
บัญชีนายกฯ
บัญชีนายกฯ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
ขณะนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องตรงกันว่า ในช่วงการเลือกตั้ง แต่ละพรรคการเมืองต้องแจ้งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างน้อย 1 ชื่อ แต่ไม่เกิน 5 ชื่อ ทั้งนี้เพื่อเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองนั้นๆ จะสนับสนุนให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” ให้ประชาชนรับทราบ
สำหรับบุคคลที่พรรคการเมืองสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะลงสมัคร ส.ส.เขต หรือ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือไม่ก็ได้ ดังนั้น “คนนอก” ก็สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้
ระบบนี้ใช้อยู่ในประเทศอิสราเอล แต่ประเทศไทยยังไม่เคยใช้ระบบนี้มาก่อน
หมายความว่า เวลาประชาชนอย่างเราๆ ไปกาบัตรลงคะแนนให้แก่ ส.ส.เขต ของพรรคการเมืองใด ก็พอรู้ล่วงหน้าได้ว่าหากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นไปตามที่เราเลือก จะมีใครได้เป็น “นายกรัฐมนตรี" ก็คล้ายๆ กับ “การเลือกนายกรัฐมนตรีทางอ้อม”
ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรโดยเสียงส่วนใหญ่จะเป็นผู้ลงมติเลือก “นายกรัฐมนตรี” แต่ก็ต้องเลือกตามบัญชีชื่อนายกฯ ที่พรรคการเมืองนั้น เคยเสนอชื่อไว้
ระบบนี้มีข้อดี คือ การที่ให้พรรคการเมืองเปิดเผยบัญชีรายชื่อคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีให้ประชาชนรับรู้ตั้งแต่แรก ก็จะเป็นการป้องกันเวลาเลือกตั้งเสร็จ ไม่รู้ไปเอา “ไอ้โม่ง” ที่ไหนมาเป็นนายกฯ และยังกันข้อครหาที่ว่า คสช. สืบทอดอำนาจ เพราะคนที่จะเป็นนายกฯ ได้ ต้องมาจากพรรคการเมืองเสนอชื่อ อีกทั้งที่ผ่านมาบางพรรคการเมือง เวลาได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่ได้เอา “หัวหน้าพรรค” มาเป็น “นายกฯ ” แต่กลับไปเอาผู้ลงสมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 เป็นนายกฯ ต่อไปนี้ก็จะชัดเจนว่า ต้องเอาคนที่อยู่ในบัญชีชื่อนายกฯ เท่านั้น
นอกจากนี้ การที่ให้แต่ละพรรคการเมือง สามารถเสนอชื่อบุคคลที่เป็นนายกฯ ซ้ำกันได้ ก็จะทำให้ประชาชนรู้ได้ว่า พรรคการเมืองไหนเป็น “นอมินี” หรือเป็น “พันธมิตร” ทางการเมืองกันบ้าง ประชาชนจะได้ตัดสินใจเลือกทางการเมืองได้ถูก
ระบบนี้อาจมีข้อด้อย ก็ตรงที่เวลาที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติทางการเมืองขึ้น ทางเลือกในการหาคนมาเป็นนายกฯ จะถูกจำกัดเฉพาะรายชื่อบุคคลที่แต่ละพรรคเคยเสนอชื่อไว้เท่านั้น เพราะสภาผู้แทนฯ จะไปเลือกเอาคนที่พรรคการเมืองไม่เคยแจ้งให้ประชาชนทราบล่วงหน้ามาเป็นนายกฯ ไม่ได้
แต่ก็คงไม่ถึงกับเป็น “ทางตัน” เพราะลำพังรายชื่อบุคคลที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะมากเพียงพอแล้ว อีกทั้งบุคคลที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองนั้นๆ ก็คงคัดเลือกแล้วว่า มีคุณภาพ มีศักยภาพที่จะบริหารประเทศได้ มิเช่นนั้นคงไม่เสนอชื่อเพราะมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเลือก ส.ส.ของพรรคการเมืองนั้น
นอกจากนี้ ระบบนี้อาจทำให้พรรคการเมืองใหญ่มีความได้เปรียบพรรคการเมืองเล็ก เพราะมีโอกาสคัดเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนมากกว่าพรรคการเมืองเล็ก เพราะคนที่มีชื่อเสียง คนที่มีความรู้ความสามารถ ส่วนใหญ่จะสนใจเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคการเมืองใหญ่
แต่ไม่ทันไร ก็เริ่มมีเสียงค้าน “บัญชีนายกฯ” เสียแล้ว โดยคนของพรรคเพื่อไทย เห็นว่า ระบบเดิมแม้ไม่จำเป็นต้องเสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกฯ แต่เวลาพรรคหาเสียง คนก็รู้อยู่แล้วว่า ผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับแรก เป็นคนที่พรรคการเมืองเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ อยากให้ประชาชนดูที่นโยบาย เลือกพรรคการเมืองใดก็เพราะนิยมชมชอบในนโยบายของพรรคการเมืองนั้น และยังคงยืนยันว่า นายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. เพราะจะมีความยึดโยงกับประชาชน
แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่จะเห็น “นักการเมือง” ออกมาค้านแทบทุกเรื่องที่ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” คิดเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมือง เพราะนักการเมืองเกรงว่าหากกติกาเปลี่ยนไป เขาอาจไม่สามารถเข้าสู่อำนาจได้เหมือนเดิม



