอัสซาดทั้งหลายเหล่านี้ก็คือ ‘กลุ่มก่อการร้าย’ ที่จะต้องกำจัดให้สิ้นซาก

              แต่ปฏิบัติการของรัสเซียในซีเรียคราวนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีราคาค่างวดที่รัสเซียต้องจ่าย เพราะนับจากนี้ต่อไปรัสเซียก็จะกลายเป็นประเทศเป้าหมายของการก่อการร้ายจากกลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่าง ๆ เครื่องบินพาณิชย์รัสเซียที่ประสบเหตุร้ายตกลงมาในดินแดนอียิปต์ล่าสุดก็อาจเป็นตัวอย่างหนึ่ง