
'ฮับ'ทางวัฒนธรรมอีสานเป้าหมาย'พหลไชย เปรมใจ'
'ฮับ'ทางวัฒนธรรมอีสานเป้าหมาย'พหลไชย เปรมใจ' : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยสินีพร มฤคพิทักษ์
หากต้องการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับข้าว คุณนึกถึงอะไรบ้าง? ข้าวสายพันธุ์ต่างๆ การปลูกข้าวอินทรีย์ เมนูขนม ฯลฯ แต่ พหลไชย เปรมใจ สถาปนิกที่ปรึกษาจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม และทีมงาน มีไอเดียบรรเจิดกว่านั้น อันเป็นที่มาของ “มังมูน บุญข้าว” ในงาน จิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์ ต.ตะขบ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2558-10 มกราคม 2559 มังมูน บุญข้าว หมายถึง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความอุดมสมบูรณ์ในวิถีวัฒนธรรมข้าวของอีสาน
พหลไชย เปรมใจ บอกว่า คอนเซ็ปต์คือ เล่าเรื่องความงดงามของข้าว เพราะอีสานเป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน สิ่งที่ฟาร์มทำคือ แบ่งปันประสบการณ์ เดิมอาจมองในข้าวมิติการเกษตร แต่ครั้งนี้มองในแง่สังคมวัฒนธรรม ข้าวกับประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกัน
“มังมูนไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่รวมทุกอย่าง เหมือนไปทำงาน มีความสนุกสนานแทรกในทุกกิจกรรมที่ทำ เอาทุกอย่างมาทำธีมใหม่ เช่น ซุ้มประตูทางเข้าทำเป็นซุ้มข้าวหลาม ด้านหน้า-ลานม่วนชื่นชาวนา กองฟาง ด้านหลัง-เป็นมาลัยไม้ไผ่ ลานบั้งไฟหลาย หลายล้าน หลากสี ปกติเป็นบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน, ทุ่งข้าวหลากสี ปกติเห็นข้าวสีเดียว แต่ความจริงข้าวมีหลายสี เช่น ข้าวก่ำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่, ปราสาทข้าวสูง 14 เมตร ที่ชาวบ้านทำคล้ายๆ ศาลา หอแจก ของเราทำคล้ายปราสาทหินพิมาย ทุกอย่างเป็นวิถีอีสาน”
โดยส่วนสำคัญของงานในปีนี้คือ “งานบุญข้าว”
เนื่องจากชีวิตของชาวอีสานผูกพันกับข้าว หากไล่เรียงประเพณีงานบุญทั้งสิบสองเดือน หรือ “ฮีตสิบสอง” อาจทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
เดือนหก-งานบุญบั้งไฟ เพื่อขอฝน ขอน้ำให้นา ทางฟาร์มจะสาธิตการแห่บั้งไฟโดยใช้เกวียนลาก, เดือนเก้า-บุญข้าวประดับดิน ช่วงนี้ข้าวเริ่มออกรวง ชาวบ้านจะทำบุญขอให้ข้าวงอกงามต่อไป, เดือนสิบ-บุญข้าวสาก เพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตาย, เดือนยี่-บุญคูนลาน หลังเกี่ยวข้าวจะตีหรือนวดให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวง นำมากองรวมกันไว้ที่ลาน และนิมนต์พระมาสวดมนต์ที่ทุ่งนา ชาวบ้านจะแบ่งข้าวส่วนหนึ่งไปถวายวัด
