ข่าว

เฮลโหลบาร์บี้ ลาก่อนความเป็นส่วนตัวของวัยเยาว์

เฮลโหลบาร์บี้ ลาก่อนความเป็นส่วนตัวของวัยเยาว์

14 พ.ย. 2558

เวิลด์วาไรตี้ : เฮลโหลบาร์บี้ ลาก่อนความเป็นส่วนตัวของวัยเยาว์

 
                      การเล่นและพูดคุยกับตุ๊กตาตัวโปรดเป็นช่วงเวลาแสนสุขของเด็กหญิง และในสหรัฐอเมริกา เด็กหญิงน้อยคนนักที่จะไม่เล่นตุ๊กตาบาร์บี้ แต่บาร์บี้รุ่นใหม่ที่บริษัทแมทเทล ธุรกิจของเล่นยักษ์ใหญ่ เตรียมวางตลาดในวันอังคารที่จะถึงนี้ รับเทศกาลจับจ่ายช่วงคริสต์มาส
 
                      ไม่ธรรมดา เพราะมาเต็มทั้งชิพไวไฟ ไมโครโฟนและลำโพง สมเป็นบาร์บีในยุคดิจิทัล
 
                      แมทเทล จับมือทอยทอล์ก บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ในฟรานซิสโกที่ก่อตั้งโดยอดีตพนักงานสองคนของพิกซาร์ ค่ายหนังแอนิเมชั่นดังในสหรัฐ พัฒนา “เฮลโหล บาร์บี้” ให้สามารถพูดคุยและจดจำรายละเอียดที่ผู้ใช้บอกกับมันไว้ เช่น ชอบสีอะไร โดยหวังว่าเธอจะมากู้คืนส่วนแบ่งตลาดที่สูญเสียไปให้แก่ราชินีเอลซา และเจ้าหญิงอันนา จากแอนิเมชั่นขวัญใจคุณหนู “โฟรเซน” และรุ่นอื่นๆ ของดิสนีย์ แต่บาร์บี้น้องใหม่โด่งดังในทางไม่ดีนักตั้งแต่ยังไม่ได้ขาย รวมถึงการคว้ารางวัล “บิ๊กบราเธอร์” จากดิจิทัล เคอเรจ กลุ่มปกป้องข้อมูลในเยอรมนี
 
                      กลุ่มปกป้องความเป็นส่วนตัวและพ่อแม่ผู้ปกครองที่ห่วงใย ไม่เห็นด้วยกับบาร์บี้เจนใหม่ที่ถูกเรียกขานว่า "บาร์บี้ดักฟัง" ตั้งแต่แมทเทลเปิดตัวในเทศกาลของเล่นนิวยอร์ก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และมีการทำคำร้องออนไลน์ต่อต้านโดยมีผู้ร่วมลงชื่อเกือบ 4 หมื่น กระนั้น ยอดสั่งซื้อตุ๊กตาราคา 75 ดอลลาร์ล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์แมทเทลแตะหลักหลายหมื่นแล้ว
 
                      ลักษณะการทำงานของเฮลโหลบาร์บี้ เหมือนกับตัวช่วย สิริ ของไอโฟน ไมโครโฟนที่ฝังไว้ที่คอตุ๊กตาจะบันทึกเสียงเข้า จากนั้นส่งเสียงผ่านระบบไวไฟไปยังเคลาด์เซิร์ฟเวอร์ ซอฟต์แวร์จะวิเคราะห์ว่าเด็กเพิ่งพูดอะไรไว้ จากนั้นระบบจะเลือกคำตอบเหมาะสมจากทางเลือกที่ตั้งโปรแกรมไว้ราว 8000 ทางเลือก คำสั่งหรือตัวเลือกของผู้ใช้จะถูกเซฟไว้ในหน่วยความจำของตุ๊กตา เพื่อกลั่นกรองการตอบรับที่ดีขึ้นในอนาคตให้แก่เด็กที่อาจอายุ 3-9 ขวบ
 
                      ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่กลุ่มปกป้องความเป็นส่วนตัวกังวล แม้แมทเทลระบุว่าข้อมูลที่เก็บไว้ จะใช้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ ไม่ได้นำไปใช้เพื่อเป้าประสงค์สนับสนุนการขายอื่นๆ และจะลบออกจากเซิร์ฟเวอร์ทุกสองปี นอกจากนี้ ผู้ปกครองจะต้องให้ความยินยอมเรื่องการบันทึกเสียงก่อนระบบพูดได้ของตุ๊กตาจะทำงาน
 
                      บาร์บี้รุ่นใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของกระแสลูกเล่นไฮเทคในของเล่นเด็กน้อย โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเสียงพูดแบบธรรมชาติ อย่างตุ๊กตาไดโนเสาร์ “คอกนิทอยส์” ที่บริษัทน้องใหม่ เอเลเมนทัล พาธ ในสหรัฐ พัฒนาเพื่อการเรียนรู้และฝึกพูด โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของไอบีเอ็ม วัตสัน เตรียมวางตลาดเดือนธันวาคม หรือแม้แต่กูเกิลที่อาจเข้ามาร่วมวง หลังยื่นจดลิขสิทธิ์ตุ๊กตาหมี เท็ดดี้ แบร์ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่สามารถโต้ตอบกับคำสั่งเสียงและช่วยควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ
 
                      ในสหรัฐ นักกฎหมายกลุ่ม “รณรงค์เพื่อวัยเยาว์ปลอดการค้า” เป็นหนึ่งในกลุ่มที่พยายามต้านทานกระแสนี้ และเริ่มรณรงค์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ภายใต้สโลแกน “เฮล โน บาร์บี้” (Hell No Barbie) เพื่อป้องกันข้อมูลความเป็นส่วนตัวของเด็ก ถูกนำไปแชร์ต่อและใช้เพื่อการตลาด ทางกลุ่มระบุว่า น่าวิตกทั้งแง่ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ขณะที่กุมารแพทย์ที่ทำคำร้องต่อต้านระบุว่า การทำให้เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร เบลอๆ เช่นนี้ ไม่เป็นผลดีแก่เด็กอย่างแน่นอน