
เลือกตั้งประวัติศาสตร์เมียนมาร์
08 พ.ย. 2558
เกาะติดเลือกตั้งพม่า : 'หวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่พร้อมรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด' เลือกตั้งประวัติศาสตร์เมียนมาร์ : โดย...เทพชัย หย่อง จากเมืองย่างกุ้ง
“เราต้องหวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่ก็ต้องเตรียมใจรับกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด” เป็นคำตอบของออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เมื่อถูกถามถึงความคาดหวังต่อการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของเมียนมาร์ที่มีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน “สิ่งที่ดีที่สุด” และ “สิ่งที่เลวร้ายที่สุด” ที่ซูจีพูดถึงคืออะไร คำตอบขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนตอบ แน่นอนว่า ในความหมายของซูจี สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมและพรรคเอ็นแอลดีของเธอกวาดที่นั่งได้มากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพรรคการเมืองอื่น และเธอจะอยู่ในฐานะที่แสดงบทความการเป็น “ผู้นำที่อยู่เหนือประธานาธิบดี” ได้
รัฐธรรมนูญปัจจุบันมีข้อห้ามที่ทำให้ซูจีเป็นประธานาธิบดีไม่ได้ ถึงแม้เธอจะเป็นนักการเมืองที่โด่งดังและเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านมากที่สุด แต่ซูจียืนยันว่านั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะมีบทบาททางการเมืองเหนือประธานาธิบดีไม่ได้
เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ตีความ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับซูจี ก็คือพรรคเอ็นแอลดีได้คะแนนเสียงท่วมท้น จัดตั้งรัฐบาลได้ มีตัวแทนของพรรคเป็นประธานาธิบดี และซูจี เป็นคนมีอำนาจสูงสุดในการกำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารประเทศ แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับซูจี น่าจะเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือยูเอสดีพี ของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ที่กองทัพให้การหนุนหลังอย่างเต็มที่ เพราะนั่นหมายความว่าอำนาจที่กองทัพผูกขาดมากว่าครึ่งศตวรรษจะถูกสลายลง และคำถามที่สำคัญที่สุดคือกองทัพจะยอมรับกับสภาพนี้ได้หรือหรือไม่
“สิ่งที่ดีที่สุดคือ ไม่ควรมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้น สิ่งที่ควรเกิดขึ้นหลังเลือกตั้งคือพรรคการเมืองทั้งหลายจับมือกันเพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง” นายโคโค แลต เลขาธิการ สมาคมนักธุกิจมุสลิมเมียนมาร์ ในเมืองย่างกุ้ง กล่าวต่อทีมข่าวเดอะเนชั่น
เมียนมาร์ผ่านความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นในความเห็นของนักธุรกิจผู้นี้ การสร้างความปรองดองควรจะเป็นวาระหลักของรัฐบาลใหม่
การจับมือกันระหว่างพรรคเอ็นแอลดีและพรรคยูเอ็นดีพีเป็นภาพที่คนเมียนมาร์ไม่น้อยอยากเห็น เพราะเชื่อว่าถึงแม้พรรคเอ็นแอลดีจะได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่บทบาทของกองทัพที่สนับสนุนพรรคยูเอ็นดีพีอยู่ก็ยังมีความจำเป็นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
นายคิน หม่อง เอ เจ้าของธุรกิจสิ่งพิมพ์และหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคยูเอสดีพีในย่างกุ้ง มองว่า บทบาทของทหารจะค่อยๆ ถูกลดลงไปเมื่อประเทศเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยและรัฐบาลสามารถลดความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อย “เรามองรูปแบบของประเทศอินโดนีเซียเป็นตัวอย่าง” นายคิน หม่อง เอ กำลังพูดถึงพรรคโกลคาร์ของอินโดนีเซียที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวแทนของกองทัพ ก่อนบทบาททางการเมืองของทหารค่อยๆ หายไป
นายโต ซอ แล็ต บรรณาธิการของ “เสียงประชาธิปไตยพม่า” (ดีวีบี) ซึ่งเป็นสื่ออิสระของอดีตนักกิจกรรมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่ซูจีอาจจับมือกับบางกลุ่มในพรรคยูเอ็นดีพี เพื่อลดระดับความขัดแย้ง ภารกิจที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความปรองดองผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมและความร่วมมือในการบริหารประเทศ
ถึงแม้ซูจีจะยืนยันชัดเจนว่า สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดคือคะแนนเสียงที่เด็ดขาดเพื่อพรรคเอ็นแอลดีจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ แต่เธอก็ย้ำตลอดเวลาว่าพร้อมจะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองและทุกกลุ่มเพื่อให้เกิดความปรองดอง
พรรคการเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยเฉพาะพรรคการเมืองของชนกลุ่มน้อยอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญ ถ้าไม่มีพรรคการเมืองใหญ่พรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ซึ่งหลายคนมองว่าอาจจะเป็นโอกาสดีในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มุ่งสร้างความปรองดองและการมีส่วนร่วม
ชาวบ้านเกือบทุกคนที่ทีมข่าวเนชั่นพูดคุยด้วยตามท้องถนนยืนยันว่าจะเลือกพรรคเอ็นแอลดี แต่ก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่า ผลการเลือกตั้งที่จะเป็นอย่างทุกคนมีความหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่เป็นความหวังที่ปนไปด้วยความกังวล
เพราะในเมียนมาร์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตราบใดที่กองทัพและเครือข่ายของกลุ่มอำนาจปัจจุบันยังคุมกลไกหลักๆ ของประเทศอยู่ แม้แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยังถูกตั้งคำถามมาตลอดเรื่องความเป็นกลาง การแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายรอบ การถอดถอนสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนมาก การซื้อเสียงและการข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ห่างไกล เป็นข้อกังวลที่อาจทำให้เกิด “สิ่งที่เลวร้ายที่สุด” สำหรับซูจี
การเลือกตั้งครั้งนี้อาจถือได้ว่าเสรีที่สุดในประวัติศาสตร์เมียนมาร์ก็ได้ แต่จะบริสุทธิ์ยุติธรรมแค่ไหนยังเป็นคำถามใหญ่ ซูจีย้ำหลายครั้งให้มีการจับตามองกระบวนการเลือกตั้งและการนับคะแนน และขอให้นักสังเกตการณ์เลือกตั้งและสื่อต่างชาติเป็นหูเป็นตาให้ชาวเมียนมาร์
ถ้าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการสู่ความเป็นประชาธิปไตยสำหรับเมียนมาร์ แต่ถ้าการเลือกตั้งเต็มไปด้วยการทุจริตและกระบวนการนับคะแนนไม่มีความน่าเชื่อถือ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดอาจจะเกิดขึ้นกับเมียนมาร์อีกครั้งก็ได้
-------------------
(เกาะติดเลือกตั้งพม่า : 'หวังในสิ่งที่ดีที่สุด แต่พร้อมรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด' เลือกตั้งประวัติศาสตร์เมียนมาร์ : โดย...เทพชัย หย่อง จากเมืองย่างกุ้ง)



