
ปมร้อนโครงการอุทยานราชภักดิ์
ปมร้อนโครงการอุทยานราชภักดิ์ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตรแจงทุกข้อสงสัย
กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ และจับตามองเป็นอย่างยิ่งสำหรับปมร้อนในเรื่องการก่อสร้าง “อุทยานราชภักดิ์” อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังจากพบความไม่โปร่งใสในการดำเนินหลายโครงการ โดยเฉพาะการหักเงินหัวคิวจำนวนหลายสิบล้านบาทจากบริษัทโรงเหล็กที่รับงานหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์ 7 บูรพกษัตริย์ และที่สำคัญ การทุจริตของกลุ่มผู้กระทำความผิดยังโยงใยไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ต้องหาที่กระทำความผิดแอบอ้างเบื้องสูง โดยมีเซียนพระชื่อดัง และนายทหารยศพลตรี และพันเอก เป็นตัวเชื่อม
สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อกองทัพบกโดยตรง เพราะอยู่ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการก่อสร้าง “อุทยานราชภักดิ์” โดยเฉพาะมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ หัวเรือใหญ่ที่ได้รับมอบหมายจากกองทัพให้ดูแลบริหารจัดการในการก่อสร้าง “อุทยานราชภักดิ์” ย่อมถูกจับจ้องเป็นพิเศษ
มาถึงตรงนี้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ผู้รับผิดชอบโดยตรง ได้ตอบข้อข้องใจในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับข้อสงสัยในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์อย่างละเอียด โดยทุกครั้งในการตอบคำถาม อดีต ผบ.ทบ.ยืนยันว่า “การดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์”
“เจตนาในการดำเนินการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ตั้งแต่ต้นเป็นเจตนาบริสุทธิ์ มีความตั้งใจดี เพื่อจะให้เป็นประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป ซึ่งการดำเนินการเป็นไปในรูปแบบของคณะกรรมการ เพราะเป็นโครงการใหญ่ จึงต้องมีคณะกรรมการ มีคณะอำนวยการที่มี พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธาน นอกจากนี้ยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำงานที่แตกต่างกันออกไป ผมขอยืนยันว่า การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์จริงๆ แต่อาจจะมีบางเรื่องราวที่มีปัญหา แต่คณะทำงานได้พยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์หมดแล้ว ซึ่งการดำเนินการต่างๆ จนถึงขณะนี้ยืนยันว่า คณะกรรมการและคณะทำงานทุกชุดพร้อมที่จะชี้แจง หากใครต้องการสอบถามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพร้อมจะชี้แจงในทุกเรื่อง เพราะความจริงการชี้แจงเป็นสิ่งที่ดี ประชาชนจะได้ทราบในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ข่าวที่ออกมาเท่าที่ผมดูมันออกมาเป็นท่อนๆ แต่มันไม่มีท่อนจบว่า ท่อนจบออกมาด้วยดีอย่างไร คณะกรรมการเขาทำอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการพร้อมชี้แจง”
ส่วนการจัดตั้งมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์นั้น การดำเนินการในเรื่องนี้สมัยที่เป็น ผบ.ทบ.ส่วนใหญ่เป็นกำลังพลของกองทัพบกที่เข้ามาดำเนินการ และแต่งตั้งลงไป แต่ในส่วนมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มาจัดตั้งภายหลังในช่วงท้ายของปีงบประมาณ ซึ่งการจัดตั้งมูลนิธิเพราะต้องการแบ่งเบาภาระของกองทัพบก ไม่อยากให้การทำงานอุทยานไปเกี่ยวข้องกับงานอื่นในลักษณะทาบทับกัน จึงจำเป็นต้องตั้งมูลนิธิขึ้นมา
“มูลนิธินี้ ผบ.ทบ.เป็นประธานโดยตำแหน่ง แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จะต้องมอบหมายให้ ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน และคนอื่นๆ ในอนาคตต่อไปเข้ามาดำเนินการเป็นประธานมูลนิธิ โดยไม่จบสิ้น และจะแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับผิดชอบ ถือเป็นการแบ่งเบาภาระเฉพาะเรื่อง ยกตัวอย่างเรื่องงบประมาณที่เกิดขึ้นก็ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยว ควรจะแยกเป็นการเฉพาะสำหรับมูลนิธิขึ้นมา นี่คือการบริหารงาน แต่ตอนนี้อุทยานถือว่าดำเนินการมาเสร็จสิ้นส่วนหนึ่ง ประชาชนมีความศรัทธา บูชากราบไหว้ ผมมีความดีใจที่เห็นสมบัติของชาติมีความสำคัญ”
