ข่าว

การเมืองเรื่องน้ำเน่าในแดนอินทรีอเมริกา

การเมืองเรื่องน้ำเน่าในแดนอินทรีอเมริกา

08 พ.ย. 2558

เปิดโลกวันอาทิตย์ : การเมืองเรื่องน้ำเน่าในแดนอินทรีอเมริกา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                      ถัดจากนี้อีกหนึ่งปีเต็มพอดี ก็ถึงเวลาที่มะกันชนจะไปหย่อนบัตรเลือกตั้งครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่แทน บารัก โอบามา ซึ่งระยะหลังถูกจวกเป็นประจำว่า ดีแต่เป็น “สิงห์ขี้คุย” อวดโอ่ว่าจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่มะกันชนและโลกใบน้อยๆ สุดท้ายก็ถูกระบบการเมืองครอบงำจนไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้
 
                      ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ จึงยังถือว่าเป็นช่วงโหมโรงการหาเสียงเลือกตั้งชิงเป็นตัวแทนพรรค ทั้งพรรคตราช้างรีพับลิกัน ที่มีนักการเมืองทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ทั้งหนุ่มแน่นหรือวัยดึกถึง 15 คน ต่างเปิดตัวว่าพร้อมจะกระโจนสู่ศึกชิงทำเนียบขาว 2016 เช่นเดียวกับผู้สมัคร 3 คน ที่เสนอตัวว่าพร้อมชิงเป็นตัวแทนพรรคตราลาเดโมแครต ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าใครจะเป็นตัวเก็งชนิดนอนมาโดยไม่มีพระนำ เนื่องจากการหาเสียงของผู้สมัครส่วนใหญ่ยังค่อนข้างจืดชืดไปสักนิด เหมือนกับว่าทุกคนยังหมกเม็ดไว้ก่อน กะว่าพร้อมจะเปิดหน้าไพ่ในนาทีสุดท้าย จนอาจทำให้ทุกอย่างพลิกผันได้ในชั่วพริบตา
 
                      กระนั้นก็พอจะมองเห็นได้รางๆ ว่า ใครจะเป็นม้ามืด ม้าตีนปลาย หรือแค่ม้าตีนต้น ต้องตกม้าตายตั้งแต่ยังไม่พ้นโค้งแรกการหาเสียงเลือกตั้ง โดยหนึ่งในนั้นอาจจะมีชื่อ เจบ บุช ลูกชายของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช น้องชายของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และอดีตผู้ว่าการรัฐฟลอริดา รวมอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่สื่อเคยช่วยโหมประโคมว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็ง แต่ผลสำรวจคะแนนนิยมปรากฏว่าไม่ติดอันดับ 1 ใน 5 ด้วยซ้ำไป เนื่องจากการพูดที่ไม่เร้าใจ ประเด็นการหาเสียงก็ไม่โดดเด่น เกาะติดแต่ภาพเก่าๆ ของพ่อและพี่ชาย เล่นเอาบุชต้องรีบปรับทีมหาเสียงเป็นการด่วน แต่ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นนัก หนำซ้ำยังยิ่งตอกย้ำภาพความสิ้นหวังของตระกูล “บุช” ที่ต้องการสร้างสถิติว่ามีคนในตระกูลนี้เข้ามาครองทำเนียบขาวเป็นคนที่ 3
 
