
สราญดึงเสน่ห์ไทยใส่ดีไซน์..เอกลัษณ์ที่น่าจับตา
สราญดึงเสน่ห์ไทยใส่ดีไซน์..เอกลัษณ์ที่น่าจับตา : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง--วันวิสา โรจน์แสงรัตน์ ภาพ--ธนาชัย ประมาณพานิช
ด้วยกระแสแฟชั่นที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คนในแวดวงจึงต้องวิ่งตามกระแสและคอยอัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะในบ้านเราแฟชั่นต่างชาติโดยเฉพาะยุโยปและเอเชียเข้ามามีบทบาทสูง จนบางคนหลงลืมรากเหง้าความเป็นไทยไปอย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับดีไซเนอร์รุ่นไหม่ไฟแรง “เอก” ศรัณย์ อยู่คงดี ไม่เป็นเช่นนั้น เขากลับหลงเสน่ห์และความงามของผู้หญิงไทย พร้อมดึงเอาอัตลักษณ์ความงามอย่างไทยมารังสรรค์เป็นเครื่องประดับหรู ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ภายใต้แบรนด์ “สราญ”
ดีไซเนอร์หนุ่มในวัย 33 ปี เปิดฉากเล่าให้ฟังว่า ตัวเองอยากเรียนด้านงานออกแบบเพราะอยากลองในสิ่งที่ไม่ถนัด ตอนนั้นคิดแค่ว่างานออกแบบเป็นสิ่งที่ไม่ได้สนองเรื่องความสวยแต่เป็นเรื่องฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว จึงคิดที่จะเรียนอะไรที่เป็นสิ่งสวยงามและทำให้คนเห็นแล้วติดใจได้เร็วที่สุด ซึ่งงานศิลปะสามารถตอบโจทย์ด้านความสุนทรีย์ได้ดีกว่า เป็นจุดให้เลือกเรียนต่อด้านศิลปะที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเพื่อให้ความรู้แน่นขึ้นจากที่อาชีวะธนบุรี แต่ระหว่างที่เรียนได้เห็นโลกกว้างขึ้น จึงเริ่มรู้สึกว่างานดีไซน์ไม่ได้ยากเกินไปและไม่จำเป็นต้องเรียน แค่รู้ว่าเราจะทำอะไรและทำให้ใครใช้ นั่นเป็นตัวเลือกที่เพิ่มเข้ามาในหัวว่าเราสามารถทำงานศิลปะให้ออกมามีฟังก์ชันเพื่อตอบสนองคนได้
หลังจากจบมหาวิทยาลัย “เอก” ศรัณย์ จึงมุ่งหน้าสู่เส้นทางการออกแบบอย่างเต็มตัว ด้วยการเป็นสไตลิสต์แก่นิตยสารฉบับหนึ่งจนผลงานเป็นที่ประจักษ์ ท้ายที่สุดเมื่อเข้ามาอยู่ในโลกการออกแบบประมาณปีกว่าจึงค้นพบว่า การออกแบบที่ดีที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะต้องหาวัสดุดีที่สุดหรือเป็นกระแสในโลกปัจจุบัน ลองเลือกสิ่งที่รู้สึกว่าคนนึกไม่ถึงมาสร้างงานศิลปะที่จับต้องได้ด้วยการบริหารจัดการและความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง สุดท้ายจึงได้งานที่ทำจากกระดาษมาเป็นตัวขับเคลื่อนในงานออกแบบของตัวเอง
