ข่าว

ย้อนคดีลักเด็ก4ขวบสูติบัตรปลอมคลี่ปม

ย้อนคดีลักเด็ก4ขวบสูติบัตรปลอมคลี่ปม

11 พ.ย. 2558

ย้อนคดีลักเด็ก4ขวบสูติบัตรปลอมคลี่ปม : เสาวลักษ์ คงภัคพูน/กวินทรา ใจซื่อรายงาน

              กลายเป็นเรื่องราวที่สังคมเฝ้าติดตามความคืบหน้าคดีของ “เด็กหญิงวัย 4 ขวบ” ที่ถูกหญิงไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้าลักขโมยจากโรงพยาบาลขอนแก่นเมื่อแรกเกิดเพียง 2 วัน นำไปเลี้ยงเป็นลูกอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ ตั้งแต่ปี 2554 ต่อมาแม่ที่เลี้ยงดูมา 4 ปีคนนี้ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมข้อหาลักพาตัวเด็ก ในขณะที่แม่บังเกิดเกล้าซึ่งเฝ้าตามหาและคิดถึงลูกในสายเลือดมาตลอด ดีใจที่สุดในชีวิตที่จะได้ลูกกลับคืนมาสู่อ้อมอก แม้จะต้องใช้เวลาเพื่อปรับสภาพจิตใจของเด็กหญิงวัย 4 ขวบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับตัวเด็กก็ตาม เพราะเด็กย่อมมีความผูกพันกับครอบครัวที่เลี้ยงดูมานาน

              มีคำถามเกิดขึ้นในสังคมว่าคดีนี้เหตุใดจึงต้องใช้เวลานานถึง 4 ปีกว่าจะค้นพบผู้ต้องหาที่ลักพาเด็กไป ทั้งที่วันเกิดเหตุกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลก็ได้บันทึกภาพไว้ชัดเจนพอสมควร

              เมื่อพิจารณาคำสารภาพของ “แม่อุ้ม” ดูเสมือนการลงมือไม่มีอะไรซับซ้อน ด้วยความที่ตัวเองแท้งลูกจึงอยากได้เด็กไปเลี้ยงดูเป็นลูกทดแทน ยิ่งได้เดินดูเด็กแรกคลอดในห้องทารกแรกเกิดของโรงพยาบาล ทำให้การหักห้ามใจเกินจะทำได้ เมื่อสบโอกาสได้จังหวะจึงอุ้มเด็กทารกที่หลงรักออกจากโรงพยาบาลนำกลับไปบ้านที่ จ.ชัยภูมิ เลี้ยงดูอุ้มชูฟูมฟักด้วยความรัก ส่วนคดีก็กลับเงียบหายไป

              เหตุใดวิธีการที่ไม่ซับซ้อนกลับทำให้การทำงานของตำรวจจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำรวจภูธรภาค 4 ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนักสืบฝีมือดีอยู่หลายคน ถือเป็นแหล่งชุมนุมของตำรวจมือปราบ แต่คดีนี้กลับไม่เคยมีร่องรอยหรือความคืบหน้าออกมาให้เห็น

              ฉายา “อ้วน-ดำ” คือชื่อเรียกขาน “แม่อุ้ม” และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดตรวจสอบซ้ำๆ จนพบว่าระหว่างเวลา 12.00-20.00 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2554 ก่อนลักพาเด็กไปได้สำเร็จ 1 วัน พบว่าตลอด 8 ชั่วโมง แม่อุ้มเดินเข้าออกห้องพักฟื้นมากถึง 11 ครั้ง บางครั้งก็หายเข้าไปในห้องนานกว่าครึ่งชั่วโมง ที่น่าสังเกตคือบุคลิกของคนร้ายมีลักษณะเฉพาะ เช่น ท่าเดิน และลักษณะชอบเอามือไพล่หลัง ซึ่งเป็นบุคลิกพิเศษง่ายต่อการจดจำ ถ้ามีคนเห็นภาพและรู้จักหรือผู้เคยพบเจอก็น่าจะจำได้ทันทีว่าเป็นใคร แต่ขนาดตั้งเงินรางวัล 1 แสนบาทสำหรับตามหาแต่ทุกอย่างก็ยังเงียบไม่มีความคืบหน้า

              ภาพจากกล้องวงจรปิดถูกแจกจ่ายไปยังสื่อมวลชนทุกแขนง สถานีตำรวจ สถานีอนามัยทุกแห่ง ตามหมู่บ้าน สถานีขนส่ง และทุกแห่งที่คาดว่า “แม่อุ้ม” รายนี้จะไปใช้บริการ เช่น ร้านขายยา ร้านขายของกินของใช้เด็ก เพื่อติดตามหาเบาะแสให้ได้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่ปูพรมค้นหาแต่ก็ยังไร้วี่แวว จึงตั้งสันนิษฐานได้ว่าการลงมือครั้งนี้ไม่ใช่พฤติกรรมของแก๊งลักเด็ก

