
ทนายความยื่นจม.เปิดผนึกของยิ่งลักษณ์ถึงบิ๊กตู่
11 พ.ย. 2558
ทนายความยื่นจม.เปิดผนึกของปูถึงบิ๊กตู่ลั่นพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่โวยจนท.ถูกกดดันเพราะอายุความสั้น ทำคดีเร่งรีบ ระบุขอเพิ่มพยาน11ปาก
วันที่ 11 พ.ย.58 เมื่อเวลา 10.00น. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่งสำนักงานก.พ. ถนนพิษณุโลก) นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความได้รับมอบหมายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือเปิดผนึกต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์บริการประชาชนฯ โดยมีนายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน เป็นผู้รับเรื่องในครั้งนี้
โดยจดหมายเปิดผนึกของน.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 448/2558 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ลงวันที่ 3 เม.ย.2558 อันเนื่องมาจาก ป.ป.ช. ได้ส่งความเห็นให้กระทรวงการคลังดำเนินการให้ตนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้ได้ความว่ามีการกระทำละเมิดเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และต้องรับผิดในผลละเมิดดังกล่าวหรือไม่ เป็นเงินจำนวนเท่าใด ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 120 วัน ขยายระยะเวลาดำเนินการได้ตามความจำเป็นครั้งละไม่เกิน 30 วัน นั้น
คดีนี้มีความสำคัญเพราะตนในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องโครงการที่เป็นนโยบายของรัฐบาลอันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มีพยานบุคคลและพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องตลอดจนวัตถุพยานได้แก่ข้าวจำนวนหลายล้านตันที่เก็บรักษาในโกดังตั้งอยู่ทั่วราชอาณาจักร ระยะเวลาที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพียง 120 วัน แม้จะต่ออายุได้ครั้งละ 30 วันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การตรวจสอบมีความรอบคอบและเป็นธรรมกับดิฉันผู้ถูกกล่าวหา
ความเร่งรีบดังกล่าวตนเชื่อว่าน่าจะมาจากท่านนายกฯได้รับรายงานข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อน 2 เรื่องสำคัญคือ (1) อายุความที่จะดำเนินคดีในทางแพ่งที่เข้าใจกันว่ามีอายุความ 1 ปี หากจะฟ้องร้องทางแพ่ง หรือ 2 ปี หากใช้วิธีเรียกให้รับผิดตาม พ.ร.บ. ความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และ (2) เรื่องนี้ดำเนินการได้ทางเดียวคือออกคำสั่งทางปกครองเรียกให้ดิฉันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ตนขอเรียนชี้แจง ดังนี้
1. กรณีอายุความทางแพ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีความผิดทางละเมิด 1 ปี หรือ 2 ปี ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ต้องตั้งคำถามว่าเริ่มต้นนับอายุความเมื่อใด โดยหลักแล้วจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่รู้ตัวผู้ที่จะต้องรับผิดและรู้ถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้นแม้ทุกวันนี้อายุความก็ยังไม่เริ่มนับจนกว่าจะมีข้อยุติจากหน่วยงานรับผิดชอบในสองประการที่กล่าวมา ซึ่งหมายความว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้ข้อยุติและมีความถูกต้อง เป็นธรรม ตราบใดที่ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ยังไม่เริ่มนับอายุความ นอกจากนั้นในคดีนี้ อัยการสูงสุดได้ฟ้องตนในข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ปรากฏตามคดีหมายเลขดำที่ อม. 22/2558 อายุความที่จะเรียกร้องให้ตนรับผิดในทางแพ่ง จึงถือตามอายุความทางอาญาที่ยาวกว่า ตามมาตรา 448 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติว่า “แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมาไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ” จึงไม่ได้มีอายุความเพียง 1 หรือ 2 ปี ตามที่ท่านนายกได้รับรายงานจนต้องมีการเร่งรัดดังกล่าว (กรณีฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อายุความคือ 15 ปี)
