
บทสนทนากับบิน ลาเดนแห่งพม่ามาบาธาปกป้องศาสนา
บทสนทนากับบิน ลาเดนแห่งพม่าทหารปกป้องประเทศ...มาบาธาปกป้องศาสนา : เทพชัย หย่องรายงาน
การเลือกตั้งของเมียนมาร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธและมุสลิม และนี่เป็นครั้งแรกในเมียนมาร์ที่ศาสนาถูกทำให้กลายเป็นประเด็นการเมือง
คนมุสลิมตกเป็นเป้าของความเกลียดชัง และความรุนแรงที่ถูกปลุกกระแสโดยกลุ่มพระสงฆ์และชาวพุทธชาตินิยมหัวรุนแรงที่เชื่อว่าชาวมุสลิมมีแผนจะกลืนประเทศเมียนมาร์ และในบรรดาพระสงฆ์ที่แสดงบทบาทต่อต้านคนมุสลิมอย่างชัดเจนที่สุดคงไม่มีใครเกิน “พระวีระธุ” แห่งวัดมะซอเหย่นในเมืองมัณฑะเลย์
พระวีระธุ อายุ 48 ปี และบวชมาแล้ว 28 พรรรษา เป็นผู้ก่อตั้งองค์กรที่มีชื่อว่า “มาบาธา” ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการปลุกระดมให้ชาวเมียนมาร์ต่อต้านและรังเกียจคนมุสลิม พระวีระธุเคยออกมาเรียกร้องให้คนเมียนมาร์บอยคอตร้านค้าของคนมุสลิม และถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังกระแสความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชุมชนมุสลิม โดยเฉพาะในรัฐยะไข่ในเดือนตุลาคม 2555 ที่มีผู้เสียชีวิต 200 คน และในเมืองเมกติลาในมัณฑะเลย์ในเดือนมีนาคมในปีต่อมา ซึ่งทำให้มีคนตาย 44 คน
ในวันเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สื่อในเครือเดอะเนชั่นมีโอกาสได้สัมภาษณ์พระวีระธุที่วัดมะซอเหย่น ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมาร์ มีพระสงฆ์และสามเณรจำวัดมากถึง 3,000 รูป
อะไรทำให้พระวีระธุมองว่ามุสลิมเป็นภัยคุกคามต่อเมียนมาร์ ทั้งๆ ที่คนมุสลิมมีเพียงร้อยละ 5 จากประชากรทั้งหมด 52 ล้านคน
“มุสลิมไม่ใช่เป็นเพียงแต่ภัยคุกคามเท่านั้น แต่กำลังพยายามจะกลืนเมียนมาร์ คนมุสลิมแต่งงานกับหญิงเมียนมาร์ที่เป็นพุทธและบังคับให้เปลี่ยนศาสนาและการที่ชายชาวมุสลิมมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคนก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะเพิ่มประชากรคนมุสลิม และในรัฐยะไข่ชัดเจนว่ามีความพยายามจะสถาปนารัฐอิสลาม”
พระวีระธุยอมรับหรือไม่ว่าภาษาที่ปลุกเร้า และวาทกรรมที่สร้างความเกลียดชังของท่านและมาบาธา มีส่วนสำคัญในการจุดกระแสความรุนแรงต่อชาวมุสลิม และสร้างความกดดันจนพรรคเอ็นแอลดีและยูเอสดีพี ไม่กล้าส่งคนมุสลิมเป็นตัวแทนลงเลือกตั้ง
“ความรุนแรงทั้งหลายเกิดขึ้นก่อนที่จะมีมาบาธาด้วยซ้ำ เป้าหมายของเราคือการลดความรุนแรง ไม่ใช่สร้างความรุนแรง สิ่งที่เราทำคือการเตือนให้คนเมียนมาร์ระวังตัว
เราจำเป็นต้องมีทหาร เพื่อปกป้องประเทศ และเราจำเป็นต้องมีมาบาธาเพื่อปกป้องศาสนา
เราไม่ได้ห้ามเอ็นแอลดีส่งคนมุสลิมลงเลือกตั้ง แต่พรรคเอ็นแอลดีรู้ดีว่าประชาชนจะไม่ยอมรับแน่ถ้ามีผู้สมัครเป็นมุสลิม”
“มาบาธา” สร้างความเกลียดชังต่อคนมุสลิม แต่ศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์มีเมตตาธรรมต่อกันมิใช่หรือ
“เรามีความเมตตาและความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนมุสลิม แต่เราจำเป็นต้องปกป้องศาสนาพุทธ
เหมือนกับว่าอยู่ดีๆ มีช้างป่าตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน สิ่งที่เราต้องทำก็คือบอกให้ทุกคนหลบเข้าบ้านและปิดประตูบ้าน เราไม่ได้ขอให้ใครทำร้ายช้าง แต่ขอให้ทุกคนดูแลความปลอดภัยตัวเอง”
ถึงแม้พระสงฆ์ไม่ยุ่งกับการเมือง แต่จุดยืนทางการเมืองของพระวีระธุและ “มาบาธา” ชัดเจน
“ความเปลี่ยนแปลง (ซึ่งเป็นประเด็นหาเสียงของออง ซาน ซูจี) เป็นเรื่องอันตราย มันเหมือนกับการไต่เส้นลวดซึ่งไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนเมียนมาร์บางส่วนกระหายที่เห็นการเปลี่ยนแปลงมากเกินไปจนไม่รู้ว่าผลที่ตามจะเป็นอย่างไร เมียนมาร์อาจจะมีสภาพเหมือนอียิปต์ การอยู่กับอำนาจปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ประธานพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือ ยูเอสดีพี ต่อไปเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและดีที่สุดสำหรับชาวเมียนมาร์
ประนาธิบดีเต็ง เส่งสามารถสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับประเทศ และควบคุมชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ได้ ออง ซาน ซูจี จะปกครองยะไข่ไม่ได้ถ้าเธอขึ้นมามีอำนาจ
ถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญในบางประเด็น ก็จะเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง เหมือนกับความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดงในประเทศไทย และทหารอาจต้องเข้ายึดอำนาจ”
สื่อมวลชนตะวันตกจึงตั้งฉายาให้พระวีระธุเป็น “บิน ลาเดนแห่งพม่า” มันเป็นภาพลักษณ์ที่พระวีระธุยอมรับแค่ไหน
“อาตมาไม่แคร์ ความจริงฉายานี้มาจากการพูดเล่นของอาตมาเอง มีนักข่าวตะวันตกกลุ่มหนึ่งมาขอสัมภาษณ์ อาตมาเลยแกล้งหยอกล้อด้วยการถามว่า พวกท่านต้องการสัมภาษณ์ บิน ลาเดนของพม่า ใช่มั้ย หลังจากนั้นฉายานี้ก็กระฉ่อนไปทั่วโลกมันเป็นการพูดเล่น เป็นบทเรียนสำหรับอาตมา คนที่เรียกอาตมาว่าเป็น “บิน ลาเดน ของพม่า” เป็นคนแรกเป็นคนมุสลิม
ตัวคนที่แท้จริงของพระวีระธุเป็นอะไรกันแน่
“สักวันโลกจะรู้ความจริงเอง”
(พรุ่งนี้ติดตาม “เสียงจากชุมชนมุสลิม”)