 
การเมืองเรื่องน้ำเน่าในแดนอินทรีอเมริกา
 
 
                      หรือไม่เช่นนั้นก็อาศัยบุญหล่นทับ กรณีผู้สมัครคนอื่นๆ เกิดตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ แล้วทรัมป์ก็ฉวยโอกาสนำมาโจมตีอย่างเจ็บแสบ หนึ่งในนั้นก็คือ มาร์โค รูบิโอ ส.ว.เชื้อสายคิวบาแห่งรัฐฟลอริดาวัย 44 ปี ตัวเต็งอันดับ 3 ของพรรคตราช้าง ซึ่งตกเป็นข่าวฉาวว่า ถูกสอบว่าแอบนำบัตรเครดิตการ์ดของพรรครีพับลิกันที่ออกให้ไว้สำหรับใช้จ่ายในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ส.ว.เมื่อ 5 ปีที่แล้ว รวมไปถึงในศึกชิงทำเนียบขาว 2016 ไปใช้ในเรื่องส่วนตัว อาทิ เป็นค่าจัดงานสังสรรค์วันรวมญาติ 1 หมื่นดอลลาร์ ค่าเช่าสำนักงาน ส.ว.ในเมืองไมอามี 8.5 หมื่นดอลลาร์ ทั้งๆ ที่จริงแล้วก็คือการดัดแปลงส่วนหนึ่งของบ้านพักมาเป็นสำนักงาน ค่าอาหารและค่าเครื่องบินระหว่างหาเสียง ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือ ใช้เป็นค่าปรับปรุงพื้นบ้านของตัวเองจำนวน 4,000 ดอลลาร์ ค่าซ่อมรถตู้มินิแวน 1,000 ดอลลาร์ ที่อ้างว่าเสียหายขณะใช้ในงานการเมือง ฯลฯ
 
                      ทรัมป์ได้โจมตีรูบิโอว่า “เป็นตัวหายนะผู้มีประวัติการเงินแย่มาก” ไม่ควรค่าที่สื่อจะให้ราคารูบิโอมากเกินไป นอกจากนี้ก็ยังแขวะ เจบ บุช ว่า พูดได้น่าเบื่อมาก ไม่มีอะไรเร้าใจแม้แต่น้อย
 
                      อีกคนหนึ่งที่ถูกกระทบกระแทกตลอดเวลาก็คือ ศัลยแพทย์ชื่อดัง เบน คาร์สัน วัย 64 ปี ซึ่งมีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 หรือ 2 สูสีกับทรัมป์ชนิดหายใจจรดต้นคอ โดยเฉพาะการได้คะแนนนิยมจากกลุ่มอนุรักษนิยมและคริสตชนผู้ยึดมั่นในศาสนา แม้ทรัมป์จะวิจารณ์การหาเสียงของคาร์สันว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่คาร์สันก็สามารถชูประเด็นที่สื่อสนใจได้ ล่าสุดได้สลัดคราบศัลยแพทย์ไปสวมวิญญาณหมอสอนศาสนา ด้วยการยืนยันความเชื่อส่วนตัวที่เคยพูดไว้เมื่อปี 2531 ขณะไปแสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยแอนดรูส์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโบสถ์เซเวนท์-เดย์ แอดเวนติสต์ ที่ คาร์สัน สังกัดอยู่ว่า “พีระมิด” ในแดนสฟิงซ์อียิปต์นั้น แท้ที่จริงไม่ใช่สุสานฝังพระศพฟาโรห์อย่างที่นักโบราณคดีเข้าใจกัน หากแต่เป็นโกดังหรือคลังเก็บเมล็ดพืชที่นักบุญโจเซฟได้สร้างไว้ เพราะยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะสร้างได้นอกจากพระเจ้าเท่านั้น เล่นเอานักโบราณคดีถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ขณะที่นักประวัติศาสตร์บางคนก็ตั้งคำถามว่า หากคาร์สันเกิดชนะในศึกชิงทำเนียบขาว ประวัติศาสตร์คงจะถูกเปลี่ยนโฉมหน้าไปอีกแบบหนึ่งแน่
 
                      นอกจากนี้ทรัมป์ก็ยังข้ามฟากไปโจมตีเบอร์นีย์ แซนเดอร์ ส.ว.รัฐเวอร์มอนต์ ตัวเต็งอันดับ 2 ของพรรคตราลา ซึ่งสามารถเรียกคะแนนนิยมได้ในชั่วข้ามคืน กรณีแถลงว่าจะไม่รับเงินบริจาคทางการเมืองจำนวน 2,700 ดอลลาร์ จากซีอีโอบริษัทเวชภัณฑ์ มาร์ติน ชเครลี ที่จู่ๆ ประกาศขึ้นราคายาดาราพริมสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ภายในชั่วข้ามคืนเดียวถึง 5,000% หรือจากเม็ดละ 13.50 ดอลลาร์ เป็นเม็ดละ 750 ดอลลาร์ หลังจากได้ช้อนซื้อสิทธิในการผลิตและจำหน่ายยาตัวนี้จากบริษัทเวชภัณฑ์อิมแพกซ์ ลาบอราทอรีส์
 