2. เท่าที่ตนติดตามความเห็นในทางกฎหมาย การเรียกร้องให้ดิฉันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่ง อาจดำเนินการได้สองวิธีคือ (1) โดยการฟ้องคดีแพ่งเรียกร้องให้รับผิดในมูลละเมิดดังกล่าวแล้ว หรือ (2) ใช้คำสั่งทางปกครองเรียกให้ชดใช้ตามมาตรา 8 และ 10 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งตนมีข้อสังเกตว่า กรณีนายกรัฐมนตรีดำเนินการตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาไม่น่าจะอยู่ในบังคับของกฎหมายนี้ อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่ารัฐ มีสิทธิที่จะเลือกดำเนินการในทางใดทางหนึ่งก็ได้ไม่ใช่บทบังคับให้หน่วยงานของรัฐต้องออกคำสั่งทางปกครองเรียกให้ดิฉันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2345/2548 ระหว่าง เทศบาลนครพิษณุโลก โจทก์ นางสาวสุภาวดี พิบูลสมบัติ จำเลย
3. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับตนซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาและให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมีเวลาอย่างเพียงพอที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเรียกร้องในมูลละเมิดทางแพ่ง ตนเรียนเสนอให้ท่านนายกตรวจสอบข้อกฎหมายตามที่ได้นำเรียนมาทั้งสองประเด็นข้างต้นจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล หากเป็นไปตามที่ตนนำเรียนคือ มิได้มีปัญหาในประเด็นอายุความและสามารถฟ้องเป็นคดีแพ่งก็ได้ เจ้าหน้าที่ก็จะมีเวลาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ตลอดจนรับฟังพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญอย่างเพียงพอไม่ต้องเร่งรีบรวบรัดจนเสียความเป็นธรรมเพราะฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาคือตนไม่มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่
4. นอกจากเจ้าหน้าที่จะมีเวลาดำเนินการได้อย่างเพียงพอทำให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหาแล้ว หากรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจะใช้สิทธิฟ้องเรียกร้องให้ตนชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดต่อศาลแพ่ง ก็จะทำให้ความกังวลของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการตรวจสอบและดำเนินคดีทางแพ่งหมดไป หมดความจำเป็นต้องออกคำสั่งหัวหน้า คสช ที่ 39/2558 ที่มีปัญหาข้อกฎหมายว่าเป็นคำสั่งที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและเป็นการเลือกปฏิบัติ ส่วนประเด็นข้ออ้างเรื่องค่าธรรมเนียมศาลนั้น หากดิฉันเป็นฝ่ายแพ้คดีก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่รัฐบาลต้องใช้ไปในการดำเนินคดีอยู่แล้ว สิ่งที่ตนเรียกร้องมาโดยตลอดคือความเป็นธรรม ด้วยการให้ศาลที่เป็นคนกลางเป็นผู้พิสูจน์ความเสียหายอันจะมีความสง่างามและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากกว่า เนื่องจากฝ่ายบริหารเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพราะเป็นคู่กรณีโดยตรงกับตน แต่กลับมาออกคำสั่งทางปกครองแทนศาลเรียกร้องให้ตนชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่เป็นธรรม
5. ขอเรียนยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่กระบวนการที่เร่งรีบคือการไม่เปิดโอกาสให้ได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ซึ่งขัดกับสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ดังนั้น สิ่งที่เรียกร้องต่อท่านอีกครั้งในวันนี้จึงเป็นเพียงการขอโอกาสให้ในการต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ว่ามิได้ทำให้รัฐเกิดความเสียหาย เนื่องจากยังมีระยะเวลาเพียงพอที่จะทำให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมกับตนได้
