ข่าว

ยธ.ชี้'ลักเด็ก'โทษหนัก!ยอมความไม่ได้

ยธ.ชี้'ลักเด็ก'โทษหนัก!ยอมความไม่ได้

07 พ.ย. 2558

รองปลัด ยธ.ชี้ ขโมยเด็กเจอโทษหนัก ข้ออ้างแท้งบุตร-เลี้ยงดูอย่างดีไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษ แนะ 2 ครอบครัวตกลงกัน ให้แม่ตัวปลอมจดทะเบียนแม่บุญธรรม

 
                      7 พ.ย. 58  ความคืบหน้าคดีหญิงคนร้ายลักขโมยทารกแรกเกิดจากโรงพยาบาล ขณะผู้เป็นแม่เดินไปเข้าห้องน้ำเมื่อ 4 ปีก่อน กระทั่งต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสว่า พบเด็กหญิงวัย 4 ขวบ มีรูปพรรณตรงกับทารกที่แม่ตัวจริงแจ้งความไว้ จึงประสานผู้เป็นแม่เดินทางไปตรวจสอบ และพบว่า เป็นลูกสาวที่สูญหายไปจริง เจ้าหน้าที่จึงจับกุมหญิงสาวที่เป็นคนขโมยเด็ก ซึ่งก็คือแม่ตัวปลอมที่เลี้ยงและรักเด็กคนนี้เป็นลูกอยู่ในปัจจุบัน                      
 
                      เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจต่อสังคม ที่เป็นห่วงว่า เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้จะเผชิญกับความจริงของชีวิตอย่างไรต่อไป 
 
                      ล่าสุด วันนี้ (7 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของแม่บังเกิดเกล้าของเด็กน้อย พบว่า ครอบครัวนี้ ซึ่งมีทั้งย่าและญาติหลายคน กำลังช่วยกันตกแต่งห้องนอน มีทั้งตู้ เตียง และตุ๊กตา เพื่อเตรียมรับขวัญเด็กน้อยกลับคืนสู่อ้อมอกแม่กันอย่างอบอุ่น ขณะเดียวกันได้รับแจ้งว่า จะมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เดินทางไปพบแม่และครอบครัว เพื่อซักซ้อมความเข้าใจก่อนเดินทางไปพบลูกสาวที่ยังอยู่กับครอบครัวของแม่ตัวปลอมในวันที่ 9 พฤศจิกายน 
 
                      ปู่ของแม่แท้ๆ ของเด็กหญิง วัย 76 ปี กล่าวว่า บ้านหลังนี้เป็นของน้องสาว ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีศักดิ์เป็นย่าของแม่แท้ๆ ของเด็ก ซึ่งมีศักดิ์เป็นย่าทวดของเด็กเช่นกัน หากแม่ลูกได้กลับมาอยู่ด้วยกัน ก็จะให้นอนที่ห้องนอนบนบ้านหลังนี้
 
                      "บ้านหลังนี้เป็นที่มรดกของแม่ที่ยกให้ลูกๆ ได้อยู่ด้วยกัน ซึ่งมีพี่น้องรวมกัน 12 คน ส่วนพ่อซึ่งเป็นอดีตนายอำเภอเสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ขณะอายุได้ 104 ปี เป็นบุคคลที่ได้รับความนับถือคนหนึ่งในจังหวัด พอญาติทุกคนทราบว่า พบตัวเหลนสาวที่ถูกขโมยไปแล้ว ต่างก็ยินดีที่จะมาช่วยกันดูแล ทุกคนต่างก็มีฐานะมั่นคง มีความพร้อม เป็นนักธุรกิจ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งในวันจันทร์ ญาติๆ และแม่ของเด็กจะไปรับเหลนกลับบ้าน ส่วนที่เจ้าหน้าที่บอกว่าเพื่อให้เด็กคุ้นเคยต้องใช้เวลา 2 ปี คงเป็นไปไม่ได้ อยากรับมาให้เร็วที่สุด เพราะทุกอย่างเราเตรียมการไว้หมดแล้วตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเตรียม แต่เด็กได้หายไปก่อน"
 
