ข่าว

'มีชัย' ยอมถอย ?

'มีชัย' ยอมถอย ?

08 พ.ย. 2558

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : 'มีชัย' ยอมถอย ? : โดย...สำนักข่าวเนชั่น

 
                      หลังจากเปิดเผยระบบเลือกตั้งแบบ “ชนะคัดออก” แล้วได้รับเสียงวิจารณ์ขรมว่า เป็นหลักการที่ไม่ถูกต้องและอาจไม่สนองต่อเจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนน ทำให้ล่าสุด เรือที่ชื่อว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ซึ่งมี “มีชัย ฤชุพันธุ์” ทำหน้าที่เป็นกัปตัน ก็ยอมถอยกลับ 
 
                      ระบบแบบเดิมที่พวกเขานำเสนอนั้น เรียกว่า ระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ออกแบบมาแล้วทำให้ทุกคนมองว่า ต้องการทอนเสียงของพรรคใหญ่ที่มีความชำนาญในการเลือกตั้ง และจัดสรรผลประโยชน์ให้ผู้แพ้มีความได้เปรียบในการเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
 
                      โดยวิธีเลือกตั้งตามระบบนี้คือ ให้มี ส.ส.สองแบบ คือ 1.แบบแบ่งเขต และ 2.แบบบัญชีรายชื่อ แต่การลงคะแนนโดยประชาชนจะใช้บัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว   ไม่ใช่สองใบแบบที่ผ่านมาในอดีต โดยบัตรคะแนนที่ว่าจะใช้เป็นทั้งคะแนนแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ 
 
                      หากผู้สมัครคนไหนจากพรรคใดที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.เขต คะแนนของพวกเขาในเขตนั้นๆ ก็จะไม่ถูกนำมานับรวมในการคำนวณ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ   และจะมีแต่คะแนนของผู้แพ้ในแต่ละเขตเท่านั้น ที่จะนำมารวมกับคะแนนของผู้แพ้ทั้งประเทศ เพื่อคำนวณเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
 
                      ทำให้ถูกมองว่าเป็นความพยายามเอื้อให้แก่พรรคเล็กพรรคกลาง และทำให้พรรคใหญ่มีเสียงลดลง โดยตัดคะแนนของพวกเขาที่ชนะออกจากคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ ทั้งๆ ที่เป็นการเลือกทัั้งสองระบบในใบเดียว
 
                      คำว่า แก้ปัญหา “คะแนนตกน้ำ” จึงอาจไม่จริง เพราะย่อมมีคะแนนแบบบัญชีรายชื่อที่ถูกมองว่าเป็นคะแนนของผู้ชนะแบบแบ่งเขต กลายเป็นคะแนนตกน้ำไปในอีกรูปแบบหนึ่ง
 
                      แม้เสียงสนับสนุนจากฝ่ายกุมอำนาจรัฐจะพอมีอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าเสียงค้านจะมีมากกว่าหลายเท่านัก ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรือนักการเมือง ทำให้ที่สุด “มีชัยและคณะ” ยอมปรับแก้ ไม่ตัดคะแนนของผู้ชนะออกไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ใครที่ได้คะแนนแบบแบ่งเขตเยอะก็จะได้บัญชีรายชื่อเยอะตามไปด้วย 
 
                      ระบบที่คิดขึ้นมาใหม่นี้ ถูกบางคนตั้งชื่อว่า  “ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนตามความนิยม" หลักคือ ยึดคล้ายระบบแบบ “สัดส่วนผสม” หรือที่เรียกกันว่า “แบบเยอรมัน” ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานเคยเสนอมา กล่าวคือ มีการกำหนดเพดานจำนวน ส.ส.จากคะแนนนิยมพรรค หรือ “ป๊อปปูลาร์โหวต” ซึ่งตามปกติจะดูจากคะแนนในระบบแบบบัญชีรายชื่อ
 
                      แต่สิ่งที่พวกเขาคิดจะไม่ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ หากยังยึดการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเช่นเดิม โดยเมื่อผ่านการเลือกตั้งแล้ว จะนำคะแนนที่ได้ทั้งประเทศมารวมกันวัดเป็นคะแนน “ป๊อปปูลาร์โหวต” เพื่อกำหนดว่าพรรคไหนควรมี ส.ส.จำนวนเท่าไหร่เป็นตัวตั้ง
 
                      จากนั้นจึงค่อยมาแยกเป็นรายเขตว่า ใครชนะเลือกตั้งในเขตใด ก็จะได้เป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตในเขตนั้นๆ หากจำนวน ส.ส.เขตที่ได้ยังไม่ถึงเพดาน ส.ส.ที่พึงมี พรรคนั้นก็จะเพิ่ม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเข้ามาจนครบตามจำนวน อย่างไรก็ตามพรรคใดที่มีคะแนน ส.ส.เขตเกินคะแนน ส.ส.ที่พึงมี ก็ไม่ให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้ไปลดจำนวน ส.ส.เขตแต่อย่างใด
 
                      จุดต่างของระบบและถูกมองว่าอาจจะมีนัยแฝงเร้นคือ “เหตุใดต้องใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว” เป็นการนำคะแนนนิยมของพรรคไปผูกติดกับคะแนนนิยมของตัวบุคคลหรือไม่   
 