ด้านนายนรวิชญ์ กล่าวว่า วันนี้อยากขอความเป็นธรรมจากพล.อ.ประยุทธ์ว่า น่าจะมีกลการในการวินิจฉัยเรื่องวิธีการดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวให้เสร็จสิ้นไปเสียก่อน ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ โดยให้คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล ในความเห็นของหน่วยงานของรัฐน่าจะวินิจฉัย โดยเฉพาะในเรื่องอายุความที่จะดำเนินคดีในทางแพ่งที่เข้าใจกันว่ามีอายุความ 1 ปีหากฟ้องร้องทางแพ่ง หรือ 2 ปีหากใช้วิธีเรียกให้รับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งตนเห็นว่าในเรื่องให้การรับผิดทางแพ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้กระบวนการทางศาล มากกว่าใช้มาตรการการปกครองที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงเห็นแย้ง และในส่วนของอายุความที่มีความขัดแย้งนั้น หากมองคดีเป็นคดีแพ่ง อายุความจะไม่ใช่แค่ 1 ปีหรือ 2 ปี จึงต้องใช้ตามคดีอาญาซึ่งนับเป็นระยะเวลาอายุความ 15 ปี โดยมีการกำหนดว่าโทษว่าถ้าได้ตัวหรือไม่ได้ตัวผู้ร้องผิดมาภายในอายุความเท่าใดถึงจะหมดอายุความ เพราะในกรณีนี้ถ้าเป็นการละเว้นหน้าที่มี โทษจำคุกจะไม่เกิน 10 ปี
“จึงไม่อยากให้รีบสรุปคดี เพราะว่าหากมองไปว่ามีอายุความมีแค่ 1 ปี หากมีความรับผิดทางละเมิด หรือ2 ปี ในความรับผิดทางความละเมิดทางแพ่ง ฉะนั้นจะทำให้เจ้าหน้าที่ก็ต้องเร่งดำเนินการ ทำให้เกิดความเร่งรีบในกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งการยื่นขอให้สอบพยานล่าสุดจำนวน 11 ปาก เจ้าหน้าที่บอกว่าให้ แต่การให้คือให้ทำเป็นหนังสือยื่นมาโดยไม่ยื่นสอบ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นการกดดันเจ้าหน้าที่”ทนายความฯ กล่าว
นายนรวิช กล่าวอีกว่า พยานที่เพิ่มเข้าไปมาจากเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ขัดข้องและภาคเอกชน ซึ่งโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกันหลายฝ่าย ฉะนั้นควรที่จะมีการสอบสวนให้เสร็จสิ้น ซึ่ง 11 ปากที่ไม่ใช่การให้ทำเป็นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเข้าไป โดยเรามองว่าประเด็นต่างๆ ควรเป็นการถาม อยากได้อะไรอยากทราบอะไร เป็นอย่างไร ประเด็นนี้ว่าอย่างไร จะได้มีการอธิบายความให้ชัดเจนมากกว่าเขียนเป็นหนังสือ ซึ่งจะได้ข้อเท็จจริงที่มากกว่า เพราะการเขียนหนังสือก็ขึ้นอยู่แต่ละบุคคลว่าเขียนได้มากน้อยเท่าใด
เมื่อถามว่าถ้ามีผลการตัดสินทางคดีแพ่งออกมาจากยอมรับใช่หรือไม่ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ในส่วนคดีแพ่งเราอยากให้ใช้พื้นฐานข้อมูลที่เป็นจริงให้เต็มที่ก่อน ก่อนที่ผลจะออกมาว่าเป็นอย่างไร ขอให้ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นจริงได้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ อยากให้เจ้าหน้าที่มองด้วยความเป็นธรรม ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เพราะว่าคดีนี้ไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริต แต่ถูกกล่าวหาว่าทำโครงการแล้วเสียหาย ซึ่งในความเสียหายนั้นไม่มีรัฐบาลยุคไหนทำโครงการสาธารณะต้องการผลกำไรจากประชาชน
เมื่อถามว่าจะมีจดหมายฉบับที่ 3 หรือไม่ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า เราต้องดูที่ประเด็นว่ามีอะไรบ้าง จะไม่บอกว่ามีกี่ฉบับ แต่จะดูว่าแต่ล่ะเรื่องในช่วงนั้นๆ ว่ามีข้ออะไรที่ควรจะยื่นร่างอะไรไป ซึ่งอดีตนายกฯไม่ได้มีการกล่าวย้ำอะไรเป็นพิเศษในการมายื่นจดหมายในครั้งนี้ แต่ใช้สิทธิในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ฐานะผู้ที่ถูกดำเนินการ ใช้สิทธิในการขอความเป็นธรรมเท่านั้นเอง
“สำหรับความคาดหวังจากนายกฯอย่างที่ท่านเคยพูดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องให้ความสำคัญกับทุกฝ่ายที่ถูกกล่าวหา คิดว่าน่าจะได้รับความเป็นธรรม อย่างที่ท่านเคยพูดเรื่องทหารเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เรื่องอะไรต่างๆ ท่านก็บอกว่าอย่าพึ่งไปกล่าวหาเขา อย่าทำให้เขาเสียหาย ก็เหมือนฝ่ายเราที่ยังไม่มีพิพากษา ก็อย่าเพิ่งมากล่าวหาว่าเราผิดแล้ว หลักการก็น่าจะหลักการเดียวกัน อยากให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน คือ ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษา อย่าเพิ่งกล่าวหาว่าเขาผิด เพราะว่าทำเกิดความเสียหายได้” นายนรวิชญ์ กล่าว



