ข่าว

เจาะลึกสาระสำคัญพ.ร.บ.ชุมนุมฯมาตรการหรือจำกัดสิทธิ?

เจาะลึกสาระสำคัญพ.ร.บ.ชุมนุมฯมาตรการหรือจำกัดสิทธิ?

09 พ.ย. 2558

เจาะลึกสาระสำคัญพ.ร.บ.ชุมนุมฯ มาตรการหรือจำกัดสิทธิ? : สำนักข่าวเนชั่น โดย จักรวาล ส่าเหล่ทู

               ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีประกาศจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เพื่อขยายความวิธีการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อเดือน สิงหาคม ที่ผ่านมา ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องของการกำหนดระดับเสียงของเครื่องขยายเสียงที่ใช้ในการชุมนุม กำหนดวิธีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะ และเครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ

               พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวถูกตราขึ้นเพื่อจัดระเบียบการชุมนุม ทั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะประเทศเราเท่านั้นที่มีกฎหมายเช่นนี้ แต่ต่างประเทศล้วนแล้วแต่มีเช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการ “ขีดเส้น” ทั้งของผู้ชุมนุม และผู้ควบคุมการชุมนุม

               เนื้อหาของกฎหมาย กำหนดว่า การชุมนุมต้องปราศจากอาวุธ รวมถึงห้ามชุมนุมในสถานที่ต่างๆ เช่น ห่างจากพระบรมมหาราชวัง หรือสถานที่ของพระราชอาคันตุกะในรัศมีรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และศาล รวมถึงต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกสถานที่หน่วยงานของรัฐ, ท่าอากาศยาน-สถานีขนส่งสาธารณะ, โรงพยาบาล, สถานศึกษา ฯลฯ

               ผู้ที่จะจัดชุมนุมต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่จะจัดการชุมนุมทราบ ซึ่งไม่ใช่เป็นการขออนุญาต โดยต้องแจ้งรายละเอียด วันเวลา สถานที่จัดชุมนุม ซึ่งหากเจ้าพนักงานเห็นว่าการจัดชุมนุมนั้นผิดกฎหมายก็สามารถสั่งห้ามการชุมนุมได้ ขณะเดียวกันผู้จัดก็มีสิทธิอุทธรณ์เช่นกัน

               ส่วน “ผู้จัดการชุมนุม” ก็ถูกกำหนดหน้าที่ไว้ คือ ต้องทำให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่ขัดขวางประชาชนที่จะใช้พื้นที่สาธารณะเกินพอดี ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมกระทำความผิด ไม่ใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าที่มีขนาดหรือระดับเสียงเกินกว่าที่กำหนด ต้องไม่ปราศรัยในช่วง 24.00–06.00 น.

               ขณะที่ “ผู้ชุมนุม” เองก็มีหน้าที่ ไม่ปิดบังอำพรางตน (เว้นเสียแต่แต่งตามประเพณี) พกพาอาวุธ หรือสิ่งเทียมอาวุธ รวมถึงสิ่งที่ใช่เป็นอาวุธได้ และไม่บุกรุกหรือทำลาย ทรัพย์สินของคนอื่นให้ใช้การไม่ได้ ไม่ข่มขู่ผู้อื่น รวมถึงไม่ใช่กำลังประทุษร้ายคนอื่น ไม่เดินขบวนตั้งแต่ 18.00–06.00 น.

               ด้าน “เจ้าหน้าที่” ที่ควบคุมการชุมนุมก็มีหน้าที่ คุ้มครองความสะดวก ความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ผู้ชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่จะต้องผ่านการอบรมให้มีทักษะ ความเข้าใจ และความอดทน อีกทั้งจะต้องแต่งเครื่องแบบแสดงตนในขณะปฏิบัติหน้าที่ และอาจจะใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนตามที่รัฐมนตรีประกาศ

               ทั้งนี้หากการชุมนุมขัดกับกฎหมาย สามารถประกาศให้ผู้ชุมนุมยกเลิกการชุมนุมภายในเวลาที่กำหนด

               ส่วน-แผนแนวทางการรับมือกับผู้ชุมนุม จะต้องหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หรือถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ให้ใช้กำลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

               “ในกรณีที่พ้นระยะเวลาที่ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ควบคุม หากมีผู้ชุมนุมอยู่ในพื้นที่ควบคุมหรือเข้าไปในพื้นที่ควบคุมโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดซึ่งหน้า และให้ผู้ควบคุมสถานการณ์และผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ควบคุมสถานการณ์ดำเนินการให้มีการเลิกการชุมนุมสาธารณะตามคำสั่งศาล”

               อย่างไรก็ตามเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ออกประกาศออกมาเพื่อรองรับการทำงาน โดยฉบับแรกเป็นประกาศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่อง “การกำหนดระดับเสียงของเครื่องขยายเสียงในการชุมนุมสาธารณะ” ซึ่งตามหลักระดับที่อันตรายคือระดับ 85 เดซิเบล แต่การชุมนุมก็จำเป็นต้องใช้เครื่องขยายเสียงหากมีผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมาก และมีช่วงเวลาต่างๆ จึงยากที่จะกำหนดชัดเจน ที่สุดจึงทำเป็นค่าเฉลี่ยกล่าวคือ กำหนดค่าเฉลี่ยตลอด 24 ชั่วโมงไม่เกิน 70 เดซิเบล