เมื่อค้นพบวัสดุที่ถูกใจในการสร้างผลงานศิลปะแล้ว เขาจึงลองผิดลองถูกโดยที่ยังไม่ได้ทำแบรนด์ เพราะเขาตั้งมั่นว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศตลอดชีวิต แต่หลังจากอยู่ไปสักพักหนึ่งพบว่าการทำงานภายใต้กรอบการคิดให้แมทช์กับคอนเซ็ปต์ของบริษัท ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้มีความสุขเพราะเขามีไอเดียที่โลดแล่นตลอดเวลาและต้องการสร้างสรรค์ผลงานที่ไร้กรอบ จึงลาออกมาหาแนวทางเพื่อที่จะทำแบรนด์ของตัวเอง โดยเริ่มต้นที่งานเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านชิ้นใหญ่ก่อน แล้วแตกไลน์เป็นเครื่องประดับที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่ ซึ่งเจ้าตัวย้อนเล่าว่าเกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่เป็นผลพลอยได้ที่ต้องบอกว่าเหนือความคาดหมาย
“ผมเริ่มทำแบรนด์ตอนอายุ 30 ซึ่งดีไซเนอร์คนอื่นเขาสตาร์ทกันไปไกลแล้ว ผมอาจจะสตาร์ทช้าไปแต่มันก็ดีตรงที่เราหนักแน่นและมั่นคงในการตัดสินใจงานแต่ละอย่าง ไม่ได้ตัดสินใจอย่างผลีผลาม เพราะเรามีประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมามาก ทำให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เวลาตัดสินใจแต่ละอย่างจึงเป็นการตัดสินใจภายใต้กรอบของเหตุผลและหลักการทำงาน ไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์” ดีไซเนอร์มากฝีมือบอกอย่างนั้น
ขับเคลื่อนเดินหน้าทำแบรนด์อย่างจริงจัง จนคลอดคอลเลกชั่นแรกโดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งผลตอบรับดีมากจนเจ้าตัวค้นพบว่าเดินมาถูกทางแล้ว แต่เมื่อทดลองทำไปได้ประมาณ 1 ปี ก็เกิดคำถามว่า สินค้าของเราเป็นชิ้นใหญ่ ถ้าลูกค้าซื้อไปแล้ว 1 ชิ้นเขาไม่มีโอกาสกลับมาซื้อของเราอีกแล้ว ยกเว้นซื้อไปเป็นของฝากหรือเขาซื้อบ้านใหม่ แต่ส่วนใหญ่ลูกค้า 80-90 เปอร์เซ็นต์จะซื้อตัวเดียวจบ แล้วหันไปซื้ออย่างอื่นเพื่อเปลี่ยนสไตล์ ฉะนั้นการกลับมาซื้อสินค้าของแบรนด์หนึ่ง ถ้าเป็นของแต่งบ้านที่ค่อนข้างคงทน คุณภาพดีมาก เชื่อแน่ว่าลูกค้าจะไม่กลับมาซื้ออีก คิดได้เช่นนั้นเขาจึงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ
เมื่อทำแบรนด์เข้าสู่ปีที่ 2 หลังจากจัดวางโคมไฟและของแต่งบ้านชิ้นใหญ่แล้ว ยังพอมีพื้นที่เหลือเล็กน้อย “เอก” ศรัณย์จึงคิดที่ว่าจะทำจิวเวลรี่เล็กๆ จากกระดาษโพลีเอสเตอร์ที่เหลือจากการทำเฟอร์นิเจอร์ มาอบร่ำแบบผ้าสไบไทยให้มีกลิ่นหอม เพื่อเป็นของที่ระลึกแก่ลูกค้าที่ซื้อของตกแต่งในร้าน แต่ด้วยดีไซน์เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวต่างชาติ ถึงขนาดยอมควักกระเป๋าซื้อโคมไฟเพื่อจะได้เป็นเจ้าของจิวเวลรี่สวยๆ นั่นเองจึงจุดประกายให้เขาคิดจะทำเครื่องประดับจริงจังขึ้น
