
ทรู-เอไอเอสซิว4จีมูลค่ารวม2ใบ80,778ล้าน
12 พ.ย. 2558
เคาะสนั่นชิง 4จี คลื่น 1800 ข้ามวันข้ามคืน ทรู-เอไอเอสคว้าชัยได้ใบอนุญาตค่ายละใบ รายได้เข้ารัฐ 80,778 ล้านบาท ส่วนดีแทค-จัสมินสู้ไม่ไหว
การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ได้ดำเนินการมาต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 2 ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 โดยการแข่งขันเสนอราคาประมูลยังคงดุเดือดอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงได้โดยง่าย จนกระทั่งมีมติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เมื่อเวลา 16.00 น. ให้หยุดพักการประมูลจนถึงเวลา 17.30 น. ตามที่มีผู้เข้าร่วมประมูลร้องขอ
อย่างไรก็ตาม หลังจากการประมูลในรอบที่ 84 เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 17.30 น ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ กสทช.ได้ประกาศต่อสื่อมวลชนว่าขณะนี้ กทค.กำลังมีการประชุมวาระพิเศษอีกครั้ง ขอให้รอการแถลงข่าวก่อน แต่การประมูลได้ยุติลงตามมติครั้งก่อนหน้า จากนั้น คณะกรรมการ กทค.ลงมาแถลงข่าวอีกครั้ง โดยมีมติให้การประมูลต่อเนื่องในเวลา 18.30 น. และจะพิจารณาอีกครั้งเมื่อถึงเวลา 24.00 น. โดยมีการระบุว่า ผู้เข้าร่วมประมูลได้อุทธรณ์มติดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าหากต้องให้พักค้างคืนที่สำนักงาน กสทช. ก็ขอให้ดำเนินการประมูลต่อไป เพราะมีความประสงค์จะขอกลับไปพักที่บ้าน
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมประมูลทั้ง 3 รายให้เหตุผลว่า พักที่สำนักงาน กสทช.ไม่เหมือนอยู่ที่บ้าน และยิ่งทำให้เกิดความเครียด ซึ่งผู้เข้าประมูลทั้งสามรายก็ไม่ได้มีการฮั้วราคากันอยู่แล้ว แต่ กทค.ยืนยันว่าจำเป็นต้องให้พักที่สำนักงาน กสทช. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้มีการสื่อสารตามกฎประมูล กทค.
ทั้งนี้ การประมูลรอบที่ 85 ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 18.30 น. และเมื่อหมดรอบประมูล มีผู้เสนอราคาในลอตที่ 2 อีกครั้ง ส่งผลให้ยอดประมูลรวมขยับขึ้นไปเป็น 80,778 ล้านบาท และการประมูลในรอบที่ 86 ต่อเนื่อง เริ่มเมื่อเวลา 18.50 น. และหมดรอบเวลา 19.05 น. เจ้าหน้าที่ได้ประกาศว่า สิ้นสุดการประมูลในรอบนี้แล้ว จึงมีเสียงเฮจากสื่อมวลชนที่ติดตามการประมูลดังขึ้น เจ้าหน้าที่ประกาศอีกว่าในรอบนี้ไม่มีการเสนอราคาประมูลจากผู้เข้าร่วมประมูลแล้ว มูลค่ารวมจากการประมูลคลื่นความถี่ทั้ง 2 ชุด รวมอยู่ที่ 80,778 ล้านบาท โดยชุดที่ 1 ไม่มีรายใดเสนอราคาอีก ราคาจะยุติตั้งแต่รอบที่ 84 มูลค่า 39,792 ล้านบาท ส่วนชุดที่ 2 ราคาประมูลยืนที่ราคาในรอบที่ 85 อยู่ที่ 40,986 ล้านบาท รวมระยะเวลาการประมูลทั้ง 29 ชั่วโมง และหากนับรวมช่วงเวลาพักที่เกิดขึ้นแล้วรวมเป็น 32 ชั่วโมงครึ่ง