 
การเมืองเรื่องน้ำเน่าในแดนอินทรีอเมริกา
 
 
                      หลังจากเริ่มตกเป็นไก่รองบ่อน ราชาอสังหาริมทรัพย์ก็ได้ยกระดับกลยุทธ์การหาเสียงขึ้นอีกระดับหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ โดยงัดกลยุทธ์การตลาดที่ตัวเองถนัดมากที่สุดผสมผสานเข้ากับหนึ่งในงานถนัดและสร้างชื่อเสียงให้แก่แมวเก้าชีวิตผู้นี้มากที่สุด จนได้ชื่อว่า เป็นนักเขียนมือทองระดับเบสต์เซลเลอร์ ผู้มีผลงานแนวอัตถชีวประวัติและหนังสือประเภท “ฮาว ทู” หรือวิธี “สู้แล้วรวย” หรือ ”ล้มแล้วลุก” รวมแล้วราว 70 เล่ม โดยทุกเล่มก็ติดอันดับขายดีติดต่อกันมานานหลายปี และหลายเล่มก็ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ
 
                      กลยุทธ์การตลาดแบบ “ทู อิน วัน” หรือยิงกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัวของทรัมป์นั้น นกตัวแรกก็คือ การเปิดตัวหนังสือ “Crippled America: How to Make America Great Again” หนา 163 หน้า ซึ่งเชื่อว่าคงติดอันดับเบสต์เซลเลอร์เหมือนเล่มอื่นๆ นกตัวที่ 2 ก็คือ การใช้หนังสือเล่มนี้เป็นเสมือนคัมภีร์หรือคู่มือการหาเสียงการเมืองควบคู่กันไปด้วย
 
                      “หนังสือเล่มนี้ ผมเขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจผมดีขึ้นและเข้าใจถึงแผนการในอนาคตของผม ซึ่งต้องการให้ประเทศกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”
 
                      ความฉลาดด้านการตลาดของทรัมป์ที่เหนือกว่านักการเมืองคู่แข่งคนอื่นๆ เห็นได้ชัดจากการเลือกจังหวะเหมาะที่จะเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ หลังจากโหมโรงหาเสียงได้ 2-3 เดือนแล้ว จนแทบไม่มีอะไรนำเสนอให้เป็นข่าวใหญ่ ไม่เหมือนกับนักการเมืองคนอื่นๆ ที่มักจะเปิดตัวหนังสือเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อนกระโจนสู่สนามเลือกตั้ง อย่าง ฮิลลารี คลินตัน ตัวเต็งหนึ่งจากพรรคตราลา ที่เปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุด “Hard Choices” หรือ “ชีวิตและทางเลือก" เพื่อหยั่งคะแนนนิยมก่อนจะประกาศตัวว่าจะลงชิงทำเนียบขาวอีกครั้ง
 
 
การเมืองเรื่องน้ำเน่าในแดนอินทรีอเมริกา
 
 
                      ในวันเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีขึ้นที่อาคารทรัมป์ ทาวเวอร์ ใจกลางย่านแมนฮัตตัน ในนิวยอร์ก ทรัมป์จะเดินไปทักทายผู้คนหลายร้อยคนที่เข้าแถวยาวเหยียดรอลายเซนต์ของทรัมป์ แม้จะการประกาศล่วงหน้า จำกัดให้ซื้อได้คนละไม่เกิน 3 เล่ม
 
                      หนังสือเล่มนี้ซึ่งต้องการสื่อถึงผู้มีสิทธิออกเสียงโดยตรง แบ่งเป็นบทที่พูดถึงประวัติตัวเอง 14 หน้า ซึ่งจะโอ้อวดว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจผู้มากประสบการณ์และประสบความสำเร็จ จึงพร้อมจะอุดจุดอ่อนของนักการเมืองที่ชอบพูดเป็นน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง ด้วยการพร้อมจะลุยทำจริงๆมากกว่าพูด
 