เดือนสาม-บุญข้าวจี่ เมื่อได้ข้าวใหม่ก็นำข้าวไปถวายพระ, เดือนสี่-บุญผะเหวด มีการแห่ข้าวพันก้อน ซึ่งเป็นก้อนข้าวเหนียวเล็กๆ ขนาดหัวแม่มือจำนวนพันก้อน เพื่อนำไปบูชาเทศน์พระเวสหรือเทศน์มหาชาติ อันประกอบด้วยพระคาถาทั้งหมดหนึ่งพันพระคาถา เป็นต้น
ที่มาของแนวคิดเกิดจากการลงพื้นที่ ด้านหนึ่งนั้นเพื่อหาเรือนอีสานมาไว้ที่ฟาร์ม เมื่อออกทริปบ่อยครั้งเข้าจึงพบว่า ข้าวคือวิถีชีวิตของคนถิ่นนี้ มิใช่เพียงทำนา เพื่อปลูกข้าวกิน
ทว่า “ข้าว” ยังเกี่ยวข้องกับ “การทำบุญ”
“ตัวสำคัญๆ ที่ทำให้เห็นความเป็นอีสานชัดเจนคือ ฮีตสิบสอง พอดูข้าวปั๊บชัดเจนเลย วัฏจักรการใช้ชีวิตของคนอีสานใน 1 ปี เป็นวัฏจักรเดียวกับที่เขาปลูกข้าว เป็นวิถีชีวิต”
“คนอีสานสมัยก่อนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ถามว่าทำไมเขาต้องกลับบ้านไปเกี่ยวข้าว เพราะช่วงนั้นมีบุญคูนลาน ไม่ได้ตั้งใจกลับมาเกี่ยวข้าว แต่มางานบุญคูนลาน ซึ่งเป็นงานรวมญาติ หรืองานบุญข้าวประดับดินต้องกลับมาบ้านเพื่อทำบุญให้ญาติ หากไม่กลับมาทำบุญ หมายถึงคุณไม่กตัญญู ดังนั้นไม่ว่าจะไปอยู่ต่างถิ่นที่ไหน ก็ต้องกลับบ้านให้ได้ แต่คนส่วนใหญ่มองว่าเขากลับไปเกี่ยวข้าว ดำนา”
นอกจากการจำลองงานบุญเดือนต่างๆ แล้ว องค์ประกอบภายในฟาร์มก็ถูกตีความให้สัมพันธ์กับข้าวเช่นกัน
บริเวณซุ้มประตูทางเข้า จึงถูกออกแบบเป็นซุ้มข้าวหลาม หรือพื้นที่ที่เคยเป็นแปลงดอกไม้สวยงาม มาปีนี้จะถูกเนรมิตให้เป็นทุ่งข้าวหลากสี เพราะปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์
ทว่า กว่าที่ความคิดจะตกผลึกเป็นรูปธรรม ต้องช่วยกันระดมสมองพอควร เช่น พอพูดถึงข้าวนึกถึงอะไรบาง ซึ่งมีคำตอบเป็นร้อยอย่าง คัดให้เหลือ 5-10 อย่าง ว่าอะไรเป็นสิ่งที่คนต้องนึกถึงแน่ๆ พอได้คำตอบแล้วจึงนำไปศึกษาต่อ จึงได้องค์ประกอบที่งดงามแปลกตา ตามที่กล่าวข้างต้น
ถามว่ามีวิธีนำความคิดแปรให้เป็นเนื้องานใหม่ๆ ได้อย่างไร อาจารย์พหลไชยตอบว่า สถาปนิกมองเห็นกองอะไรสักอย่าง แต่ไม่สามารถนำเสนอทั้งหมดให้ออกมาสวย เราต้องจับออกมาแยกเล่าทีละเรื่อง เช่น ข้าวกับฮีตสิบสอง ก็ดึงเฉพาะเรื่องสำคัญๆ ออกมา ดูว่าอะไรคือ “แก่น”
ในฐานะคนทำงาน โจทย์หลักมีสองข้อคือ 1.ต้องไม่ซ้ำกับธีมงานปีที่ผ่านมา 2.ต้องไม่ซ้ำกับของคนอื่นที่เคยทำแล้ว
โมเดลที่นำเสนอชวนให้แปลกใจว่าคิดได้อย่างไรกัน !