จากนั้นเวลาประมาณ 20.00 น. พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. กรรมการ และเลขาธิการ กสทช. ได้ร่วมแถลงผลผู้ชนะการประมูลเบื้องต้นว่า โดย พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกสทช. ในฐานะประธาน กทค. เป็นผู้แถลงว่า ผู้ที่ชนะการประมูลสำหรับชุดคลื่นความถี่ชุดที่ 1 คือ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด มูลค่าที่เสนอสุดท้ายคือ 39,792 ล้านบาท และผู้ที่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ชุดที่ 2 คือบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ราคาเสนอประมูลสุดท้ายคือ 40,986 ล้านบาท
ส่วนผู้ที่ไม่ชนะการประมูล 2 รายคือ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด เสนอราคาประมูลสุดท้ายชุดที่ 1 ที่ราคา 38,996 ล้านบาท และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เสนอราคาประมูลสุดท้ายในชุดที่ 1 ที่ราคา 17,504 ล้านบาท ซึ่งหมายถึงว่ายุติการประมูลไปตั้งแต่ประมาณรอบที่ 6 หรือ 7
ด้านนายฐากร กล่าวว่า กสทช.จะนำเสนอผลการประมูลเข้าสู่การพิจารณาของ กทค. ได้ในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ จากนั้นผู้ชนะการประมูลจะต้องมาชำระเงินร้อยละ 50 ของมูลค่าเสนอประมูล ภายใน 90 วันหลังจากได้รับหนังสือแจ้งผลการประมูล เพื่อรับใบอนุญาต ที่จะมีผลในทันที และมีอายุ 18 ปี
“แม้ราคาประมูลจะพุ่งขึ้นสูงมาก แต่จะไม่มีผลกระทบต่ออัตราค่าบริการของผู้บริโภคแน่นอน เพราะเป็นกฎเกณฑ์ที่ กสทช.กำหนดไว้แล้ว ราคาต้องต่ำกว่าค่าบริการ 3 จี เช่น ปัจจุบันค่าบริการเสียงใน 3 จี อยู่ที่ 69-72 สตางค์ ค่าบริการเสียงใน 4 จี ต้องน้อยกว่าอยู่ที่ 68 สตางค์ ส่วนค่าบริการดาต้าของ 3 จี อยู่ที่ 26 สตางค์ต่อเมก ค่าบริการดาต้า 4 จี ต้องน้อยกว่าอยู่ที่ 25 สตางค์ เป็นต้น เรามีกฎเกณฑ์ชัดเจน ถ้าผู้ให้บริการไม่ทำตามเงื่อนไข ก็จะต้องโดนลงโทษ ดังนั้น ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าอัตราค่าบริการจะมีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคแน่นอน” นายฐากร กล่าว
สำหรับการประมูลครั้งนี้ นับเป็นการประมูลที่ยาวนาน และถือเป็นครั้งแรกที่มีการประมูลข้ามวัน โดยผู้ประมูลโดนกักตัวไม่ให้ออกนอกห้อง ขณะที่ต่างประเทศมีการประมูลที่ยาวนาน แต่จะพักหรือประมูลบนเว็บ ดังนั้น ไทยจึงน่าจะเป็นประเทศแรกที่ประมูลยาวนานมาราธอนที่สุด
นายฐากร กล่าวต่อว่า แนวโน้มการประมูลคลื่น 900 เดือนธันวาคมอาจต้องปรับแผนใหม่ โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมเรื่องอุปกรณ์การนอนต่างๆ แต่ยังคงใช้สถานที่เดิม จะไม่เปลี่ยนไปใช้นอกสถานที่
“ประมูล 900 เราคงต้องเตรียมพร้อมให้มากกว่านี้ ครั้งนี้ต้องบอกว่าเราประเมินผิดมาก คิดว่าประมูลจบลงในวันเดียว โดยประมูลครั้งต่อไปจะต้องเตรียมห้องนอนให้พร้อมมากกว่านี้ แต่จะไม่เปลี่ยนสถานที่ประมูล ยังคงใช้สถานที่เดิม โดยคืนวันที่ 11 เจ้าหน้าที่ กสทช.ได้ส่งเครื่องนอนเข้าไปในห้อง โดยสั่งจากโรงเแรมทั้งหมด 35 ชุด มีทั้งหมอน รองเท้า แปรงสีฟัน ยาสีฟัน” นายฐากร กล่าว