                      ทรัมป์ยังได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพยที่ตัวเองเป็นเจ้าของและได้อวดว่าทรัพย์สินสุทธิของตัวเองมีมากขึ้นหลังจากเริ่มรณรงค์หาเสียง จากนั้นก็แยกเป็นบทว่าด้วยปัญหาที่ตัวเองสนใจและต้องการเข้าไปแก้ไข รวมไปถึงการชี้ชวนให้มะกันชนตระหนักถึงภัยมืดหรืออันตรายจากผู้อพยพผิดกฎหมาย การให้สัญญาว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 2 เพื่อปูทางให้มะกันชนสามารถเป็นจ้าของปืนได้ การให้รายละเอียดถึงแผนการจะบีบให้เม็กซิโกต้องสร้างกำแพงสูงตรงชายแดนเพื่อป้องกันการลอบข้ามชายแดน
 
                      “เราควรจะเพิ่มค่าธรรมนียมข้ามแดน และควรจะเพิ่มค่าธรรมเนียมเรียกเก็บตอนขอวีซ่า เราควรจะยึดรายได้จากการทำงานที่ผิดกฎหมาย ขณะที่รัฐบาลต่างประเทศควรจะสั่งให้สถานทูตของประเทศนั้นๆ ว่าต้องให้ความร่วมมือ ไม่เช่นนั้นความสัมพันธ์กับอเมริกาอาจจะมีปัญหาได้”
 
 
การเมืองเรื่องน้ำเน่าในแดนอินทรีอเมริกา
 
 
                      ด้วยแผนการตลาดเป็นเลิศในการเลือกเวลาเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ทำให้สื่อดังๆ รวมถึงซีเอ็นเอ็น นิวยอร์ก ไทม์ส และเดอะ การ์เดียน ต่างก็ทำข่าวนี้ด้วยความสนใจ โทรทัศน์ยักษ์ใหญ่อย่างเอบีซี ได้เชิญทรัมป์ไปออกรายการ “กู๊ดมอร์นิ่ง อเมริกา“ แนะนำหนังสือและหาเสียงไปในตัว เช่นเดียวกับรายการ ”ฟอกซ์ แอนด์ เฟรนด์ส” ของช่องฟอกซ์ นิวส์ ก็เชิญไปออกรายการเช่นกัน ทรัมป์ซึ่งปกติจะใช้วิธีโฟนอินหรือให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ตอนนี้กลับยินดีเดินทางไปปรากฏตัวทุกรายการ
 
                      ระหว่างนั้นก็ฉวยโอกาสหาเสียงไปในตัว อาทิ ตอนให้สัมภาษณ์รายการของโทรทัศน์เอบีซีก็บรรยายว่า ภาพประกอบในหนังสือนั้นจงใจเลือกภาพนั้นๆ เอง เช่น ภาพตอนทำหน้าโกรธ เพราะว่าหนังสือเล่มนี้จะพรรณนาถึงปัญหาในประเทศ รวมไปถึงวิธีแก้ปัญหา อันเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ทรัมป์ยังสอดแทรกการหาเสียงว่า ถ้าตัวเองได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ก็จะหาทางฟื้นฟูอเมริกาให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
 
                      ดูๆ แล้วเป็นประเด็นหาเสียงน้ำเน่าไม่ต่างไปจากประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาแม้แต่น้อย โดยเฉพาะการชูลัทธิชาตินิยมว่าต้องการนำอเมริกากลับมายิ่งให้อีกครั้ง โดยไม่ให้รายละเอียดว่าจะทำด้วยวิธีการใด ด้วยการใช้กำลังอาวุธที่เหนือกว่าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นใช่หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่สื่อมะกันควรจะซักให้ละเอียด
 
 
 
 
---------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : การเมืองเรื่องน้ำเน่าในแดนอินทรีอเมริกา : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)