ข่าว

‘วิษณุ’แนะจับตาปมนายกฯคนนอก

‘วิษณุ’แนะจับตาปมนายกฯคนนอก

11 พ.ย. 2558

‘วิษณุ’แนะจับตาปมนายกฯคนนอก ว่าที่สุดแล้วมีวิธีอย่างไร แจงรัฐบาลไม่เคยจุ้นปมฟ้องฟิลลิปมอร์ริส

            เมื่อวันที่11พ.ย.58เวลา13.00น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้ตัดสิทธิครอบครัวผู้ต้องคดีทุจริตห้ามลงสมัครเลือกตั้งว่า ประเด็นอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ตนไม่อยากจะไปวิจารณ์ ขนาดตนได้พบกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ตนก็ไม่ได้ถามถึง แต่นายมีชัยก็บอกว่าจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น เป็นแค่ข่าวกระเซ็นกระสายออกมาแล้วไปวิจารณ์กัน ถ้าตนซึ่งอยู่ในซีกรัฐบาลหยิบมาวิจารณ์ต่อ ก็เท่ากับเป็นการขยายสิ่งที่เขายังไม่ได้ตกลง ซึ่งการโยนหินถามทางเขาโยนถามคนอื่น ถ้าตนไปกระโดดรับหินเขามา ก็หาเรื่องเปล่าๆ ก็ถูกแล้วถ้ายังไม่เรียบร้อยตกผลึกก็อย่าเพิ่งไปวิพากษ์วิจารณ์อะไร เว้นแต่เรื่องที่พูดกันอื้อฉาวกราวเกรียวก็ต้องพูดบ้าง เรื่องของนายวันชัยก็ยังไม่ตกผลึก บางเรื่องก็เป็นข้อเสนอของคนอื่น บางเรื่องต้องเข้าใจว่าต้องมีอะไรไปทำต่อ ถ้าไปทึกทักก่อนตั้งแต่แรกจะเป็นปัญหา เหมือนเรื่องรัฐธรรมนูญที่ไปพูดกัน ก็ไม่ควรจะไปทึกทักขยายผลอะไรตั้งแต่ต้น ใครรู้เรื่อง อยากพูดก็พูดไป คนที่ไม่รู้เรื่องก็อย่าไปพูด เพราะว่าประชาชนจะเข้าใจว่าเรื่องที่ถูกพูดถึงนั้นตกผลึกจบเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมันไม่จริง

            ส่วนกรณีที่นายอภิชาต สุชัคคานนท์ สมาชิกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายบริหาร เสนอความคืบหน้าในการศึกษาประเด็นที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจไม่ต้องเป็นส.ส.หรือเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกก็ได้นั้น นายวิษณุกล่าวว่า นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรธ.ได้แถลงออกมา ว่าให้นายอภิชาต ไปศึกษาและเสนอกลับมา คือ1.ให้มีนายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภา2.ให้สภาเป็นผู้เลือก3.จะเป็นส.ส.หรือไม่ก็ได้4.ต้องได้รับการยอมรับจากสภา ซึ่งข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดว่าจะทำอย่างไรต่อ ซึ่งกรธ.ยังไม่ได้ขยายความก็คงต้องรอกันก่อน ซึ่ง3ข้อเสนอแรกนั้นไม่ได้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2475หรือร่างฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งถ้าจะมีอะไรแตกต่างก็อยู่ที่ข้อเสนอที่4ซึ่งยังไม่ได้เปิดเผยออกมาอาจจะยังคิดไม่ออก ถ้าเรานำสิ่งที่กรธ.พูดแล้วมาพูดต่อ มันก็ไม่มีอะไรแปลกประหลาด แต่เมื่อไหร่ที่บอกว่า ประเทศไทยไม่มีนายกรัฐมนตรี อย่างนั้นถึงจะแปลก แต่ที่บอกว่าประเทศไทยมีนายกฯในระบบรัฐสภา มันก็ถูกต้องแล้ว

            “นายกฯในระบบรัฐสภาแปลว่า ไม่มีการเลือกตั้งนายกฯโดยตรง คำนี้ที่ซ่อนเอาไว้เพราะว่า ถ้ามีการเลือกตั้งนายกฯโดยตรงจะมิใช่นายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภา ประเทศในโลกนี้ถ้าไม่ใช่ประเทศที่ปกครองในระบบประธานาธิบดีก็จะปกครองในระบบรัฐสภา ซึ่งประมุขจะเป็นพระมหากษัตริย์หรือประธานาธิบดีก็ได้เช่น สิงคโปร์ หรืออินเดีย แต่หัวหน้ารัฐบาลจะเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องมาจากความเห็นชอบของสภาเสมอ ไม่มีการเลือกโดยตรง ซึ่งข้อเสนอที่1ที่ให้มีนายกฯในระบบรัฐสภาเพื่อต้องการส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการเลือกนายกฯโดยตรง”

            นายวิษณุกล่าวว่า ข้อเสนอที่2นายกฯต้องมาจากการเลือกจากสภา แปลว่าไม่ได้เลือกมาจากที่อื่น จะเอาคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ (คปป.) หรืออะไรมาเลือกก็ไม่ได้ และข้อเสนอที่3ที่บอกว่านายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ต้องเป็นส.ส. ก็เป็นสิ่งตกค้างมาจากร่างฉบับนายบวรศักดิ์ แต่ยังมีเงื่อนไขต่อไปว่า คนที่จะเข้ามาต้องได้รับการยอมรับจากสภาไม่ใช่ขี่ม้าขาวมาแล้วให้สภาโหวต แสดงว่ามันยังมีอะไรที่ยังอุบเอาไว้ ยังไม่ได้พูด

            เมื่อถามว่ามีข้อเสนอให้รัฐธรรมนูญกำหนดว่าต่อไปต้องไม่มีประชานิยม นายวิษณุกล่าวว่า มันอยู่ที่ประชานิยมแปลว่าอะไร ถ้าแปลอย่างที่เราเข้าใจนั้นไม่มีปัญหา ซึ่งก็ควรเรียกอย่างอื่น อย่าไปเรียกประชานิยมเพราะบังเอิญคำมันเสียภาพลักษณ์ไปแล้ว ประชานิยมที่ไม่พึงปรารถนาหมายถึงการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในการหาเสียง เอาเงินในอนาคตซึ่งควรจะเป็นของคนอื่นมาใช้ประโยชน์ในการหาเสียงและเห็นได้ชัดว่าเป็นประโยชน์เพื่อการหาเสียงจนเสียวินัยทางการคลัง ถ้าไม่เป็นเช่นนี้มันก็ไม่แปลก


แจงรัฐบาลไม่เคยจุ้นปมฟ้องฟิลลิปมอร์ริส

            นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อัยการสูงสุดเตรียมสั่งฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ในคดีหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้ามูลค่า68,000ล้านบาทในวันที่25พฤศจิกายนนี้ ว่า รัฐบาลไม่เคยไปบอกอัยการสูงสุดว่าให้หยุดหรือถอนฟ้อง และไม่เคยไปสั่งการอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่รัฐบาลพยายามรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม เรื่องนี้ไม่มีใครได้ใครเสีย แม้แต่ฝ่ายที่ให้เร่งดำเนินการฟ้องตนก็เชื่อว่ามีเจตนาสุจริต เพียงแต่ตั้งต้นจุดยืนเมื่อผู้กระทำถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามมาตรา27แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร ซึ่งมีโทษปรับและจำคุก แต่ประเทศไทยอยู่ในสังคมรัฐประชาชาติ ก็มีตัวอื่นเข้ามาเป็นตัวแปร ซึ่งฝ่ายที่เร่งให้ดำเนินการอาจจะรู้หรือไม่รู้ แต่ไม่สนใจ แล้วที่บอกว่าไม่เห็นยากเลย มีอะไรเกิดขึ้นก็ฟ้องไปแล้วไปพิสูจน์กับศาล มันไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานมายังตนแล้วส่วนหนึ่ง ว่า องค์การการค้าโลก (WTO) ตัดสินให้ไทยแพ้คดีนี้ ยังมีอย่างอื่นที่ต้องรายงานมา เพราะบางอย่างต้องรอความชัดเจนจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะเราก็ไม่ได้เชื่อกระทรวงพาณิชย์ทุกประการ ส่วนกรณีที่ว่าบริษัทดังกล่าวถือว่าทรงอิทธิพลอันดับต้นๆ ของโลกนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทรงอิทธิพลกว่านี้เราก็ต้องดำเนินคดี

            “เราเป็นต่อ เพราะเขาทำผิดจริง แต่ปัญหาคือเมื่อคดีนี้มันไปพันกับคดีที่ศาลWTO ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นศาลโลกแล้วมีคำตัดสินออกมา เราจะบอกว่า ไม่สนใจไม่ได้ มันต้องนำมาประกอบกันแล้วชั่งน้ำหนักได้เสียว่าสุดท้ายจะถูกตอบโต้รุนแรงขนาดไหน จะคุ้มหรือไม่ ฝ่ายที่บอกว่าไม่เป็นไร ฟ้องๆ ไป นั่นคือฝ่ายที่ไม่สนใจว่าใครจะตอบโต้อย่างไร เราเอาตัวรอดอีก2-3ปี แล้วเมื่อถึงเวลารัฐบาลเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่า เห็นไหมที่ตอบโต้ เพราะคุณลุกขึ้นมาเชียร์ ก็จะมีคนย้อนว่า เป็นหน้าที่รัฐบาล ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี แล้วทำไมไปเชื่อชาวบ้าน ทำไมไม่ตัดสินใจเอง วันนี้รัฐบาลจึงต้องดูทุกอย่างให้รอบด้าน และสิ่งที่รุมล้อมเข้ามามันมากจนไม่สามารถเปิดเผยได้” นายวิษณุ กล่าวและว่า คดีนี้อายุความคงไม่หมดก่อน เพราะว่ามีระยะเวลายาวนานสิบกว่าปี

            เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลจะมีคนไปวิ่งเต้นคดี นายวิษณุ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นจอมคอร์รัปชั่นหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเภทยักคิ้วหลิ่วตา อาจจะไม่ถึงคอร์รัปชั่นมันก็มีที่เห็นแก่พรรคพวก รวมถึงการยืมมืออีกฝ่ายมากลั่นแกล้งอีกฝ่าย มันมีหมดสารพัดวิชามารในประเทศไทย ซึ่งตรงนี้เราต้องดูเพื่อตอบคำถามให้ได้หมด แล้วก็ฟันออกไปเลยว่าทำอย่างไร กรุณาอดใจรอสักครู่

            นายวิษณุกล่าวว่า กรณีที่พูดกันว่ารัฐบาลล้วงลูกหรือปิดบังนั้นไม่ใช่ รัฐบาลเป็นผู้หยิบยกประเด็นนี้มา ว่า มันมีกรณีคดีฟิลลิป มอร์ริส ถ้ารัฐบาลอยากให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อน รัฐบาลก็เงียบไปจะช่วยอะไรก็ช่วยไป จะลืมอะไรก็ลืมไป แต่นี่รัฐบาลเป็นผู้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา ที่พูดมานี้เพื่อให้สาธารณะและครม.รับทราบ

            เมื่อถามว่าทำไมคดีถึงไม่คืบหน้ามานาน นายวิษณุกล่าวว่า ตนพูดได้เพียงว่าเรื่องนี้สื่อควรค่าไปขุดคุ้ยอย่างยิ่ง

            เมื่อถามว่าคดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อ นายวิษณุกล่าวว่า อัยการสั่งฟ้องแล้ว ก็เป็นไปตามกระบวนการ


กมธ.ปฏิรูปการเมืองสปท.เร่งเครื่องระดมกึ๋น

            นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมกำหนดประเด็นในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง ที่เป็นประเด็นสำคัญและเร่งด่วน เพื่อให้การปฏิรูปด้านการเมืองสัมฤทธิ์ผล โดยเห็นว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่นี้จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาของประเทศ เพราะจะเป็นตัวกำหนดกฎกติกา วิธีการ แนวทางต่างๆในการแก้ปัญหาด้านการเมืองที่มีมาทั้งในอดีตและการแก้ปัญหาในปัจจุบัน รวมทั้งวางรากฐานด้านการเมืองในอนาคต ดังนั้น กรธ.จะต้องมีส่วนเสนอแนะให้ข้อคิดเห็นอย่างสำคัญต่อกรรมการร่างรัฐ ธรรมนูญ(กรธ.) โดยจะต้องมีการประสานกับกรธ.อย่างใกล้ชิด ทั้งการติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ การเสนอประเด็นที่จะแก้ไขเข้าไปควบคู่กัน ซึ่งกมธ.มีนักการเมืองเคยเป็น ส.ส.และส.ว. จำนวนมาก ที่จะระดมความเห็นของตนที่มาจากประสบการณ์ตรง และหลักการทางวิชาการ มาประมวลร่วมกัน เชื่อว่าข้อเสนอแนะต่างๆจะเป็นประโยชน์ต่อกรธ.ที่จะนำมาพิจารณาประกอบในการร่างรัฐ ธรรมนูญ ซึ่งกมธ.จะดำเนินการรวบรวมข้อคิดเห็นให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับจากนี้

            นายวันชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นว่า กมธ.ทุกคนจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้การทำงานให้สัมฤทธิ์ผล ไม่ใช่สักแต่ว่าทำเป็นข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะแล้วก็เสร็จๆไป แต่จะต้องมีส่วนผลักดันประสานความร่วมมือกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เนื้องานที่เสนอไปนั้นสัมฤทธิ์ผลให้จงได้ และยังต้องทำงานในเชิงรุก เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่าเรื่องการประสานงานเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง จึงเน้นให้กมธ.ฯทุกคนสามารถประสานกับส่วนใดก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม การควบคุมการใช้อำนาจรัฐ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการปลูกฝัง ปลุกจิตสำนึกของประชาชนในทางการเมืองที่ดี เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการจะกำหนดเป็นกรอบในการทำงาน วางแผนหาแนวทางให้มีการดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและให้สำเร็จผลก่อนการ เลือกตั้งให้ได้