ด้านนายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. กล่าวถึงข้อกังวลของประชาชนกรณีผู้ร่วมประมูลใบอนุญาตคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ เคาะราคาเพิ่มในระดับสูง อาจกระทบกับการให้บริการที่ประชาชนต้องรับภาระหรือไม่ ว่า เป็นที่ทราบกันว่าปัจจุบันมีบริการ 4จี ให้บริการอยู่ในตลาดอย่างน้อย 2 ราย และบริการ 3 จี 5 ราย หากประมูลคลื่นไปแพงแล้วไปคิดค่าบริการแพงผู้บริโภคก็มีสิทธิที่จะไปใช้บริการ 4 จี หรือ 3 จีเดิมที่มีอยู่ ราคาถูกกำกับโดยตลาดอยู่แล้ว
ขณะที่แนวโน้มค่าบริการ 4 จี ทั่วโลกมีอัตราค่าบริการต่ำกว่า 3 จี เนื่องจากเทคโนโลยีที่มีความสามารถเพิ่มมากขึ้น 4จี สามารถรับส่งข้อมูลและรองรับผู้ใช้บริการได้มากกว่า เร็วกว่า รายได้ก็จะมากกว่า ดังนั้น ต้นทุนที่คิดว่าแพงจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า ราคาน่าจะต่ำลงเหมือนทั่วโลก
นอกจากนี้ การกำหนดในเงื่อนไขการประมูลให้อัตราค่าบริการต้องต่ำกว่า 3 จี ผู้เข้าประมูลต้องยอมรับข้อนี้แล้วจึงเข้าร่วมประมูล ในการเปิดให้บริการคงมีอย่างน้อย 1 แพ็กเกจที่มีคุณภาพดีไม่ต่ำกว่า 3จี ที่มีอยู่เดิม แต่ได้ราคาที่ถูกลง วิธีกำกับดูแลแบบนี้ต่างจากตอน 3จี เพราะเป็นเงื่อนไขที่จับต้องได้ ให้ผู้บริโภคเลือกได้ ตลาดจะเป็นตัวกำหนดเพดานไม่ให้สูงเกิน และมีแพ็กเกจมาตรฐานให้เลือกโปรโมชั่นที่ต้องการ
ก่อนหน้านี้ มีการคำนวณราคาเฉลี่ยค่าใบอนุญาตอยู่ที่ใบละประมาณ 24,000 ล้านบาท แต่วันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ปรึกษาด้านโทรคมนาคมจากต่างประเทศมาให้ความเห็นวิจารณ์การประมูลของไทย โดยทำนายไว้ตั้งแต่ภาคเช้าว่าการประมูลจะจบไม่ต่ำกว่าราคา 6 หมื่นล้านบาท ทุกคนยังคิดว่าเป็นไปได้ ถึงวานนี้พิสูจน์ได้ว่านักวิชาการที่เป็นกลาง ไม่ได้มองว่าคลื่นแพงไป 6 หมื่นล้านบาทก็คุ้ม
“ถ้าถามว่าราคาที่ประมูลเกินมาจากไหน ตอบว่ามาจากสภาพเฉพาะของประเทศไทย เนื่องจากคลื่นครั้งนี้ให้เวลาสัมปทานมากกว่าปกติ 15 ปี เป็น 18 ปี จึงคุ้มกับราคาที่เพิ่ม, ตอนประมูลคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ เป็นการประมูลย่านความถี่ที่ว่างเปล่า ต่อให้ไม่ชนะก็ไม่เสียคลื่น แต่คลื่น 1800 มีเอไอเอส กับทรูให้บริการ พอมาประมูลแล้ว เอไอเอส และทรูไม่ได้ก็เท่ากับเขาเสียคลื่นไป และการแข่งขันครั้งนี้มีรายใหม่เข้ามาไล่เคาะราคาทำให้ราคาเพิ่มขึ้นสูง”
เมื่อถามว่า ผลการประมูล 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะมีผลกับการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์อย่างไร นายประวิทย์ กล่าวว่า เชื่อว่าการเคาะราคาคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ น่าจะคล้ายกับ 1800 เมกะเฮิรตซ์ คือดุเดือดไม่แพ้กัน แต่เนื่องจาก 900 เมกะเฮิรตซ์ มีเงื่อนไขต่างจาก 1800 ที่คลื่น 900 มุ่งให้บริการในชนบท ในปีแรกที่ให้บริการไม่ต้องครอบคลุมพื้นที่ 50% ของประเทศ จึงต้องลงทุนโครงข่ายเพิ่ม ราคาเริ่มต้นอาจไม่สูงเท่า 1800 เมกะเฮิรตซ์
อย่างไรก็ดี คงต้องวัดใจผู้ประมูลอีกครั้ง เพราะต้องไม่ลืมว่าการพลาดประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ครั้งนี้ ถ้าพลาดก็ยังมีการประมูลอีกครั้งปี 2561 แต่ราคา 900 เมกะเฮิรตซ์ ถ้าพลาดครั้งนี้จะไม่มีอีกแล้ว