ไม่ว่าจะเป็นปราสาทข้าวที่สร้างจากเมล็ดข้าวเปลือก, ของถวายพระในงานบุญผะเหวดที่มีมาลัยไม้ไผ่สานเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ โดยยายจันดา เกตุโสภา จาก อ.กุดบาก จ.สกลนคร มานั่งสานให้คนเมืองอย่างเราได้ชื่นชม ซึ่งอาจารย์พหลไชยบอกว่า ไปเห็นในวัดแห่งหนึ่ง (มาลัยไม้ไผ่ใช้สำหรับแขวนของที่จะใช้ถวายพระ) หลวงพ่อยังบอกว่า มีคนเดียวที่ทำเป็น อาจารย์จึงไปหายายจันดาถึงบ้าน และขอให้มาสาธิตในงาน
“เวลาชาวบ้านทำไปถวายวัด เขาทำด้วยศรัทธา ไม่ได้ตั้งใจให้ใครดู แต่เราต้องทำให้คนหยุดดูและเห็นว่าสวย เห็นในแบบที่เราเห็น มาอธิบายเพิ่มขึ้น งานที่ฟาร์มทำเป็นการสืบสานวัฒนธรรมสมัยเก่า ให้สามารถอยู่ได้ และคนที่เห็นไม่ใช่เรา แต่เป็นคนข้างนอก ชาวบ้านเองก็เห็นด้วย อย่างตุ๊กตายายจันดา เวลาป้านั่งสานที่บ้านเพื่อไว้ทำบุญ แกไม่เห็นหรอกว่ามันสวยมากสำหรับคนภายนอกอย่างเรา พอเราไปหยิบมาแกรู้สึกว่ามีคุณค่า ลูกหลานปกติไม่มีใครอยากเรียน พอเราไปซื้อ ลูกหลานที่เห็นก็อาจขอเรียน เห็นว่าเกิดประโยชน์ มีคุณค่า จากเดิมที่ไม่รู้ว่าจะสานไปวัดทำไม"
"พอมาอยู่ตรงนี้ ถูกถ่ายรูปลงอินเทอร์เน็ต เผยแพร่ออกไป นี่คือการสืบสานวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ในทางกลับกัน พอคนเห็นอาจอยากรู้จักยายจันเหมือนที่ผมอยากรู้จัก เราเป็นตัวเชื่อมเฉยๆ อยากให้เขาสืบสานของเขาเอง”
มองภาพสุดท้ายของฟาร์มที่เสร็จสมบูรณ์ไว้อย่างไร?
“ผมไม่ได้มองภาพท้ายสุดว่าเป็นยังไง ห่วงเรื่องเดียวคือ อยากให้มีคนมาสานต่อ ทำให้มันมีชีวิตตลอดเวลา ต้องมีคนดูแลต่อ ที่คิดอยู่ตอนนี้คือการจัดการให้ที่นี่รันให้ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเปิดทั้งปี ปัจจุบันทุกคนมีหน้าที่ของตน ปลายปีก็มาช่วยกันในงานเปิดฟาร์ม”
“คอนเซ็ปต์คือ อยากให้เป็นฮับ เป็นจุดเชื่อมโยงให้คนรู้จักวัฒนธรรมของอีสาน เป็นจุดแลกเปลี่ยน วัฒนธรรมอีสานหลายอย่างกำลังหายหรือตายไป อยากให้มีเก็บไว้ที่นี่ หมายถึงของเก่าก็ยังอยู่ แต่ที่นี่จะเป็นตัวส่งต่อ ความที่จิม ทอมป์สัน มีชื่อเสียงระดับอินเตอร์ อะไรที่ทำตรงนี้ก็เผยแพร่ออกนอกประเทศง่ายขึ้น...อีสานมีของเยอะ แต่ขาดการจัดระบบระเบียบ ไม่มีการดึงจุดเด่นให้คนเห็นคุณค่าความงาม เช่น ฮีตสิบสองมีความสวยงามอยู่ เราแค่หยิบมันขึ้นมา”
ด้วยวิธีการนำเสนอเช่นนี้ จึงทำให้คนอีกมากได้เรียนรู้ และซึมซับความงดงามของประเพณีพื้นถิ่น อย่างเข้าใจ และภูมิใจยิ่ง !