              ครั้งนั้น พ.ต.อ.ดิเรก ยศนันท์ ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.4 หัวหน้าชุดสืบสวนคดีนี้ เคยกล่าวไว้ว่า ที่น่าแปลกคือไม่มีเบาะแสของแม่อุ้มรายนี้เลย ซึ่งหลังเกิดเหตุก็เหมือนไม่มีการเคลื่อนไหวใด ทั้งที่ชีวิตทารกแรกเกิดอายุเพียง 2 วันดูแลยากมาก ทั้งของกิน เครื่องใช้เด็ก ที่ต้องประคบประหงมอย่างมากและยังต้องฉีดวัคซีนอีก แต่กลับไม่มีข้อมูลเบาะแส

              ขณะเดียวกัน แนวทางการสืบสวนดูเหมือนตีบตันก้าวต่อไม่ได้ เมื่อการสอบปากคำพยานทั้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ญาติหรือผู้ป่วยที่พักฟื้นในห้องที่เกิดเหตุ รวมทั้งแม่ตัวจริงของเด็ก กลับได้ข้อมูลไม่ตรงกัน มีทั้งผู้ให้ข้อมูลว่า หญิงที่อุ้มเด็กไปได้เดินวนเวียนและเข้าพูดคุยกับแม่ทารก บางคนก็ให้ข้อมูลว่าแม่เด็กฝากทารกไว้กับหญิงอุ้มเด็กทำให้คิดว่าเป็นเครือญาติหรือคนรู้จักกัน แต่แม่เด็กยืนยันว่าไม่เคยพบหรือรู้จักแม่อุ้มรายนี้เลย ทำให้แนวทางสืบสวนต้องกลับมาวิเคราะห์อีกครั้งว่าเด็กหายหรือถูกจัดฉาก เพราะข้อมูลไม่ตรงกันและมีน้ำหนักเท่ากัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสงสัยในตัวแม่เด็กว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องจึงทำให้แนวสืบสวนไขว้เขวไปได้

              เมื่อนานวันเข้าการหาข้อมูลหรือเบาะแสไม่คืบหน้าและดูหมดหวัง ซึ่งทุกปีในวันครบ 1 ขวบ 2 ขวบ 3 ขวบและ 4 ขวบ ของทุกวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่เป็นวันถูกลักตัวไป ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ต่างเป็นทุกข์ เฝ้าห่วงเด็กน้อยว่าอยู่ที่ไหน ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง

              กาลเวลาล่วงเลยไป 4 ปี จนถึงเดือนสิงหาคม 2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 4 ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครือข่ายว่า ที่ อ.เทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ พบคนนำใบสูติบัตรปลอมไปสวมให้เด็กหญิงอายุ 4 ขวบ ตรวจสอบเลขบัตรประชาชนพ่อแม่ก็ไม่ตรงกับในสูติบัตร และคาดว่าเด็กหญิงรายนี้อาจเป็นเด็กรายเดียวกับที่ถูกขโมยไปจากโรงพยาบาลขอนแก่นเมื่อปี 2554

              เจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงบ้านที่เด็กอาศัยอยู่ และพบว่าแม่และพ่อที่เลี้ยงดูไปทำงานที่แถบภาคกลาง ส่วนปู่ที่ดูแลเด็กก็ไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับตัวลูกสะใภ้ ทางตำรวจชุดคลี่คลายคดีจึงตรวจสอบฐานทะเบียนราษฎรพบว่าเป็นคนในพื้นที่ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น แต่เมื่อค้นข้อมูลจากญาติเพิ่มเติมก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ทราบเพียงว่าแต่งงานไปอยู่ที่ อ.เทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ

              แต่เมื่อแม่แท้จริงได้เห็นภาพถ่าย ยืนยันด้วยความมั่นใจว่าเป็นบุตรสาวที่หายไป เพราะจำตำหนิบนศีรษะได้ จากนั้นจึงพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยนำดีเอ็นเอไปส่งตรวจ ระหว่างรอผลตรวจอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่หาข่าวและทราบว่าสามีภรรยาทำงานเป็นเจ้าของรถรับจ้างบรรทุกซอสไปส่งตามจังหวัดต่างๆ ทำให้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง บางข้อมูลก็แจ้งว่าสามีภรรยาเลิกกันแล้วทำให้ต้องใช้เวลาแกะรอย กระทั่งพบว่ามาส่งสินค้าที่ จ.สมุทรปราการ จึงเข้าประกบตัว และผลดีเอ็นเอพิสูจน์ว่าเป็นเด็กคนเดียวกับที่ถูกลักพาตัวไป เจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุมทันที

              จากคำสารภาพของ “แม่อุ้ม” ถึงปมที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตามแกะรอยได้ทั้งที่คดีผ่านมา 4 ปีแล้ว คือการใช้ใบสูติบัตรปลอมของเด็กหญิงวัย 9 ขวบ รายหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ทั้งที่อาศัยอยู่ จ.ชัยภูมิ ซึ่งตรวจสอบพบว่าแม่อุ้มเป็นคนพื้นเพ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เอาใบสูติบัตรปลอมของคนใกล้บ้านมาใช้แทน

              สังคมมุ่งหวังให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี โดยให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงเด็กหญิงวัย 4 ขวบ เป็นสำคัญ อย่าให้ต้องได้รับผลกระทบ และต้องช่วยกันให้เด็กสามารถปรับตัวได้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จเพราะครอบครัวทั้งสองฝ่ายต่างก็รักและห่วงใย ส่วนคดีก็ต้องว่ากันไปตามตัวบทกฎหมาย