"ตอนนั้นตั้งใจทำจิวเวลรี่เพื่อเป็นของที่ระลึก แต่มีหลายคนขอซื้อคงเพราะสะดุดตาเอกลักษณ์ของชิ้นงาน พอปิดยอดจิวเวลรี่ขายได้ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ใจและไม่ได้ตั้งราคา จิวเวลรี่ทุกชิ้นผมทำขึ้นเพื่อนำเสนอความงามสง่าของหญิงไทย เสน่ห์และมูลค่าของผู้หญิงไทยที่เราอาจจะหลงลืมกันไป ฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะทำเครื่องประดับที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกภูมิใจในความเป็นตัวเอง มันก็คือเป็นโจทย์ให้เรากลับไปหาจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ผู้หญิงภูมิใจในความเป็นหญิงไทย ซึ่งไม่จำเป็นต้องติดกนกที่หน้าผาก หรือใส่ชฎาหรือใส่กระบังเดิน แค่มีความเป็นตัวเรา แค่สวยในสไตล์ของตัวเอง มีจริตแบบที่ควรจะเป็นไม่น้อยหรือได้ล้นจนเกินไป ผมว่าผู้หญิงไทยเป็นผู้หญิงที่ผู้ชายทั่วโลกชอบ แต่เราพยายามจะเป็นประเทศอื่น นั่นก็คือสิ่งที่ทำให้เรามองว่าในอนาคตถ้าคนพูดถึงเครื่องประดับของไทยต้องพูดถึงเราเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งเป็นความท้าทายที่เราตั้งใจจะทำให้ได้
งานของผมราคาสูงเริ่มตั้งแต่ 3,000 ไปจนถึงหลักแสน สามารถตอบโจทย์คนหลายๆ กลุ่ม แต่ยังคงคอนเซ็ปต์งามสง่าแบบไทย ผมมองว่าที่เราทำงานที่นำเอาอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา หรือเรื่องเชิงวัฒนธรรมมาใช้ถ้าเราคิดราคาถูกเกินไป มันเหมือนกับเราประเมินค่าวัฒนธรรมของตัวเองต่ำ ซึ่งนั่นคือปัญหาของคนไทย เรายกย่องว่าถ้าเราทำของแนวยุโรปมันสามารถขายได้ เพราะคนไทยคลั่งไคล้แนวยุโรป นั่นอาจจะเป็นเพราะยุโรปเขาปูมาว่าวัฒนธรรมของเขามีคุณค่า แต่ผมกลับมองว่าเราไม่จำเป็นต้องตามใคร เราเป็นตัวของตัวเอง แล้วขายความเป็นตัวเองให้ดีที่สุด สิ่งหนึ่งที่ผมถูกสอนมาตั้งแต่สมัยเรียนคือถ้าเรายังเดินตามคนอื่นเราจะไม่มีวันเป็นเบอร์หนึ่งแน่นอน ซึ่งเบอร์หนึ่งในโลกของการออกแบบคือความแตกต่าง ถ้าคุณแตกต่างคุณจะมีที่ยืนในสังคมของการออกแบบแน่นอน" นักออกแบบผลงานระดับนานาชาติเผย
ณ วันนี้แบรนด์ “สราญ” ผงาดอยู่ในวงการจิวเวลรี่อย่างเต็มตัว พร้อมการันตีกว่าผลงานทุกชิ้นเขาออกแบบเอง 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่งานเฟอร์นิเจอร์ก็ยังไม่ทิ้งแต่จะทำเฉพาะงานอีเวนท์หรือทำกับบริษัทเท่านั้น โดยเจ้าตัวยอมรับว่ากำลังตื่นเต้นกับการเจริญเติบโตของตัวเอง ตื่นเต้นที่จะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ที่ผ่านเข้ามาในการทำงานซึ่งจะเน้นแบบศิลปิน คือมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง
แต่การจะทำเครื่องประดับออกมาวางขายในตลาดแต่ละคอลเลกชั่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก จึงเกิดคำถามขึ้นหน้าหูว่าเงินมาจากไหน และจากคำถามที่ดังมากระทบหูมากมาย ดีไซเนอร์คนดึงจึงไม่ลังเลที่จะอธิบายว่า ก่อนหน้านี้ทำงานอีเวนท์ทุกวันมาตลอด 7 ปี จนมาปีนี้ประกาศกับทุกคนว่าจะงดรับงานทั้งหมด โดยใช้เงินที่เก็บมาลงทุนทำแบรนด์อย่างจริงจังและส่งไปแสดงต่างประเทศด้วยด้วย
