ข่าว

ลูกคนโต"แจ็คสัน"ถูกดึงเป็นพยานคดีพ่อ

ลูกคนโต"แจ็คสัน"ถูกดึงเป็นพยานคดีพ่อ

24 ก.ค. 2552

ลูกชายคนโตของไมเคิล แจ็คสัน ถูกดึงไปเป็นพยานดูการกู้ชีพพ่อ /ไมเคิลทำจมูกเพราะเด็กข้างบ้านล้อเลียน

(24ก.ค.) ครอบครัวของไมเคิล แจ็คสัน เปิดเผยว่า ดร.คอนราร์ด เมอร์เรย์ ได้ทำให้ปรินซ์ ไมเคิล บุตรชายคนโตวัย 12 ปี ดูความพยายามที่ไร้ผลในการกู้ชีพพ่อของเขา ที่อยู่ในท่านอนคว่ำ เนื่องจากเขาต้องการพยานรู้เห็นความพยายามในการทำให้หัวใจของไมเคิลกลับมาเต้นอีกครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ลูกชายของไมเคิลจะบอบช้ำทางจิตใจขนาดไหน ขณะที่ตำรวจกำลังพยายามประติบประต่อทุกเสี้ยววินาทีของระยะเวลา 12 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่ไมเคิลจะเสียชีวิต ขณะที่หลักฐานใหม่ๆ ก็ปรากฎขึ้นมาเรื่อย ๆ และครอบครัวของเขาก็พร้อมแล้วที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อการเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรของไมเคิล

 ดร.สตีเว่น เฮิฟฟลิน ศัลยแพทย์มือหนึ่งด้านศัลยกรรมความงาม ซึ่งเป็นตัวแทนของนางแคทเธอรีน แม่ของไมเคิล กล่าวว่า ทางโรงพยาบาล UCLA ในลอส แองเจลิส เชื่อว่า ไมเคิลเสียชีวิตอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนถูกนำตัวขึ้นรถพยาบาลไปยังห้องฉุกเฉินเมื่อ 1 เดือนก่อน หลังจากเชื่อว่า เขาเสียชีวิตเพราะยาโพรโพฟอล ที่คฤหาสน์หรูที่เขาเช่าอยู่ ซึ่งคนที่อยู่ในคฤหาสน์ เล่าว่าเห็น ดร.เมอร์เรย์ ให้ยาโปรโพฟอล ด้วยการหยดเข้าทางหลอดเลือดดำของไมเคิลทุกคืนเหมือนกับการให้น้ำเกลือ ที่เรียกว่าไอวี ดริพ และถ้าคนที่รู้เรื่องยาชนิดนี้เป็นอย่างดี จะทราบว่า คนที่จะให้ยาตัวนี้ได้ต้องเป็นวิสัญญีแพทย์ที่ได้รับการฝึกมาอย่างดี และต้องให้ที่สถานพยาบาล เนื่องจากมันอันตรายมาก และเขาคิดว่าดร.เมอร์เรย์ต้องเผลอหลับไปในคืนที่ไมเคิลเสียชีวิต โดยที่เข็มยังเสียบคาแขนของไมเคิลอยู่ และ ดร.เมอร์เรย์ ต้องรู้แล้วว่า ไมเคิลเสียชีวิตไปแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่ยอมเอาตัวไมเคิลลงจากเตียงไปอยู่บนพื้นราบที่แข็งกว่า เพื่อทำ CPR หรือการกู้ชีพให้

 เจ้าหน้าที่รถพยาบาลเปิดเผยว่า ดร.เมอร์เรย์ไม่ยอมให้พวกเขาช่วยชีวิตไมเคิลบนรถพยาบาลและหยุดทำ CPR ตอนที่ไมเคิลไปถึงโรงพยาบาล และถูกประกาศว่าเสียชีวิตแล้ว และครอบครัวไมเคิลยังให้การกับตำรวจด้วยว่า หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับยาโพรโพฟอลถูกทำลายไปหมดแล้วทำให้ตำรวจต้องกลับไปที่คฤหาสน์อีกเป็นครั้งที่ 2 แต่ยังพบโพรโพฟอลอีกจำนวนหนึ่งซ่อนอยู่ในตู้

 ดร.เฮิฟฟลิน ยังเปิดเผยด้วยว่า สาเหตุที่ไมเคิลต้องหันไปพึ่งการทำศัลยกรรมเสริมความงาม ก็เพราะพวกเด็ก ๆ ข้างบ้าน พากันล้อเลียนเขาว่า " จมูกโต " และตอนที่เขาไปพบ ดร.เฮิฟฟลิน ก็เป็นตอนที่เขาอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลายแล้ว ซึ่ง ดร.เฮิฟฟลิน กล่าวว่า ช่วงที่จมูกแจ็คสันดูดีที่สุดคือตอนที่เขากำลังรุ่งเรืองจากอัลบั้มทริลเลอร์ ถ้าเขาจะหยุดอยู่แค่นั้น

 ศัลยแพทย์อีกคนหนึ่งคือ ดร.วอลเลซ กู้ดสไตน์ ได้ประเมินว่า ไมเคิลน่าจะผ่านการทำศัลยกรรมเสริมความงามราว 50 ครั้ง โดยฝีมือของดร.เฮิฟฟลิน ซึ่งเขาปฏิเสธ และอ้างว่า ดร.กู้ดสไตน์ถูกลงโทษทางวินัยจากแพทยสภาในรัฐแคลิฟอร์เนียในเรื่องนี้ไปแล้ว เนื่องจาก ดร.กู้ดสไตน์เช่าพื้นที่ในสำนักงานของเขา แต่ไม่เคยทำงานร่วมกัน และก็ไม่เคยพบไมเคิลเลยแม้แต่ครั้งเดียว และตอนที่ความเห็นเรื่องนี้ออกมาครั้งแรก เมื่อช่วงทศวรรษที่ 1990 เขาได้ฟ้อง ดร.กู้ดสไตน์ และชนะคดี ได้รับทั้งคำขอโทษและเงินค่าเสียหายจำนวนมาก

 ดร.เฮิฟฟลิน ยังกล่าวด้วยว่า ไมเคิลเป็นเด็กน่ารัก แต่น่าเสียดายที่เขาเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นด้วยรูปร่างที่ไม่น่าดึงดูด และต้องแบกรักคำล้อเลียนเรื่องจมูกโตเอาไว้