               ส่วนฉบับต่อมา คือ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง “กำหนดวิธีการแจ้งการชุมนุมสาธารณะ”  ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยประกาศฉบับดังกล่าวได้แนบแบบฟอร์มการแจ้ง โดยให้กรอกข้อมูลรายละเอียด อย่างชื่อของผู้จัดการชุมนุม (แกนนำ) มาจากหน่วยงานไหน วัตถุประสงค์ในการชุมนุมคืออะไร ลักษณะของการชุมนุมนั้นเป็นอย่างไร มีการเคลื่อนย้ายสถานที่ หรือเดินขบวนหรือไม่ จำนวนผู้ชุมนุม วันเวลา ระยะเวลาการชุมนุม รวมถึงรายละเอียดของยานพาหนะ เครื่องเสียง และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ในการชุมนุม กล่าวได้ว่า เป็นการสอบถามรายละเอียดที่ครบถ้วนเป็นอย่างมาก โดยการระบุเป็นแบบฟอร์ม มีข้อดีทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้จัดการชุมนุม

               ในส่วนประกาศฉบับสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ก็คือประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรี ในเรื่องเครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาเช่นกัน โดยเป็นการกำหนดเจ้าหน้าที่เลือกใช้เครื่องมือที่ใช้ควบคุมการชุมนุมที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย รวมถึงสุขอนามัยของประชาชน และจะต้องไม่กระทบสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

               ทั้งนี้ รายการของอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนมี 48 ชิ้น ประกอบด้วย 1.หมวกปราบจลาจล หรือหมวกกันกระสุนพร้อมกระบังหน้า 2.โล่ใส หรือโล่กันกระสุน 3.ชุดป้องกันสะเก็ด ตลอดจนสนับแข้ง สนับเข่า สนับศอก อุปกรณ์ป้องกันสะเก็ด บริเวณลำตัว แขนและขา 4.กระบองยาง หรืออุปกรณ์ใช้ตี (Baton) 5.สายรัดบังคับ (สายล็อกข้อมือ) หรือกุญแจมือ 6.หน้ากากป้องกันแก๊สพิษ พร้อมหม้อกรองแก๊สพิษและไมโครโฟน 7.แก๊สน้ำตาชนิดสเปรย์ สกัดจากพืชธรรมชาติ 8.เสื้อเกราะอ่อนป้องกันกระสุน 9.เครื่องขยายเสียงพร้อมไมโครโฟนขนาดเล็ก 10.อุปกรณ์ส่งคลื่นเสียงรบกวนพิเศษระยะไกลชนิดพกพา 11.เครื่องเสียงและระบบป้องกันอันตรายรถสั่งการ 12.เครื่องยิงแก๊สน้ำตาชนิดใช้แล้วทิ้ง 13.เครื่องฉีดแก๊สแบบสะพาย 14.ชุดปืนยิงแก๊สน้ำตาพร้อมอุปกรณ์ 15แก๊สน้ำตาชนิดเผาไหม้

               16.แก๊สน้ำตาสำหรับผสมน้ำ 17.ลูกขว้างแบบควัน 18.ลูกขว้างแบบแสง–เสียง 19.ลูกขว้างแก๊สน้ำตา ชนิดOC 20.ลูกขว้างแก๊สน้ำตา ชนิดCS 21.ถุงลมบอกทิศทาง 22.เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง และสีผสมน้ำ 23.อาวุธปืนลูกซอง สำหรับยิงกระสุนยางหรือแก๊สน้ำตา 24.อุปกรณ์ช็อตไฟฟ้า (Taser) 25.ปืนยิงตาข่าย 26.รถฉีดน้ำแรงดันสูง หรือรถดับเพลิง 27.เครื่องกีดขวางการผ่านของรถ 28.อุปกรณ์ตรวจหาอาวุธบุคคล 29.อุปกรณ์ตรวจหาอาวุธยานพาหนะ 30.แผงกั้นเหล็ก กรวยยาง 32.แท่นปูน หรืออุปกรณ์สำหรับป้องกันสถานที่ 33.ลวดหีบเพลงแถบหนาม 34.ถุงมือหนัง 35.รถเครนยกแท่นปูน 36.ยานพาหนะสำหรับเจ้าหน้าที่และการลำเลียงเครื่องมือ 37.รถควบคุมฝูงชน (Riot Truck) ขนาด 6 ล้อ 38.รถควบคุมฝูงชน (Riot Truck) ขนาด 10 ล้อ 39.รถที่ทำการทางยุทธวิธี 40.รถบรรทุกน้ำ 41.รถส่องสว่าง42.อุปกรณ์ส่งคลื่นเสียงรบกวนพิเศษระยะไกล ขนาดกลาง 43.อุปกรณ์ส่งคลื่นเสียงรบกวนพิเศษระยะไกล ขนาดใหญ่ 44.ชุดเครื่องเสียงความดังสูง พร้อมอุปกรณ์กำเนิดพลังงาน 45.โคมไฟส่องสว่างฉุกเฉิน 46.อุปกรณ์ถ่ายภาพทั้งภาพนิ่งและเคลื่อนไหว 47เครื่องบันทึกเสียง และ 48.เครื่องมือวัดระดับเสียง

