ข่าว

บอกเล่าท้องถิ่น-จี้จัดระเบียบลานท่าแพ
ลบภาพเมืองแห่งเซ็กส์

บอกเล่าท้องถิ่น-จี้จัดระเบียบลานท่าแพ ลบภาพเมืองแห่งเซ็กส์

04 ก.พ. 2552

ด้วยความเป็นหัวเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคที่มีความเจริญเติบโตอย่างสูงสุดทั้งทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ จ.เชียงใหม่ จะต้องเผชิญกับปัญหาสังคมอย่างรอบด้าน

ยกตัวอย่างปัญหาการค้าประเวณีของสาวประเภทสองที่ลานอเนกประสงค์ "ข่วงประตูท่าแพ" และบริเวณใกล้เคียง เช่น ถนนท่าแพ ถนนลอยเคราะห์ ถนนราชดำเนิน และถนนศรีภูมิ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมกลางการค้าบริการ เพราะมีสถานบันเทิง และบาร์เบียร์เต็มพรึ่บไปหมด "เด่นยศ" สาวประเภทสองร่างระหงที่ปักหลักทำมาหากินบนข่วงประตูท่าแพบอกว่า ก่อนหน้านี้เธอทำงานอยู่ในบาร์เบียร์ริมถนนลอยเคราะห์ แต่ระยะหลังสภาพเศรษฐกิจแย่ ลูกค้าหดหาย เธอ และเพื่อนๆ จึงต้องออกมาหากินนอกร้าน โดยยึดลานท่าแพเป็นทำเลหลัก สาวประเภทสองเหล่านี้จะคิดค่าบริการ 300-500 บาท และอาจสูงกว่านั้นถ้าผ่านการแปลงเพศมาแล้ว และหน้าตาดี การปักหลักขายบริการที่ข่วงประตูท่าแพมานานหลายสิบปี ทำให้เมืองเชียงใหม่ถูกกล่าวขานในเชิงลบว่าเป็น "Sexual Hub" หรือเมืองหลวงแห่งการค้าบริการ ทั้งที่เชียงใหม่พยายามชูจุดขายเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมล้านนา และเปี่ยมด้วยธรรมชาติอันสวยงามมาตลอด สุรชัย จงรักษ์ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ยอมรับว่า ปัญหานี้มีมานานแล้ว โดยฝ่ายปกครองและตำรวจได้เข้ากวาดอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็มักไม่ได้ผล เพราะเสียแค่ค่าปรับไม่กี่ร้อยในความผิดฐานเตร็ดเตร่ค้าประเวณี จึงทำให้ผู้กระทำผิดไม่หลาบจำ พ.ต.อ.ยุทธชัย พัวประเสริฐ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ กล่าวถึงมาตรการแก้ไขว่า ได้มอบหมายให้มีการจับกุมอย่างต่อเนื่อง แต่แม้จะถูกจับกุมได้คนเหล่านี้ก็ยังไม่หลาบจำ เพราะค่าปรับน้อย และมีความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ในระยะหลังผู้ค้าบริการยังหาวิธีหลบเลี่ยงการจับกุมของตำรวจด้วยการวิ่งหนีเข้าตรอกซอกซอยที่อยู่ใกล้ๆ ประตูท่าแพ และมีคนดูต้นทางคอยส่งข่าวเป็นทอดๆ ทำให้การจับกุมเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น ร.อ.หญิง เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวถึงแนวทางแก้ไขว่า ได้การสั่งการให้เทศกิจจัดเวรยามและเพิ่มความถี่ในการดูแลพื้นที่ให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังคอยประสานกับฝ่ายตำรวจอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเพิ่มไฟส่องสว่างเพื่อเป็นการป้องปรามอีกทางหนึ่ง เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ก็ห่วงใยปัญหาดังกล่าวไม่แพ้ภาคส่วนอื่นๆ โดยในการประชุมของสภาวัฒนธรรมครั้งหน้าจะนำปัญหาดังกล่าวเข้าหารือก่อนจะเสนอไปยังจังหวัดเพื่อหามาตรการแก้ไขที่ได้ผลมากกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนจะแก้ปัญหาได้แค่ไหน และจะแก้อย่างไร "คำตอบ" คงไม่ได้อยู่ที่สายลม แต่อยู่ที่คนเชียงใหม่ว่า จะตัดเนื้อร้ายชิ้นนี้อย่างไรดี เอกพงศ์ ประดิษฐ์พงษ์