
ประยุทธ์ยันคดีหมอหยองตามขั้นตอน
ประยุทธ์ยันคดีหมอหยองตามขั้นตอน ทหารไม่ได้ใจร้าย-ไม่อยากให้มีใครตาย ขณะที่บิ๊กต๊อกเตรียมหารือกรมคุกเปิดเรือนจำให้สื่อพิสูจน์
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 10 พ.ย.2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.ถึงกรณีปัญหาเรือนจำ มทบ.11 ที่หลายฝ่ายมองกำลังเกิดปัญหา เพราะมีนักโทษเสียชีวิตถึง 2 ราย ว่า “เรือนจำ มทบ.11 หรือเรือนจำชั่วคราว แขวงนครไชยศรี ในวันนี้ไม่ใช่เรือนจำของทหาร แต่เป็นพื้นที่ของทหารเดิม แต่ทางกรมราชทัณฑ์มาขอใช้พื้นที่ ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นของกรมราชทัณฑ์ เพราะฉะนั้นการดูแลต่างๆ เป็นของกรมราชทัณฑ์ทั้งสิ้น การที่จะขอเจ้าพนักงานเพิ่มเติมช่วยเหลือก็ขอได้ แต่เป็นเรือนจำที่อยู่ภายใต้สังกัดของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เนื่องจากเรือนจำมีจำนวนไม่พอเพียงและไม่เหมาะสม กรมราชทัณฑ์จึงได้ทำเรื่องขอมา ไม่ใช่ว่าพอนักโทษเข้ามาอยู่ในคุกทหารแล้วจะเป็นโน้นเป็นนี่ มันไม่ใช่ ก็ใช้ระบบการดูแลเหมือนเรือนจำอื่นๆ พอไปใช้คำว่าเรือนจำทหารก็ตกใจกันหมด ทหารมันใจร้าย ไม่ใช่ทหารมันใจดี ไม่มีใจร้ายหรอก”
เมื่อถามย้ำว่า แต่เกิดกรณีผู้ต้องขังเสียชีวิตติดต่อกัน 2 ราย ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็เป็นเรื่องธรรมดา ก็ฟังแพทย์เขาชี้แจงดีกว่า แพทย์แถลงว่าอย่างไรก็อย่างนั้น เราไม่ใช่แพทย์จะรู้ได้อย่างไร ไม่มีใครอยากให้มีใครตายทั้งนั้น จะมีใครอยากให้คนตาย”
เมื่อถามว่า รมว.ยุติธรรม รายงานถึงกรณีการเสียชีวิตของนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยองมาหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รับทราบแล้ว มีการรายงานมาตามขั้นตอนของกฎหมาย มีผลการพิสูจน์ ชันสูตรศพของแพทย์เรียบร้อย ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องตนจะสั่งการได้ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ต้องมีแพทย์กันแล้ว ทุกอย่างมีขั้นตอนมาตามลำดับ ญาติพี่น้องไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร ตนไม่ได้เป็นคนชี้เป็นชี้ตายทุกเรื่องเสียเมื่อไหร่
เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีการทุจริต ในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ดำเนินการสอบสวนไปตามขั้นตอน ทุจริตใครผิดก็ต้องสอบ ใครเกี่ยวโยงตรงไหนก็ไปสอบมา จะยศใหญ่แค่ไหนก็ต้องไปสอบมา แต่ถ้ายังไม่สอบก็อย่าไปว่าให้เขาเสียหาย
“มันมีอีกตั้งเยอะที่ทำมา ส่วนใหญ่เป็นส่วนที่ดี มีส่วนเล็กๆ ที่มันไปทำผิดก็ไปว่ากัน ไม่ใช่ไอ้นี่ทำผิดปั๊บก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ทั้งหมด เลวทั้งหมดมันไม่ใช่ สมมติสื่อคนหนึ่งไม่ดี แล้วสื่อทั้งหมดเลวหรือไม่ก็ไม่ใช่ สื่ออย่าไปพูดอะไรแล้วทำให้องค์กรเขาเสียหาย ตำรวจทำผิดคนเดียวก็ไปกล่าวหาว่าตำรวจเลวทั้งหมด ไม่ได้ คนทำดี เหนื่อยแทบตายก็มีเยอะอยู่ ผมดูแล้วตำรวจทำดีมีมากกว่าทำเสีย ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ คนทำดีมีเยอะกว่า ถ้าส่วนดีมีไม่เยอะกว่า ป่านนี้คงเลวกันไปหมดแล้ว”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เรื่องที่ตนมีความกังวลอีกเรื่องคือการดูแลนักโทษต่างๆ ของกรมราชทัณฑ์ วันนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมไปดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าพูดถึงพื้นที่รวมๆ ในการรับนักโทษทั้งหมดทั่วประเทศ สามารถรองรับได้เพียงประมาณ 1 แสนรายแต่วันนี้มียอดนักโทษ 3-4 แสนราย เวลาทานข้าวยังต้องทานคนละรอบ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนแยกไว้ว่าผู้ที่โดนคดีมากหรือคดีน้อย ส่วนใหญ่จะเข้ารวมกันไป ก็เลยไปรวมกันทั้งหมด ไอ้คนที่ผิดน้อยๆ ก็ไปฟังไอ้พวกที่เป็นเซียนที่ผิดมากๆ แล้วอยู่ด้วยกันก็มีการพัฒนาฝีมือออกมาอยู่ข้างนอก ตอนนี้ตนจึงสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร จึงจะแยกออกจากกัน อาจจะต้องมีการทำเพิ่มเติมในเรื่องของการควบคุมดูแลในส่วนผู้ที่ต้องคดีเบา หรือผู้ที่ใกล้พ้นโทษจะต้องทำอย่างไร ไม่เช่นนั้นก็ไปแออัดกัน คับคั่งอยู่ข้างใน กลายเป็นเรื่องการรวมดาวด้วยกัน เหมือนชั้น ป.1 รวมอยู่กับอุดมศึกษาในที่เดียวกัน เรียนรู้กันไปทั้งหมด ซึ่งปล่อยไว้ไม่ได้ เรากำลังดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้อยู่ แต่ก็ต้องใช้งบประมาณพอสมควร จึงต้องมีการทบทวน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นอกจากนี้ได้สั่งการให้ลงไปดูแลเรื่องอุปกรณ์จองจำต่างๆ กรณีของผู้ที่ใกล้พ้นโทษ อาจจะใช้วิธีติดอุปกรณ์เพื่อควบคุมตัวนักโทษ อาจจะต้องมีชิพติดตามตัวนักโทษ เพื่อลดความแออัด แล้วก็ยังมีเรื่องของเรือนจำที่มีความปลอดภัยสูงสุด ปัจจุบันมีเพียงที่เดียวคือเรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี ซึ่งขณะนี้แออัดมากก็ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไร หลักการไม่ใช่หมายความว่าเราต้องสร้างคุกให้เพิ่มมากหรือใหญ่ขึ้น แต่ต้องมากคิดว่าทำอย่างไรจึงจะลดนักโทษลง โดยคนเหล่านี้ต้องกลับคืนสู่สังคม โดยการอยรมให้มีคุณภาพ ไม่เช่นนั้นก็จะไปรวมกันอยู่ก็จะทำอะไรไม่ได้สักอย่าง อบรมหรือพัฒนาอะไรก็ไม่ได้ ต้องยอมรับว่าตรงนี้เป็นปัญหาของเรา รัฐมนตรียุติธรรมได้มีการเสนอเข้ามาแล้ว ตนกำลังทบทวนแบะจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป
“สิ่งสำคัญอย่าลืมว่า เขาเป็นมนุษย์ นักโทษทุกคนก็เป็นคนไทยทั้งหมด ถึงเขาจะทำความผิด แต่กติกาโลกก็บอกไว้แล้วว่าถ้าถูกตัดสินไปแล้วรับผิด ออกมาก็จะต้องเป็นคนดีเพื่อกลับคืนสู่สังคม เรื่องนี้เราต้องทำให้ได้ ไม่ใช่ออกมาแล้วเกิดความคับแค้นใจแล้วทำความผิดใหม่ก็จะต้องกลับเข้าไปใหม่ ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ดังนั้นหลักการคิดที่จะไปสร้างคุกเพิ่มให้รองรับรักโทษที่เพิ่มขึ้น 3-4 แสนรายนั้น เป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง เราต้องคิดในเชิงบริหารจัดการใหม่ เพราะหลายคนก็เป็นห่วงผู้รับโทษที่กลับออกมาจะอยู่อย่างไร ซึ่งหากเราดูแลเขาดีได้ คนเหล่านี้ก็สามารถเป็นคนดีได้ ต้องดูทั้งเรื่องสภาพแวดล้อมทางสังคม ความยากจน ก็เหมือนกับองคุลีมารถ้ายอมรับ ทุกคนก็ให้อภัยได้”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