"การลงทุนมันมีโอกาสเสี่ยง เราจึงต้องเลือกว่าควรลงทุนกับอะไรที่จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่า แต่บางงานเราก็ไม่ได้ในแง่ของผลประโยชน์แต่ได้ในแง่ของคุณค่าทางจิตใจ คือบางครั้งการที่เราอยู่ในวงการถ้าเรามองเรื่องตัวเลขอย่างเดียวมันทำให้ชีวิตเรากระด้าง ถ้าเราทำงานแล้วเราสามารถให้หรือการที่จะคืนบางอย่างให้แก่ลูกค้าให้แก่สังคมได้บ้างก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ อย่างตอนทำงานโชว์ครั้งที่ผ่านมาใช้เงินไปหลายแสน แต่ผมกลับรู้สึกว่าผมอยากให้คนมาเสพงานศิลปะ ผมอาจจะไม่ได้ขายดีได้ในวันนั้น แต่อยากทำให้คนรู้สึกว่าจิวเวลรี่ดีไซน์ในเมืองไทยก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกหนึ่งในท้องตลาด" ดีไซเนอร์หัวใจไทยเผยพร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
นอกจากนี้ดีไซน์เนอร์มือทองยังเน้นย้ำอีกว่า เครื่องประดับสไตล์ไทยมีไม่มากในท้องตลาด ซึ่งแต่ละแบรนด์ล้วนไม่ใช่คู่แข่ง ด้วยสไตล์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนเห็นจะรู้ทันทีว่าชิ้นไหนเป็นผลงานของใครนั่นจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ในแง่ของการทำธุรกิจปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนมากจะเป็นเรื่องการทำสต็อกสินค้าและการบริหารเงินเป็นสำคัญ แต่แบรนด์ “สราญ” กลับไม่พบปัญหานั้น เพราะเจ้าตัวมีหลักคิดที่แตกต่าง
"การสต็อกสินค้าต้องจ่ายเงินสูงเพื่อให้ได้ของในปริมาณมากๆ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี แต่ถ้าถามว่าเราใช้เวลากี่ปี่ถึงจะขายของนั้นหมด ผมเลยคิดว่าจะจ่ายแพงขึ้นกับการสั่งทำจำนวนน้อย ผมสั่งทำกล่องแค่ 10-20 ใบ ราคาหลักพัน จิวเวลรี่ก็ทำแค่แบบละ 10 ชิ้นมันก็แมทช์กับกล่องไซส์นั้นพอดี ผมเลยมองว่า ยิ่งลูกค้าเรียกร้องความเป็นยูนีคมากขึ้น เราก็ไม่จำเป็นต้องสต็อกของทำให้เราเก็บเงินจำนวนนี้ไว้ใช้ได้นานขึ้น โดยการสร้างของลิมิเต็ดอิดิชั่นขึ้นมาทีละนิดแล้วค่อยๆ ปล่อยขายออกไป อย่างถ้าผมมีเงิน 1 ล้านบาทผมลงทุนแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ใน 1 เดือนแล้วผมสามารถทำให้ 10 เปอร์เซ็นต์นี้กลับคืนมาเป็น 100 นั่นคือวิธีการลงทุนของผม" ศรันย์ เผยหลักคิด
ที่ผ่านมาผลงานของ “สราญ” ล้วนเป็นงานที่ผลิตจำนวนจำกัด สูงที่สุดคือ 99 ชิ้นต่อคอลเลกชั่นเท่านั้น จึงการันตีได้ว่าลูกค้าแทบจะไม่มีโอกาสใส่ชนกัน อีกทั้งเขายังเน้นส่งขายในตลาดต่างประเทศซึ่งมีมากถึง 20 ร้าน แต่เร็วๆ นี้ลูกค้าคนไทยระดับไฮเอนด์จะมีโอกาสได้สัมผัสผลงานของเขา เพราะ “สราญ” จะวางขายภายในร้านมัลติแบรนด์ที่สยามเซ็นเตอร์ ด้วยเจ้าตัวตั้งมั่นว่าจะไม่มีหน้าร้านของตัวเอง พร้อมกับให้เหตุผลว่าไม่ต้องการมองเรื่องธุรกิจมากกว่าผลงานที่โดดเด่น