ขณะเดียวกันในส่วนการทำงานที่คั่งค้างของอุทยานราชภักดิ์นั้น พล.อ.อุดมเดช ชี้แจงว่า ส่วนงานที่เหลือตั้งใจว่าจะให้คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมาเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเป็นคนดำเนินการ แต่เท่าที่ดูพบว่า งานที่เหลือมีไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ หรือการควบคุมงานต่างๆ ดังนั้นต้องมีหน่วยใหญ่ที่มีศักยภาพเข้ามาดำเนินการ จึงอยากให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันที่มีกองทัพบกดูแลเป็นคนเข้ามาดูแลเรื่องนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พูดคุยกันแล้วระดับหนึ่งว่า จะให้ ผบ.ทบ.ไปแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาบริหารงานต่อไป โดยงานที่เหลือยังมีห้องประวัติศาสตร์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการให้ประชาชนและต่างชาติเข้ามาศึกษา ยังมีเรื่องของห้องน้ำ ห้องสุขาขนาดใหญ่ เพื่อรองรับคนจำนวนมาก 160–200 ห้อง รวมถึงอาคารมูลนิธิที่ยังไม่มี เป็นต้น
“ผมดูแล้วศักยภาพต้องเป็นกองทัพบกเท่านั้น จึงขอเรียนว่า สิ่งต่างๆ ได้เกิดจากความตั้งใจดี สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสมบัติของชาติ ถาวรวัตถุต่างๆ นั้นยังตั้งอยู่ในพื้นที่ของกองทัพบก ตามนิตินัยกองทัพบกยังเป็นเจ้าของ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นการช่วยเหลือและสมัครใจบริจาคของประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงถือเป็นสมบัติของชาติด้วย ดังนั้นขอให้สบายใจ”
มาถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเงินบริจาคกับ พ.อ.คชาชาต บุญดี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันที่ถูกพาดพิงในขณะนี้ พล.อ.อุดมเดช ชี้แจงว่า ไม่ขอลงรายละเอียดมากนัก แต่เรื่องเงินบริจาคทั้งหมดมีเจ้ากรมการเงินทหารบกเป็นผู้รับผิดชอบในการทำหลักฐานและรายละเอียดต่างๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินเข้า-ออกจำนวนเท่าไร และใครเป็นคนบริจาค เรื่องนี้คณะกรรมการสามารถตรวจสอบและชี้แจงได้ทั้งหมด
ส่วนประเด็นข้อสงสัยในเรื่องที่มีเซียนพระคนหนึ่งไปไล่เก็บหัวคิวจากโรงหล่อในการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ 7 บูรพกษัตริย์นั้น ยอมรับว่าเรื่องนี้มีส่วนความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะคิดว่า ทุกวงการมีสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อทราบว่าน่าจะมี เราได้เข้าไปดำเนินการ โรงหล่อต่างๆ ก็มีความเข้าใจ ส่วนคนที่สอดแทรกมาก็เป็นการแอบอ้าง แต่ทุกอย่างยุติลงด้วยดี สิ่งที่โรงหล่อต่างๆ อาจจะถูกหลอก โรงหล่อต่างๆ เองไม่อยากให้เกิดอะไรเสียหาย เขาจึงบริจาคด้วยความสมัครใจส่วนหนึ่ง บางส่วนโรงหล่อก็นำไปใช้ในการทำองค์พระให้สมบูรณ์ ทุกอย่างจบเสร็จด้วยความเรียบร้อย สะอาด บริสุทธิ์ทุกขั้นตอน
เมื่อผู้สื่อข่าวลงลึกในเรื่องเงินบริจาคที่ถูกหักหัวคิว ทางโรงหล่อได้นำกลับมาบริจาคให้กองทัพใช่หรือไม่ อดีตผบ.ทบ.กล่าวว่า คิดว่าเป็นเช่นนั้น โดยส่วนตัวไม่รู้ในรายละเอียดจริงจัง แต่ยืนยันว่าสามารถชี้แจงได้หมดแน่นอน เป็นเรื่องของคณะทำงานแต่ละคณะ ส่วนเงินเป็นเรื่องของเหรัญญิก ซึ่งเจ้ากรมการเงินทหารบกสามารถชี้แจงได้ จึงขอให้มั่นใจ
"ผมมั่นใจว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งบริสุทธิ์ และประชาชนยังมีโอกาสที่จะช่วยกันสร้างสรรค์ต่อไป ขอเรียนว่า คนที่ไม่เข้าใจ ขอให้ได้เข้าใจ อาจมีผู้ไม่ปรารถนาดีด้วยสิ่งใดก็ตาม ขอให้หยุดเถอะ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องศรัทธาของคน ให้ประชาชนได้มีความศรัทธา ผมมั่นใจในสิ่งบริสุทธิ์เหล่านี้ และเรื่องนี้ก็ไม่หนักใจ เพราะมันชี้แจงได้ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้แปลกดีตั้งแต่ช่วงหนึ่งแล้วที่มีอะไรออกมา แต่พอมีอีกเหตุการณ์ออกมาเป็นสถานการณ์หลัก ณ ช่วงเวลานี้ เรื่องนี้ก็ถูกหยิบกลับมาโยงเข้าไปอีก ผมยืนยันว่า ตรวจสอบได้ ไม่หนักใจใดๆ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องของความบริสุทธิ์” พล.อ.อุดมเดช กล่าว
สุดท้ายในเรื่องที่ พ.อ.คชาชาต เข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ พล.อ.อุดมเดช ตอบเลี่ยงว่า “อย่าไปพูดถึงเขาเลย ปล่อยให้เป็นเรื่องของการสอบสวนไป และเรื่องนี้ไม่กระทบต่อการทำงานของผม คณะกรรมการทุกคนพร้อมชี้แจง ยืนยันว่า ทุกอย่างทำด้วยความตั้งใจดี บริสุทธิ์ใจ และอยากให้สิ่งนี้อยู่คู่บ้านคู่เมืองต่อไป อีกทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ก็ให้การสนับสนุนทั้งสิ้น เมื่อมีอุบัติเหตุขึ้นมาบางคนอาจสงสัยเราก็ต้องชี้แจง”