                      ปู่ของแม่แท้ๆ ของเด็กหญิง กล่าวด้วยว่า ญาติหลายคนต่างมีความหวังว่าจะได้รับหลานและเหลนกลับบ้านโดยเร็ว ญาติซึ่งมีศักดิ์เป็นปู่อีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักธุรกิจ บอกว่า ที่ผ่านมาครอบครัวฝ่ายเราโดนหนักมาก ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายทั้งที่ไม่ผิด และยังถูกหาว่าขายลูกกินบ้าง แม่แทบใจสลาย อยากให้สังคมรู้ว่า เราไม่ใช่แบบนี้ ความจริงคืออะไรให้มาดูหลักฐาน อย่าดูถูกว่าเป็นยาจก ที่ใจเย็นเพราะต่างก็บอกว่า อย่าให้กระทบกับเด็ก แต่ตอนนี้อยากให้ทุกคนเห็นใจแม่ของเด็กบ้าง เห็นลูกแล้วแต่ทำอะไรไม่ได้
 
                      ด้าน พญ.สุวรรณี เรืองเดช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ กล่าวว่า แนวทางการดูแลเด็กเล็กที่มีปัญหาครอบครัว อย่างเช่นกรณีนี้ สิ่งที่ต้องนึกถึงคือผลกระทบที่จะเกิดกับตัวเด็ก โดยเฉพาะสภาพจิตใจ เพราะเด็กที่ถูกลักพาตัวไปตั้งแต่แรกเกิด และปัจจุบันก็ยังเป็นเด็กอยู่ จะต้องรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุด อยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ควรถามเด็กในเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือถามอะไรที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ เพราะอาจสร้างความสับสนแก่เด็ก
 
                      "ตอนนี้ไม่ว่าเด็กจะอยู่กับใครหรือหน่วยงานไหนก็ควรสังเกตพฤติกรรม และสภาพอารมณ์จิตใจของเด็กอย่างละเอียด เช่น เรื่องการกิน ว่าเด็กยังสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติหรือไม่ นอนหลับหรือไม่ หรือมีอาการหลับๆ ตื่นๆ หรือฝันร้าย หรือมีอาการงอแงมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องบ่งบอกว่าเด็กมีสภาวะกังวลหรือวิตกกังวลอะไรหรือไม่"
 
                      นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตามกฎหมายอาญา กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นเหตุร้ายแรง ไม่ใช่เพียงการลักทรัพย์ แต่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์และความผิดอาญาอื่นๆ อีกมาก กรณีนี้ไม่สามารถกล่าวอ้างถึงการแท้งบุตร หรือการเลี้ยงดูเด็กเป็นอย่างดี ดูแลเสมือนลูกแท้ๆ เพื่อนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษได้ เนื่องจากเป็นการพรากลูกของบุคคลอื่นไป 
 
                      นายชาญเชาวน์ กล่าวว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์เป็นคดีอาญาแผ่นดินที่ไม่อาจยอมความได้ ในอดีตที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการขโมยเด็กเกิดขึ้นจำนวนมาก มีทั้งการขโมยไปเป็นขอทานหรือค้ามนุษย์ในรูปแบบต่างๆ ดังนั้นจึงต้องดำเนินคดีอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบเกิดขึ้น
 
                      รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า แม่ที่แท้จริงของเด็กควรเข้าปรึกษากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ เพื่อตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ความเป็นแม่ลูกที่แท้จริง โดยกฎหมายจะถือว่าสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรเป็นของพ่อแม่ตามธรรมชาติ ในส่วนของมาตรการเยียวยาทางจิตใจเนื่องจากเด็กมีอายุ 4 ปีแล้ว อาจเกิดความสับสนว่าใครเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง หากทั้ง 2 ครอบครัวสามารถตกลงกันได้ อาจจดทะเบียนเป็นพ่อแม่บุญธรรมเพื่อช่วยกันเลี้ยงดูเด็กได้ ซึ่งการเยียวยาจิตใจแยกส่วนออกจากการดำเนินคดีทางอาญาฐานพรากผู้เยาว์