บิ๊กต๊อกเตรียมเปิดเรือนจำให้สื่อพิสูจน์
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้มีการปิดเรือนจำชั่วคราว แขวงถนนนครไชยศรี ภายในมทบ. 11 ภายหลังมีผู้ต้องขังคดีความผิดมาตรา 112 เสียชีวิตขณะถูกคุมขังในเรือนจำ 2 ราย ว่า ตนอนุมัติให้เปิดเรือนจำชั่วคราวตามคำร้องขอของหน่วยงานความมั่นคงและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรือนจำดังกล่าวคุมขังผู้ต้องขัง 2 คดี คือคดีระเบิดราชประสงค์ และคดีความผิดมาตรา 112 โดยทั้งหมดเป็นคดีที่อยู่ในความผิดชอบของตำรวจ ยืนยันว่าเรือนจำชั่วคราวไม่ใช่เรือนจำทหาร เป็นเรือนจำของกรมราชทัณฑ์ มีระเบียบการดูแลในเรือนจำดังกล่าวเหมือนเรือนจำอื่น เปิดใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องของการเบิกตัวและการประสานงานต่างๆ ให้มีความรวดเร็วขึ้น เพราะมีผู้ต้องขังจำนวนน้อย
“ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเรือนจำทหารนั้น ขอชี้แจงอีกครั้งว่าเรือนจำเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ไม่เกี่ยวกับกองทัพหรือตำรวจ สำหรับข้อเสนอให้มีการเปิดเรือนจำให้สื่อเข้าไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่เพื่อตอบข้อสงสัยในประเด็นการคุมขังนั้น ถือเป็นแนวคิดที่ดีแต่ต้องสอบถามอธิบดีกรมราชทัณฑ์ถึงความเหมาะสม และระเบียบขั้นตอนว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยล่าสุดได้สั่งการให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ให้เข้มงวดกับการตรวจสอบสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ต้องขังจะได้ไม่มีข้อสงสัยเมื่อเกิดเหตุขึ้น” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการออกมาแสดงความเห็นถึงการเสียชีวิตภายในเรือนจำชั่วคราวผ่านสื่อโซเชียลอย่างกว้างขวาง ว่า ตนได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและหลักการต่างๆ ไปแล้ว ทุกฝ่ายดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย คดีดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 112 ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากนำเรื่องมาปะติดปะต่อเองก็เหมือนการมโนไปเอง ต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะกระบวนการนำเสนอข่าวก่อนที่จะมีความชัดเจน การเขียนข้อมูลในโลกออนไลน์ไม่ต้องรับผิดชอบ แต่หากตนพูดออกไป ตนต้องเป็นคนรับผิดชอบ ดังนั้นควรให้เกียรติกับผู้ที่ถูกพาดพิงด้วย อย่าเร่งรัดผู้ที่ทำงาน เพราะต้องสอบสวนให้ชัดเจนก่อน ตำรวจจึงแถลงได้ชัดเจน หากไม่อยากให้เกิดความสับสนทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกัน และต้องระวังผู้ที่จะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์