                      เพราะที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า บ้านเรานั้นตัวบุคคลมีผลต่อการเลือกตั้งมาก โดยเฉพาะเรื่องความช่วยเหลือ บุญคุณ ความสนิทสนม ไม่แยกว่าเป็นต่างจังหวัดหรือใจกลางกรุง และนี่เองเป็นที่มาของการก่อกำเนิด ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่หวังให้คนที่ไม่ชำนาญการลงพื้นที่แต่มีความสามารถมีโอกาสเข้ามาเป็น ส.ส.และพัฒนาไปสู่การเลือกตั้งแบบเลือกพรรค เมื่อมีการเลือกตัวแทนแบบสองเป้าหมาย จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมต้องมีสองที่มาจากบัตรสองใบ
 
                      ดังนั้นการมีบัตรใบเดียวจะตอบสนองเจตนารมณ์เช่นว่าหรือไม่ 
 
                      การให้มีบัตรเลือกตั้งใบเดียวอาจเป็นเพราะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเชื่อว่า เมื่อประชาชนเหลือหนึ่งทางเลือก โดยไม่มีโอกาสเลือกสองครั้งอย่างการ “เลือกพรรค” และ “เลือกคน” เหมือนที่ผ่านมา จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 
 
                      ที่สำคัญระบบนี้จะเอื้อต่อพรรคขนาดกลาง กล่าวคือ ทุกวันนี้พรรคระดับกลางมีอิทธิพลต่อการเลือกคนในระดับพื้นที่สูง และเมื่อมีกระแสเลือกพรรคผู้มีสิทธิจึงเลือกได้สองครั้ง โดยเลือกคนจากพรรคเล็กที่เป็นคนในพื้นที่ และเลือกพรรคใหญ่ที่เป็นกระแสและตนชื่นชอบ ทำให้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เทออกไป ทำให้เราเห็นคะแนนที่แตกว่า บางเขต คนที่ได้รับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต กับคะแนนบัญชีรายชื่อในเขตนั้นๆ เป็นของคนละพรรคการเมือง 
 
                      แต่ถ้าเลือกได้ใบเดียว เชื่อว่าผู้มีสิทธิน่าจะเลือกผู้สมัครจากพรรคระดับกลางที่ใกล้ชิดกับพื้นที่ และแปลงคะแนนตรงนั้นเป็นคะแนนบัญชีรายชื่อได้ด้วย ซึ่งจะทำให้พรรคขนาดกลางได้มีจำนวน ส.ส.เพิ่มมากขึ้น   
 
                      นอกจากนี้การผูกติดระหว่างตัวบุคคลกับพรรคการเมือง ทำให้คะแนนของทั้งสองคือคะแนนเดียวกัน และหากวางระบบการเอาผิดหรือตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นตะแกรงตาถี่ ย่อมหมายความว่า จะมี ส.ส.เขตที่สุ่มเสี่ยงจะ “โดนสอย” มากขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายถึงโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
 
                      เพราะเมื่อคะแนนทั้งสองแบบมาจากบัตรใบเดียวกัน ย่อมยากที่จะแยกว่าคะแนนที่ผิดกฎนั้นทำให้พรรคหรือทำให้ตัวบุคคล
 
                      อย่างไรก็ตาม ในมุมของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมองว่า ระบบนี้จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่พรรค เพราะพรรคจะใส่ใจในการคัดเลือกผู้สมัครในแต่ละเขตอย่างพิถีพิถันมากขึ้น เพราะทุกคนย่อมหมายถึงคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ใช่ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้ อย่างที่เคยมีคนกล่าว
 
                      นอกจากนี้พวกเขายังมองว่า ระบบนี้เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเลือกผู้สมัครจากพรรคเป็นหลัก เพื่อปูทางไปสู่อนาคตที่จะตัดสินใจเลือกตั้งจากพรรคการเมืองและนโยบาย 
 
                      ขณะที่ระบบนี้จะทำให้โอกาสที่พรรคใหญ่เพียงพรรคเดียวจะครองเสียงข้างมากในสภายิ่งเป็นไปได้ยาก ซึ่งเมื่อพรรคใหญ่ครองเสียงข้างมากไม่ได้และพรรคการเมืองขนาดกลางมี ส.ส.ในมือเพิ่มขึ้น เป็นภาวะปัจจัยที่เอื้อให้เกิดรัฐบาลผสม ซึ่งนี่คือโจทย์เรื่องการเมืองต้องไม่เหมือนเดิม เป็นโจทย์ใหญ่โจทย์แรกๆ ของ คสช.ที่มีต่อการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้
 
                      ดังนั้นใครที่เห็นการแถลงเพื่อปรับระบบเลือกตั้งในวันนั้นแล้วบอกว่า “มีชัยยอมถอย" คงต้องคิดกันใหม่ เพราะแม้จะไม่ตัดคะแนนของคนชนะออกไป แต่ผลที่ออกมายังคงเป็นไปตามโจทย์อย่างเคร่งครัด และอาจจะถูกต่อต้านลงน้อยกว่าเดิม
 
 
 
 
-------------------
 
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : 'มีชัย' ยอมถอย ? : โดย...สำนักข่าวเนชั่น)