               หากพิจารณาจากอุปกรณ์ทั้ง 48 อย่างนั้นจะพบว่า เป็นอุปกรณ์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อควบคุมฝูงชนอย่างแท้จริง โดยไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่มุ่งหวังทำร้ายร่างกาย หรือทำให้ได้รับบาดเจ็บมาก หากแต่เป็นเพื่อสกัดดั้นผู้ชุมนุมในยามเกิดความชุลมุน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะใช้อุปกรณ์เหล่านี้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์อีกที

               อย่างไรก็ตาม ย่อมมีเสียงวิพากษ์ว่า กฎหมายและประกาศดังกล่าว เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนหรือไม่ โดย “พล.ต.ต.ศรกฤษณ์ แก้วผลึก” ผู้บังคับการกองบังคับการฝึกอบรมตำรวจกลาง ยืนยันว่า พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน แต่จำกัดบางเรื่องเช่นสถานที่ เวลา เครื่องเสียง เป็นต้น เมื่อทางกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถแจ้งเรื่องการชุมนุมได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่แล้วทางเจ้าหน้าที่จะตอบกลับ ซึ่งไม่ได้เป็นการอนุญาตแต่อย่างใด แต่จะเป็นการชี้แจงว่า การจัดชุมนุมในพื้นที่นั้นผิดกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่คนไหนรับผิดชอบดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม และทางตำรวจจะขอความร่วมมือจากท่านเรื่องอะไรบ้าง

               “กฎหมายฉบับนี้ ได้ระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่ลงปฏิบัติงานดูแลการชุมนุมจะต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้มีทักษะที่เข้าใจ และอดทนต่อการชุมนุม และเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับโดยไม่ละเว้น ถ้าวันนี้ทุกคนมีความเข้าใจเช่นนี้ รูปแบบการทำงานร่วมกันก็จะเกิดการประนีประนอม พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้มีเพื่อแก้ไขปัญหาการชุมนุม แต่เป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัย หากมีหน่วยงานอื่นจะเข้าร่วมดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย ก็จะต้องผ่านการอบรมเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ”

               ด้าน “สมบัติ บุญงามอนงค์” หรือ บก.ลายจุด ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการจัดการชุมนุม กล่าวถึง พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวในเรื่องการที่ห้ามผู้ชุมนุมปกปิดใบหน้าเข้าร่วมการชุมนุม เพราะการชุมนุมจะต้องมีความโปร่งใสบริสุทธิ์ อีกทั้งการปกปิดใบหน้านั้น แสดงถึงสัญญาณที่จะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น อีกทั้งการพกพาอาวุธเข้าร่วมชุมนุมนั้น ทางแกนนำก็มักจะอธิบายว่า เป็นการพกไว้เพื่อป้องกันตัวเองจากฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากกลุ่มชุมนุมขนาดใหญ่มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดความรุนแรง จุดนี้ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า หากระบุไม่ให้มีอาวุธ ตำรวจจะรับประกันความปลอดภัยให้พวกเขาได้หรือไม่ ทั้งนี้การชุมนุมนั้นควรจะมีการพัฒนาได้แล้ว ไม่ควรจะมีการปกปิดใบหน้า และพกพาอาวุธ

               ทั้งนี้การชุมนุมนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความดื้อด้านของคู่กรณี ซึ่งจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้มีขึ้นมาแบบลอยๆ หากจะต้องมีการเจรจาเบื้องต้นก่อน แต่ถ้าหากประชาชนมีความรู้สึกว่าไม่ได้มีอำนาจการต่อรอง การไปชุมนุมในจุดยุทธศาสตร์ จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนคิดว่าเป็นอำนาจในการต่อรอง เพื่อให้คู่กรณีลงมาเจรจา ทั้งนี้รัฐไทยไม่ค่อยมีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว จึงอาจจะเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมได้ นอกจากนี้ยังคงมีหลุมพรางในการชุมนุมอย่างหนึ่งก็คือ การสร้างอารมณ์ฮึกเฮิมให้แก่ผู้ชุมนุม จนไม่สามารถดึงอารมณ์ของผู้ชุมนุมให้เย็นลงได้ หากตำรวจเข้าไปเจรจากับพวกเขาแล้วเกิดความไม่ลงตัวก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ และเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมมีอารมณ์ร่วมจนถึงจุดสูงสุด และพบว่าหากยังชุมนุมต่อเช่นนี้ก็จะไม่ชนะ เมื่อนั้นกฎหมายฉบับนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบก็เป็นได้